โพสต์แนะนำ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายน้ำ...สุวรรณภูมิ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายน้ำ...สุวรรณภูมิ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นายอำเภอสองพี่น้อง (1)

 

นายอำเภอจีนกั๋ง

ขุนนางสยามแห่งทุ่งสองพี่น้อง

วิญญู บุญยงค์ เรียบเรียง


     
ชื่อเรื่องที่เขียนในตอนนี้ค่อนข้างย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง ทั้ง "นายอำเภอจีน" และ "ขุนนางสยาม" ก็ไปกันคนละทิศละทาง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเช่นนั้น เพราะนายอำเภอกั๋ง เป็นขุนนางสยาม แต่มีเชื้อจีน และมีชื่อเป็นทางการว่า “จีนกั๋ง”

จีนกั๋ง นายอำเภอคนแรกของสองพี่น้อง
   "จีนกั๋ง" เกิดในราวช่วงกลางสมัยรัชกาลที่ ๓ เจริญวัยสมัยรัชกาลที่ ๔ และเติบโตก้าวหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยปกครองพี้นที่สองพี่น้องในฐานะ “นายอำเภอจีน” ก่อนจะมีการจัดตั้งเป็นอำเภอบางลี่ และอำเภอสองพี่น้องอย่างเป็นทางการ 
    ตำแหน่งนายอำเภอจีนนี้ ในสมัยโบราณคนทั่วไปเรียก "นายอำเภอเจ๊ก" และเนื่องจากมีชื่อว่า "กั๋ง" จึงเรียก "นายอำเภอกั๋ง" ส่วนที่เป็นภาษาราชการ เรียกย่อเป็น"อำเภอกั๋ง"หรือ"จีนกั๋งอำเภอบ้านสองพี่น้อง" หรืออื่น ๆ ในความหมายเดียวกันตามแต่ผู้เขียนจะคิดขึ้น

เพื่อความเข้าใจร่วมกัน เพราะบางทีอาจมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จัก"นายอำเภอจีน"มาก่อน 

"นายอำเภอจีน"ไม่ใช่ตำแหน่งนายอำเภอแบบในเมืองจีนที่ปกครองโดยคนจีน แต่เป็นขุนนางสยามที่ราชสำนักคัดเลือกให้ทำหน้าที่ปกครองดูแลคนจีนโดยเฉพาะ ภายใต้ระบบการปกครองของสยาม โดยใช้ชื่อเรียกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นจีนเพื่อแสดงถึงบทบาทหน้าที่ดูแลและควบคุมชาวจีน ถือเป็นกลไกสำคัญที่ราชสำนักสยามใช้ในการบริหารจัดการชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะในสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์[1]นายอำเภอจีนมีหน้าที่เหมือนเป็นหัวหน้าชุมชนชาวจีนมีหลายชื่อเรียก เช่นหลวงโชฎึกราชเศรษฐี[2],ปลัดจีน และจางวางจีน มีหน้าที่คล้ายนายอำเภอในปัจจุบัน ทำหน้าที่ปกครอง ควบคุมดูแลกิจการค้าขาย จัดเก็บภาษี และดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อรักษาระเบียบชุมชนของชาวจีน ปรากฏชัดเจนในสมัยกรุงธนบุรีจนถึงต้นรัตนโกสินทร์เพื่อจัดการชาวจีนที่เพิ่มจำนวนขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้คุมกฎชุมชน จัดการความสงบเรียบร้อยและระงับข้อพิพาทศาลจีน มีอำนาจจับกุมและลงโทษคดีความผิดสถานเบา ปราบปรามอั้งยี่ ลดปัญหาการก่อจลาจลและการตั้งสมาคมลับ[3]

ตำแหน่งนายอำเภอจีนในสยามสมัยโบราณ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ นั้น ไม่มีวาระที่กำหนดตายตัวเป็นปี แต่ขึ้นอยู่กับการแต่งตั้งของเสนาบดีกรมท่า หรือผู้มีอำนาจในขณะนั้น โดยมักจะดำรงตำแหน่งยาวนานตราบเท่าที่ยังได้รับความไว้วางใจและสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลชาวจีนได้ดี ซึ่งตำแหน่งนี้มีอำนาจหน้าที่คล้ายเจ้าเมืองย่อยและผู้ดูแลชาวจีนในพื้นที่นั้น ๆ ดังนั้น จึงไม่ได้มีวาระ 3 ปี หรือ 5 ปี เหมือนข้าราชการสมัยใหม่ แต่เป็นการดำรงตำแหน่งที่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและนโยบายในแต่ละยุคสมัย หรือตราบเท่าที่ปฏิบัติงานได้ดี จนกว่าจะมีการโยกย้ายหรือถูกถอดถอน ซึ่งอาจจะนานหลายปี หรือตลอดชีวิตการทำงาน

หลักเกณฑ์และคุณสมบัติในการแต่งตั้ง ผู้มีอำนาจคำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง มักคัดเลือกจากผู้นำชุมชนหรือพ่อค้าจีนที่มีฐานะดี เป็น"จีนเจ้าภาษี"[4] ซึ่งมีความพร้อมด้านทุนทรัพย์ และบารมีในการดูแลคนในกลุ่ม อาจเป็นตัวแทนกลุ่มภาษา/แซ่ โดยพิจารณาตามจำนวนประชากรจีนในท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น ชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เพื่อให้สามารถสื่อสาร ควบคุม และบังคับบัญชาคนชาติเดียวกันได้ดี มีนายประกันรับรอง ต้องมีคนค้ำ2ฝ่ายคือคนไทยและคนจีนอย่างละคน ร่วมทำทัณฑ์บนประกันตัว เพื่อแสดงความรับผิดชอบและผูกพันตนกับราชสำนักสยาม รวมถึงเป็นการแสดงความจงรักภักดีและประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอนาคตราชสำนักอาจแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางไทย[5] เพื่อดึงกลุ่มผู้นำจีนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการสยาม ช่วยลดปัญหาอั้งยี่ (สมาคมลับ) และควบคุมการค้าสิ่งของต้องห้าม เช่น ฝิ่น เป็นต้น

สำหรับนายอำเภอกั๋ง มีชื่อปรากฏชัดในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ตรงกับ จ.ศ.๑๒๔๗ หรือปีพ.ศ.๒๔๒๘(ปีระกาสัปตศก) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จาก “ใบบอก”[6] ที่พระยาสุนทรสงครามผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี นำขึ้นกราบทูล สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามาลา กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ ซึ่งสำเร็จราชการกรมมหาดไทยเวลานั้น ยืนยันว่านายอำเภอกั๋ง เป็นนายอำเภอจีนที่บ้านสองพี่น้องสมัยที่ยังไม่ได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ ก่อนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในเวลาต่อมา(กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)จะแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาเป็นนายอำเภอในฐานะเป็นหัวหน้ากรมการอำเภออย่างเป็นทางการ ทั้งหลวงบรรเทาทุกขราษฎร์ และหลวงเทพบุรี ตามลำดับ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามาลา กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์
:
คอลเลกชันภาพสัญลักษณ์ คำสำคัญ: เจ. ทอมสัน


โดย “ใบบอก” ที่มีชื่อนายอำเภอกั๋ง ระบุเวลาในปีพ.ศ ๒๔๒๘ เป็นผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทที่ดินระหว่างจีนเชียงอาย กับพระพรหมภิบาล ซึ่งเป็นเวลาก่อนมีการแต่งตั้งนายอำเภอเป็นหัวหน้าคณะข้าราชการหรือกรมการอำเภอไม่น้อยกว่า ๑๒-๑๔ ปี จึงมีความชัดเจนว่า ย่านบ้านสองพี่น้อง มีนายอำเภอจีน[7]ก่อนมีการยกฐานะเป็นอำเภอบางลี่ หรืออำเภอสองพี่น้อง โดยเจ้าเมืองอาจแต่งตั้งหรือเสนอแนะบุคคลในท้องถิ่นหรือผู้ใกล้ชิดต่อผู้มีอำนาจสูงสุดของมหาดไทยในเวลานั้น[8]เข้ามาทำหน้าที่ดูแล จนเกิดระบบกรมการเมืองจีน หรือนายอำเภอจีนขึ้น





เอกสาร "ใบบอก" ที่ส่งไปกราบทูลผู้สำเร็จราชการกรมมหาดไทย

  ข้อมูลประวัติชีวิตนายอำเภอกั๋งปรากฏอยู่หลายแหล่ง อาจมีข้อความคลาดเคลื่อนกันไป แต่ในประวัติชีวิตการทำงานจากหลักฐานเอกสารในหน้าโฉนดที่ดินที่ออกภายหลังในปีพ.ศ.๒๔๕๑โดยพระสุนทรสงครามผู้บัญชาการ ,พระยาธัญญาภิบาลเจ้าพนักงานกระเษตราธิการ และหลวงอุภัยภาติกเขตร์ (เอี่ยม สถาปิตานนท์)[9]นายอำเภอ ได้ทำโดยพระบรมราชานุญาตใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า พระเจ้าแผ่นดินสยาม ระบุชื่อตัวชื่อภรรยาและบิดามารดาอย่างเป็นทางการว่า 

“จีนกั๋งสามีอำแดงเผาะภรรยา คนในบังคับสยาม เปนบุตรจีนเส็งอำแดงแจ่ม....ซึ่งอยู่ที่ทุ่งสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง ในเขตร์อำเภอสองพี่น้อง แขวงเมืองสุพรรณบุรี"

ปัจจุบันอยู่ในกลุ่มบ้านสองพี่น้อง เป็นเรือนหมู่ต่อเติม ตัวเรือนตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกติดชายน้ำริมคลองสองพี่น้อง ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางขวาเป็นที่ตั้งของวัดสองพี่น้อง 


ข้อความชื่อ "จีนกั๋งสามีอำแดงเผาะ" และ "เปนบุตรจีนเส็งอำแดงแจ่ม"

ต้นทางของนายอำเภอกั๋ง

     จากการสืบค้นต้นทางของนายอำเภอกั๋งมีเรื่องเล่าขานต่อกันมาเกี่ยวกับ "จีนเส็ง"ซึ่งเป็นบิดาว่าเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว แซ่ซิ อพยพมาจากโพ้นทะเลแถบมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์การอพยพของชาวจีนมายังสยามและเมืองใกล้เคียงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในทุกสมัย

     เมื่อมาถึงสมัยราชวงศ์ชิงครองอำนาจอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ [10] เกิดสงครามการสู้รบอย่างต่อเนื่อง และโดยที่ผ่านมาชาวจีนจำนวนไม่น้อยก็อพยพลงมาทางตอนใต้อยู่แล้ว ประวัติศาสตร์บันทึกว่า สมัยราชวงศ์ชิงช่วงปลาย ซึ่งตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่๑-๕ มีชนชาวจีนอพยพเข้าสู่สยามจำนวนมาก สาเหตุหลักมาจากในอดีตแถบมณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) ดินแดนชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของจีนที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาก โดยสภาพของทั้งสองมณฑลมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันและที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดเล็กเพาะปลูกได้น้อย จนมีคำเปรียบเปรยในอดีตว่า "ภูเขาสามส่วน แหล่งน้ำสองส่วน ที่นาส่วนเดียว" ทำให้ขาดแคลนที่ดินทำกิน เกิดภัยธรรมชาติซ้ำซาก ทั้งประสบปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และพายุไต้ฝุ่นถล่มชายฝั่งเป็นประจำ ส่งผลให้เกิดทุพภิกขภัยหรือการขาดแคลนอาหารบ่อยครั้ง จำนวนประชากรเติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ทรัพยากรในท้องถิ่นจะรองรับได้ จนเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ประกอบกับในช่วงปลายราชวงศ์ชิง เกิดกบฏไท่ผิง การทุจริตของข้าราชการ และความอดอยากอย่างรุนแรงจากสงครามโลกและสงครามกลางเมือง ในช่วงต้นศตวรรษที่20 ดินแดนแถบนี้กลายเป็นสมรภูมิและเผชิญกับความไม่มั่นคงบ่อยครั้ง

       



 เรือรบอังกฤษทำลายเรือรบสำเภาจีน ในปีพ.ศ.๒๓๘๖

                              เรือรบอังกฤษโจมตีหมู่บ้านและเรือสำเภาที่กบฏไท่ผิงยึดครองบนแม่น้ำแยงซี ในปีพ.ศ.๒๓๙๖

    เวลาเดียวกันที่กวางตุ้ง(โดยเฉพาะเมืองกวางโจว)และฝูเจี้ยน(เมืองเซี่ยเหมินและเฉวียนโจว) เป็นเมืองท่าเปิดสู่โลกภายนอกมานานนับพันปีผู้คนมีทักษะการต่อเรือและเดินเรือ จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดผู้กล้าจำนวนมหาศาลยอมเสี่ยงชีวิตออกไปนอกดินแดน จึงเป็นที่มาของวลี "เสื่อผืนหมอนใบ" ที่ชาวจีนออกเดินทางข้ามทะเล ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวเพื่อแก้ไขความอดอยาก และหาเงินส่งกลับมาเลี้ยงดูครอบครัวที่บ้านเกิด

     ด้วยเหตุนี้การเดินทางโดยสำเภาขนาดใหญ่จากมณฑลทางตอนใต้ข้ามทะเลจีนใต้มุ่งหน้ามายังอ่าวไทยจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการมาของชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และแคะ (หรือฮากกา) ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ปากอ่าวสาครบุรี(สมุทรสาคร)ซึ่งเป็นชุมชน “บ้านท่าจีน”[11] เพื่อกระจายผู้คนและขนถ่ายสินค้า เนื่องจากเป็นเมืองท่าเรือสำเภาขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมาก

นอกจากนั้น ชาวจีนอพยพอีกจำนวนไม่น้อยก็กระจายตัวออกมา จากปากอ่าวพวกเขาจะเปลี่ยนมาใช้เรือขนาดกลางและเล็ก เช่น เรือแจว เรือพาย หรือ เรือเอี้ยมจุ๊น บางส่วนล่องทวนกระแสน้ำขึ้นมาทางทิศเหนือตามแม่น้ำท่าจีน ผ่านนครปฐมเข้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของสุพรรณบุรี ตั้งแต่ตอนล่างในแถบอำเภอสองพี่น้อง อำเภอบางปลาม้า เขตตัวเมืองสุพรรณ อำเภอสามชุก และอำเภอศรีประจันต์ หรือไกลกว่านั้น โดยเลือกทำเลที่มีญาติรุ่นก่อนมาบุกเบิกไว้แล้ว หรือเลือกทำเลทองริมน้ำที่เป็นจุดตัดของลำคลองในการตั้งบ้านเรือน ตลอดจนการจับจองพื้นที่เพื่อทำไร่ ปลูกผัก และร้านค้า จนเกิดเป็นตลาดชุมชนไทยจีนและย่านการค้าที่รุ่งเรืองขึ้นมา ดังจะเห็นได้จาก ชุมชนค้าขายริมน้ำที่ตลาดสามชุก ตลาดเก้าห้อง ตลาดป่าพฤกษ์ ตลาดบางซอ ตลาดบางลี่ เป็นต้น

สองพี่น้องท้องถิ่นมหัศจรรย์

    ด้วยวัยและเวลา มีการสันนิษฐานกันว่า "จีนเส็ง" น่าจะเดินทางมาบ้านสองพี่น้องในสมัยต้นรัชกาลที่ ๓ เนื่องจากมีชาวจีนโพ้นทะเลส่วนหนึ่งรวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว และสองพี่น้องยังเป็นทำเลอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติิ เป็นทุ่งโบราณที่มีสองฤดูกาลในหนึ่งปีคือเป็นหน้าน้ำแห้ง ราว 6 เดือน(ตั้งแต่ประมาณมีนาคม-สิงหาคม) และหน้าน้ำ ราว 6 เดือน(ตั้งแต่ประมาณกันยายนถึง กุมภาพันธ์) ส่งผลให้ที่นี่ เป็นแหล่งข้าว และแหล่งพืชพันธุ์ธัญญาหารโดยเฉพาะสัตว์น้ำจืดแหล่งใหญ่ของลุ่มน้ำท่าจีน ด้วยปัจจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ของประชากรและผลผลิตที่มากพอยังเอื้อให้กลายเป็นสินค้าส่งออกยังนอกพื้นที่ จึงเชื่อว่าจีนเส็งได้เริ่มสร้างครอบครัวที่นี่กับอำแดงแจ่ม จนมีบุตรชายสองคนคือจีนกั๋ง กับจีนชุน เป็นทายาท

    สันนิษฐานว่าสองพี่น้องจีนกั๋งและจีนชุนเกิดและเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ฝ่ายมารดาเป็นคนท้องถิ่น ส่วนฝ่ายบิดาต้องดิ้นรนสร้างเนื้อสร้างตัวเพราะเป็นต่างถิ่นแต่คลุกคลีทำการค้าอยู่กับชาวจีนที่อยู่มาก่อนในย่านตลาด(ภายหลังเรียกย่านอำเภอเก่า) จึงทำให้จีนกั๋งรู้จักมักคุ้นทั้งคนท้องถิ่นและชาวจีนทั้งที่เพิ่งอพยพมาใหม่และที่เกิดและเติบโตที่นี่ ประกอบกับจีนกั๋งมีบทบาทเฉพาะตัวและฐานะเป็นที่ยอมรับ เมื่อท้องถิ่นเจริญขึ้น หรือมีประชากรเพิ่มขึ้น กลไกราชสำนักสยามจึงผลักดันแต่งตั้งให้เป็นผู้นำหรือนายอำเภอแม้จะยังไม่มีการยกฐานะเป็นอำเภออย่างเป็นทางการก็ตาม

    คำบอกเล่าจากลูกหลานในชั้นหลัง

    สำหรับครอบครัวของนายอำเภอกั๋ง ได้ลงหลักปักฐานที่เรือนชายน้ำซึ่งเคยถูกเรียกว่า“เรือนใหญ่” อันเป็นเรือนพำนักของนายอำเภอจีนกั๋งและภรรยาคืออำแดงเผาะ เป็นครอบครัวขยายที่อยู่รวมกันทั้งลูกหลาน ประกอบด้วย

          -นายอำเภอกั๋ง

-อำแดงเผาะ(ภรรยา)

-ลูกสาวคนโต ย่าไฮ้ (แต่งงานกับผู้ใหญ่ตุ้ม หม่องสนธิ )

-คนที่ ๒ หลวงพ่อปู่ปลั่ง บริสุทธิ์ (๒๔๒๑-๒๕๐๖ วัดสองพี่น้อง)

-คนที่ ๓ หลวงปู่น่อม บริสุทธิ์ (๒๔๒๔-๒๕๐๖ วัดสองพี่น้อง)

-คนที่ ๔ ย่าเนิน (แต่งงานกับนายชิต ลับบัวงาม)

-คนที่ ๕ ปู่เวช บริสุทธิ์ (แต่งงานกับนางเคล้า จินดาอินทร์)

-คนที่ ๖ ย่าสมบุญ แต่งงานกับนายก่ำ บุญยงค์[12]

        

อำแดงเผาะ และบุตรชายหญิง สันนิษฐานว่าถ่ายในงานสวดพระอภิธรรมนายอำเภอจีนกั๋ง

     อย่างไรก็ดี เรือนใหญ่นี้ อาจเป็นที่ทำการอำเภอด้วย เนื่องจากเวลานั้นยังไม่มีการตั้งอำเภออย่างเป็นทางการ ซึ่งปรากฏยืนยันอยู่ในเอกสารราชการว่า “..คลองสองพี่น้องแขวงเมืองสุพรรณ์” จนการแบ่งเขตอำเภอแล้วเสร็จใน ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐)จึงเกิดอำเภอบางลี่ มีหลวงบรรเทาทุกขราษฎร์ เป็นนายอำเภอ ต่อมาเอกสารทำเนียบหัวเมือง ร.ศ.๑๑๘ (พ.ศ.๒๔๔๒)ปรากฏชื่อ หลวงเทพบุรี (เอี่ยม สถาปิตานนท์) เป็นนายอำเภอบางลี่ และต่อเนื่องจนถึงวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๕(ร.ศ.๑๒๐) กระทรวงมหาดไทยประกาศเปลี่ยนชื่อจากอำเภอบางลี่มาเป็น “อำเภอสองพี่น้อง" อย่างเป็นทางการ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวที่ นายซุ้ย บุญยงค์ (บุตรชายคนโตของหลวงปู่ก่ำ สามีย่าสมบุญ บุญยงค์ ซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของนายอำเภอกั๋งกับอำแดงเผาะ) เคยเล่าว่าที่เรือนใหญ่นี้ สมัยยังเด็กยังเคยเห็นโซ่ ตรวน สำหรับล่ามนักโทษ อุปกรณ์ร่วมยุคสมัย และผู้คนมากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามใต้ถุนเรือน นอกจากนั้น ลูกหลานในชั้นหลัง ที่ถือกำเนิดในเรือนใหญ่ ยังบอกเล่ากันเป็นเสียงเดียวว่า "หากก๋งกั๋ง จะไปทำธุระหรือไปราชการงานหลวงหรือรับเสด็จก็มักขี่ม้าไปและทุกครั้งชวดเผาะจะเป็นคนเตรียมอาหารคาวหวานให้ไปทุกครั้ง" จึงยืนยันว่าที่เรือนใหญ่นี้เป็นทั้งที่พักอาศัยและที่ทำการอำเภอในเวลาเดียวกัน 

     การใช้เรือนหรือบ้านเรือนตนเองเป็นที่ทำการหรือว่าราชการ อาจกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนายอำเภอเนื่องจากความไม่พร้อมในระยะเริ่มต้นของทางราชการ จะเห็นได้จากในสมัยหลวงเทพบุรี (เอี่ยม สถาปิตานนท์)เข้ามาเป็นนายอำเภอระยะแรกก็ใช้บ้านของตนเองเป็นที่ทำการ จนภายหลังกระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ย้ายไปยังอาคารหลังใหม่ที่บ้านโพธิ์อ้น ตำบลศรีสำราญ ซึ่งเป็นพื้นที่สูงกว่าน้ำไม่ท่วมในฤดูน้ำหลากตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๙ เป็นต้นไป

  

ที่ว่าการอำเภอสองพี่น้องหลังเก่าในฤดูน้ำ เดิมเป็นบ้านและที่ดินของพระยาอุภัยภาติกเขตร์  
Photo by : Robert Larimore Pendleton ,November 1940.
 


    อย่างไรก็ดี แม้จะยังไม่พบเอกสารหลักฐานการเริ่มต้นและสิ้นสุดฐานะนายอำเภอของจีนกั๋ง แต่จากปีพ.ศ.๒๔๒๘ในใบบอก และเอกสารโฉนดที่ดินลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม รศ.๑๒๗ (พ.ศ.๒๔๕๑) ก็ยืนยันว่า นายอำเภอกั๋งมาอายุยืนยาวมาถึงสมัยที่หลวงเทพบุรีเป็นอำมาตย์ตรีพระยาอุภัยภาติกเขตร์ (เอี่ยม สถาปิตานนท์)ดำรงตำแหน่งนายอำเภอสองพี่น้องมาจนถึงปีพ.ศ.๒๔๖๐ เมื่อประกอบกับการประเมินอายุจากภาพถ่ายอย่างน้อย ๗๐ ปีจึงอนุมานได้ว่านายอำเภอกั๋งมีชีวิตอยู่ในช่วงกลางรัชกาลที่ ๓ ถึงปลายรัชกาลที่ ๕ หรือต้นรัชกาลที่ ๖ และมีฐานะเป็นนายอำเภอจีนคนแรกในช่วงเวลาที่สองพี่น้องยังเป็นแหล่งย่านบ้านบาง แขวงเมืองสุพรรณบุรี

    ทั้งนี้ หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. ๒๔๕๖ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นายอำเภอกั๋ง ได้ใช้นามสกุล “บริสุทธิ์” เพื่อให้สมกับบทบาทหน้าที่ในการดูแลชุมชนชาวจีนที่มีอยู่อย่างหนาแน่น ในย่านตลาดบางลี่และชุมชนรอบนอกอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนามสกุลบริสุทธิ์นี้มีความหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับอำนาจและเงินทอง ต่อมากลายเป็นนามสกุลที่ครอบครัวจีนชุน และครอบครัวนายทองอยู่ที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของจีนกั๋งและจีนชุน ได้นำไปใช้ร่วมกันจนมีชื่อเสียงทั่วประเทศ

ติดตามต่อได้ใน นายอำเภอสองพี่น้อง(2)

 ***

เชิงอรรถ

[1] สมัยรัชกาลที่ 3-4

[2] ตำแหน่งสูงสุด

[3] ระบบนี้ถูกยกเลิกไปในศตวรรษที่ 19 โดยเปลี่ยนเป็นหน่วยงานทางการศาลในสังกัดกระทรวงต่างประเทศเพื่อพิจารณาคดีความระหว่างชาวจีน

[4] จีนเจ้าภาษี เรียกอีกอย่าง เจ้าภาษีนายอากร คือ พ่อค้าชาวจีนในอดีต โดยเฉพาะในสมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ ที่ประมูลผูกขาดสิทธิ์จากรัฐบาลไทยในการจัดเก็บภาษีอากรประเภทต่างๆ

[5] เช่น ขุน, หลวง, พระ

[6] เอกสารหรือรายงานที่ข้าหลวง ผู้ว่าราชการเมือง หรือข้าราชการหัวเมืองใช้ส่งเข้ามายังส่วนกลางในพระนครเพื่อกราบทูล

[7] ในสมัยนั้นอาจมาจากระบบกินเมืองที่มีมาก่อนการปฏิรูป ร.ศ. 112 / พ.ศ. 2436

[8] ตรงกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ “เจ้าฟ้ากลาง” สำเร็จราชการกรมมหาดไทย เวลานั้นยังไม่มีกระทรวง

[9] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเลื่อนสัญญาบัตร "หลวงเทพบุรี" เป็น “หลวงอุภัยภาติกเขตร์ (เอี่ยม สถาปิตานนท์) เมื่อวันที่ 30 มกราคม ร.ศ. ๑๒๑ ,พ.ศ. ๒๔๔๖   

[10]ราชวงศ์ชิง ครองอำนาจ 268 ปี ตั้งแต่ค.ศ. 1644–1912 หรือ พ.ศ.2179-2455)

[11]บ้านท่าจีน เป็นชื่อเรียกขานมาตั้งแต่สมัยอยุธา-พ.ศ.2099

[12]ายก่ำ บุญยงค์ เป็นบุตรชายคนโตของคหบดีเสือแห่งเมืองสุพรรณฯ (ต้นสกุล บุญยงค์) เคยอยู่กับเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)บั้นปลายอุปสมบทที่วัดไผ่โรงวัว ก่อนจะย้ายมาวัดสองพี่น้อง ลูกหลานเรียก “หลวงปู่ก่ำ” มรณภาพ พ.ศ.๒๕๐๗ที่วัดสองพี่น้อง (เคยแต่งงานกับนางซับ ภมรพล ที่เมืองสุพรรณ บุตรชาย คือลุงซุ้ย บุญยงค์ บุตรสาวคือ ป้าฮ้ำ บุญเสวก (อยู่บ้านกวย สุพรรณฯ) ต่อมาแต่งงานกับย่าสมบุญ บริสุทธิ์ มีบุตรชาย 2คนคือ หมอประวิทย์ บุญยงค์ และปลัดบุญปลูก บุญยงค์






วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทุ่งโบราณสองพี่น้อง (๔)


สาวสองพี่น้อง..หัวกระไดไม่แห้ง
วิญญู บุญยงค์

ผู้หญิงชาวท้องทุ่งสองพี่น้องนับแต่สมัยโบราณถูกเลี้ยงดูมาอย่างนี้ จนเข้าตำราหัวกระไดไม่แห้งเช่นเดียวกับหญิงงามหลายพื้นที่ในแผ่นดินสุพรรณภูมิ

นับแต่โบราณมาจนถึงราวพ.ศ.๒๕๒๐ วิถีชีวิตชาวลุ่มน้ำในทุ่งโบราณสองพี่น้อง อยู่ร่วมกันแบบครอบครัวขยาย(Extended Family) มีคนรุ่นตายาย พ่อแม่ ลูก และหลาน อยู่ในบ้านเดียวกัน จะว่าไปแล้วก็เป็นวิถีสามัญของชาวตะวันออกที่มีความสัมพันธ์ระบบเครือญาติค่อนข้างใกล้ชิด หากจะไล่เรียงลำดับการขยายของครอบครัว อาจตั้งต้นได้จากคนรุ่นพ่อและแม่ มาร่วมกันใช้ชีวิตด้วยกัน เมื่อมีลูกก็เลี้ยงดูกันไป ส่วนใหญ่แล้วมีลูกมากตั้งแต่ ๔ คนไปจนถึง ๗ คน บางบ้านอาจมีถึง ๑๐ คนไปจนถึง ๑๒ คนก็ยังมี

เพียงลงจากเรือน ผักปลาพืชพันธุ์ตามธรรมชาติมีอยู่อย่างเหลือเฟือในลุ่มน้ำโบราณ
ภาพจาก : Preaw Kritiya

การมีลูกมาก ไม่ได้เป็นภาระมากมายสำหรับคนในสมัยนั้น เพราะคำพูดที่ว่า “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” หรือ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”ยังเป็นความจริงอยู่ ด้วยทุกหนแห่งยังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่อุดมสมบูรณ์ แม้ไม่มีเงินก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลูกเด็กเล็กแดงที่เกิดมาได้สารอาหารจากนมมารดาเป็นหลัก เติบโตขึ้นมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง พอเริ่มรู้ประสาก็ติดตามผู้ใหญ่ออกทุ่งออกท่า หาผักหญ้าปลามาเป็นอาหารในครัวเรือน โตขึ้นก็รู้จักทำนาเก็บตุนข้าวเข้ายุ้งฉางกินพอชนปี ที่เหลือก็ขายออกไปเป็นรายได้เป็นกอบเป็นกำเข้ามาสู่ชานเรือน

เมื่อลูกชายเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ พ่อแม่จึงทำหน้าที่สู่ขอลูกสาวจากบ้านอื่นอาจเป็นคนที่ผู้ใหญ่หมายตาไว้ด้วยเหตุผลทางฐานะทางตระกูลหรือความเหมาะสมอื่น ๆในภาพรวม แต่โดยมากลูกชายก็มักหมายมั่นบางคนไว้ก่อนแล้ว หากฝ่ายหญิงมีใจฝ่ายชายก็ให้พ่อแม่ไปสู่ขอ แต่มีไม่น้อยที่ฝ่ายหญิงมี แต่พ่อแม่ของเธอเห็นตรงกันข้าม อาจด้วยเหตุผลของฐานะ ชาติตระกูล หรือเสียงเล่าลือของฝ่ายชายไม่เข้าตา เช่นเกรกมะเหรกเกเร หรือขี้เกียจแบบ“ไม่เอาถ่าน” และมีไม่น้อยจากเหตุผลหน้าตาขี้เหร่ เข้าทำนอง “ได้ลูกเสียหลาน” พ่อแม่ฝ่ายหญิงบางรายจึงทำตัวเป็น”ตะเข้ขวางคลอง” ทั้งวางท่า ทั้งขัดขวาง อาจถึงขั้นไล่ตะเพิดก็มีอยู่ไม่น้อย

นอกจากความชำนาญทางเกษตรกรรม ฝีมือเชิงช่างไม้ก็มีอยู่ในวิถีคนลุ่มน้ำ
ภาพจาก : Preaw Kritiya

            หากเป็นอย่างนี้ก็ต้องใช้เวลาสั่งสมความดีขจัดจุดขวางตาเพื่อให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเชื่อมั่น ยิ่งหากเป็นการชอบฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียว หรือมีคู่แข่งที่มีภาษีดูจะเหนือกว่า การสั่งสมความดีเพื่อรอวันฟ้าเปิดดูจะมีแรงบันดาลใจน้อยกว่า ชายกล้าแห่งท้องทุ่งจึงยุติปัญหาด้วยการ“ฉุด” หรือหากฝ่ายหญิงมีใจแต่พ่อแม่ไม่ยกให้เสียที ผสมกับความใจร้อนที่พร้อมจะ“ชิงสุกก่อนห่าม” ก็จะเกิดภาวะ“หนีตาม” เข้ามาแทน

            และทันทีที่เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็กระหึ่มไปทั้งบาง เป็น ท๊อก ออฟ เดอะ ทาวน์ ที่ต้องใช้เวลานานวันกว่าเสียงนั้นจะทุเลา ถึงเวลานั้นจึงจะมีการขอขมาลาโทษพ่อแม่ฝ่ายหญิง และมีไม่น้อยที่มีหลานเกิดใหม่มาร่วมเป็นประจักษ์พยานด้วย และหลานใหม่นี่แหละมักเป็นกาวใจได้เป็นอย่างดี คนที่เพิ่งเริ่มเป็นตายายคน ส่วนใหญ่มักใจไม่แข็งพอ

หลังแต่งงานหรือได้อยู่กินกันด้วยเหตุผลใดก็ตาม ส่วนใหญ่ลูกชายซึ่งเป็นเจ้าบ่าวต้องไปอยู่กับฝ่ายหญิง และกลายไปเป็นกำลังสำคัญช่วยครอบครัวฝ่ายหญิงทำมาหากิน อาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง ฝ่ายชายที่เป็นเจ้าบ่าว จึงดูจะเป็น “บ่าว” สมกับตำแหน่ง เพราะต้องไปทำงานรับใช้ฝ่ายหญิงและครอบครัวของเธอ ดูไปแล้วก็เป็นคำที่เหมาะสมดี ยิ่งฝ่ายชายผ่านการบวชเรียนมาแล้ว ก็จะมีสติยับยั้งชั่งใจ หากมีปัญหาก็ค่อยคิดค่อยทำไม่ตัดสินใจอะไรบุ่มบ่าม ความเป็นผู้ชายยังมีความแข็งแรง มีกำลังทำงานได้มากกว่า หากขยันขันแข็งก็จะเป็นที่โปรดปรานของพ่อตาแม่ยาย พอให้ภรรยาได้หน้าได้ตาไปด้วย มีหลายครอบครัวที่สร้างตัวได้เพราะมีลูกเขยขยันและเป็นคนดี ด้วยคุณสมบัติแบบนี้ บวกกันมีภรรยาที่เป็นลูกอยู่เรือนกับพ่อแม่ ลูกเขยประเภทนี้มักก้าวขึ้นสู่ความเป็น“เจ้าเรือน”แทนพ่อฝ่ายหญิงที่ร่วงโรยไปตามวัย

ฝาเรือนลายปะกนในเรือนสะอาดเอี่ยมเนียนตา ผ่านการปัดเช็ดถูมาเป็นอย่างดี
ภาพจาก : Preaw Kritiya

สังคมลุ่มน้ำในท้องทุ่งโบราณ ผู้ชายเป็นใหญ่ในการทำมาหากิน ส่วนฝ่ายหญิงเป็นใหญ่ในเรือน แม้ไม่มีกฎหมายประกาศใช้บังคับ แต่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในเรือนชาน เว้นแต่ฝ่ายชายไปได้เมียเป็นหญิงมีฐานะทางบ้านหรือมีกิจการที่สร้างรายได้มาก เมื่อนั้นฝ่ายหญิงมักเสียงดังกว่า แต่ในวิถีทั่วไปของสังคมท้องถิ่น ผู้หญิงจะได้รับการเลี้ยงดูจากผู้เป็นมารดาให้เป็นแม่ศรีเรือน บ้านเรือนแต่ละหลังแม้ฐานะต่างกันแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความสะอาดสะอ้านของบ้านเรือน พื้นกระดานถูกถูทุกวันจนขึ้นมัน ฝาโอ่งและขัน ไม่เว้นแม้แต่โอ่งลายมังกรเซี่ยงไฮ้ก็ต้องได้รับการขัดถูจนมันวาวเช่นกัน  สิ่งของเครื่องใช้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทั้งกิริยามารยาท ทั้งเสน่ห์ปลายจวักที่ลูกผู้หญิงจะได้รับการพร่ำสอนจากผู้เป็นแม่ผู้เป็นต้นแบบจนชำนาญ จนมีคำพูดติดปากกันมาว่า “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” ผู้หญิงชาวท้องทุ่งสองพี่น้องนับแต่สมัยโบราณถูกเลี้ยงดูมาอย่างนี้ จนเข้าตำรา“หัวกระไดไม่แห้ง” เช่นเดียวกับหญิงงามหลายพื้นที่ในแผ่นดินสุพรรณภูมิ

โอ่งน้ำฝาโอ่งขันน้ำหน้าชานเรือน เป็นด่านแรกที่บอกถึงคุณสมบัติของผู้อยู่เรือน
ภาพจาก : Preaw Kritiya

ความภาคภูมิใจประการหนึ่งของคนเป็นพ่อแม่ คือการได้เป็นปู่ย่าหรือตายาย มีหลานตัวเล็ก ๆมาให้เชยชม เป็นทั้งค่านิยมและความสุขที่มาพร้อมกัน ถึงเวลานี้คนที่เป็นพ่อแม่จะต่อเพิงพะไลยื่นออกจากตัวเรือนเดิมให้มีพื้นที่เฉพาะสำหรับลูกสาวลูกเขย แต่หากฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็ให้แยกไปปลูกเรือนใหม่ใกล้กับเรือนใหญ่ ให้อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน เป็นจุดเริ่มของครอบครัวขยาย และจะขยายในรุ่นหลาน รุ่นเหลน และรุ่นต่อ ๆไป

ความสุขของคนทุ่งโบราณสองพี่น้อง คือการอยู่กันพร้อมหน้าทุกมื้ออาหาร เป็นการไล่เรียงหน้าตาลูกหลานว่ามากันครบหรือยัง จากนั้นกับข้าวทั้งผัดเผ็ดปลาย่างน้ำพริกผักต้มกับอาหารชามโปรดต้มยำปลาช่อนมีไข่ปลาลอยฟ่องแทรกตัวในช่องว่างชิ้นเนื้อพุงมันปะปนท่อนตะไคร้ใบมะกรูด จะถูกลำเลียงวางอยู่กลางวง ขาดไม่ได้คือน้ำปลาถ้วยใหญ่มีกระเทียมหอมพริกหยวกย่างไฟถ่านบีบมะนาวแล้วใส่ทั้งซีกตามลงไป...เป็นอาหารมื้อใหญ่ในวันวาน ที่แม้จะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ใครต่อใครหลายคน...ยังรำลึกเห็นเป็นภาพจำ...จนวันนี้...!

*********