โพสต์แนะนำ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรรณภูมิ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรรณภูมิ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

มเหนทรบรรพต-ชัยวรมันที่ ๒-เมืองโบราณอู่ทอง


มเหนทรบรรพต-ชัยวรมันที่ ๒-เมืองโบราณอู่ทอง


Aerial view of Mahendraparvata. (Archaeology Development Foundation)

 มเหนทรบรรพต หนึ่งในสี่เมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ บนรอยต่อทางวัฒนธรรม สู่เมืองโบราณอู่ทอง

เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา CNN รายงานความคืบหน้าถึงการสำรวจเมืองโบราณ ”มเหนทรบรรพต”ที่ดำเนินการมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๘ โดยใช้เทคโนโลยีไลดาร์และการสแกนพื้นที่ด้วยเลเซอร์ทางอากาศ จึงทำให้เห็นภาพชัดของเมืองโบราณแห่งนี้ปรากฏเป็นเส้นทางหลักไปสู่มเหนทรบรรพต รวมถึงรายละเอียดสำคัญในการสร้างเมืองภายในเส้นตรงทั้งสี่ทิศกับระบบเส้นทางเป็นตาราง ในรายงานระบุว่าเป็นการจัดผังเมืองแบบตารางหมากรุก(city grid system)ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกของเขมร รวมทั้งภายในยังระบุถึงสภาพการเป็นกำแพงล้อมวัด ปราสาท เขื่อน และอ่างเก็บน้ำที่ยังสร้างไม่เสร็จ นับเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นตอนหนึ่ง หลังจากก่อนหน้านี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจเพราะกลัวระเบิดที่ฝ่ายเขมรแดงฝังไว้ทั่วบริเวณ

อันที่จริงเมืองโบราณ “มเหนทรบรรพต” แม้จะไม่เคยมีการสำรวจอย่างจริงจังมาก่อน แต่นักประวัติศาสตร์ในอดีตได้ทำการศึกษาจากจารึกจนทราบว่าเมืองนี้มีอยู่จริง และมีความสำคัญต่อสมัยเริ่มต้นของจักรวรรดิเขมร ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒(พ.ศ.๑๓๔๕-๑๓๙๓)ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรเจนละในรัชสมัยพระเจ้ามหิปติวรมันในปีพุทธศักราช ๑๓๔๕

พระเจ้ามหิปติวรมัน น่าจะขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ภายหลังถูกกองทัพศรีวิชัยจากคาบสมุทรยกมาโจมตี มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ถูกนำตัวไปประหาร จากบันทึกของ อบู ซาอิด ฮะซัน เล่าถึงเรื่องเล่าของพ่อค้าอาหรับชื่อสุไลมาน รับรู้จากการเดินทางมาค้าขายในพ.ศ.๑๓๙๔ ว่า กษัตริย์เขมรผู้ยังทรงพระเยาว์รับสั่งอยากเห็นพระเศียรของราชาแห่งศรีวิชัย(ซาบัค)ใส่จานมา เมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงราชาแห่งซาบัค พระองค์จึงยกทัพเข้าโจมตีเขมรแล้วตัดเศียรยุวกษัตริย์ใส่โหลดองให้ราชสำนักเขมรดูเป็นเยี่ยงอย่าง

แม้จะเป็นเรื่องเล่าแต่นักประวัติศาสตร์ในอดีตได้วิเคราะห์เหตุการณ์และต่างยอมรับว่าน่าเชื่อถือ ด้วยครั้งนั้นมีการนำเจ้าชายเขมรไปยังราชสำนักไศเรนทร์ และเป็นที่เชื่อกันว่าในคราวนั้น เจ้าชายชัยวรมัน เป็นผู้ถูกนำไปเป็นตัวประกันภายหลังจากพระองค์ได้รับการเสนอให้เป็นกษัตริย์ทรงพระนามพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จารึกระบุว่าพระองค์คือเหลนของพระเจ้านฤบดินทรวรมันแห่งอนินทิตะปุระ ราชาผู้สืบเชื้อสายมาจากฟูนัน

เมื่อพระองค์ถูกส่งตัวกลับมา จึงประกอบพระราชพิธีประกาศอิสรภาพเขมร ไม่ขึ้นตรงต่อราชสำนักไศเรนทร์ จารึกสด็อกก๊อกธมที่หลุยส์ ฟิโนต์ แปลไว้ระบุว่า พระองค์สร้างเมืองหลวงแห่งแรกชื่อ อินทรปุระ ทางตะวันออกของกัมปงจามริมแม่น้ำโขงตอนล่าง มีพราหมณ์ผู้ใกล้ชิดชื่อ ศิวไกวัลย์เป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้เกิดลัทธิ เทวราชาเพื่อให้พระองค์กลายเป็นกษัตริย์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์สร้างศิวลึงค์ หรือราชลึงค์ มีวิหารครอบบนยอดเขา เรียกว่าภูเขาวิหารจนกลายมาเป็นต้นแบบของราชาในไศวนิกายที่ต้องมีภูเขาสูงประดิษฐานศิวลึงค์ประจำองค์ราชาเพื่อให้พราหมณ์ประกอบพิธีกรรม

พระองค์สร้างเมืองหลวงแห่งที่ ๒ คือเมืองหริหราลัย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสียมราฐ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการป้องกันภัยจากการรุกรานของอาณาจักรทางใต้ เมืองหลวงแห่งที่ ๓ ชื่อ อมเรนทรปุระในประวัติศาสตร์ยังไม่ชัดเจนว่าตั้งอยู่ตรงจุดใด และสร้างเมืองที่ ๔ คือ มเหนทรบรรพต มีความหมายว่าเป็นภูเขาของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ บนยอดเขาพนมกุเลน โบราณสถานที่มีรายงานผลความคืบหน้าจากการสำรวจ ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่าบางส่วนของเมืองยังสร้างไม่เสร็จ

จารึกระบุถึงบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ พระองค์ย้ายไปประทับที่เมืองหริหราลัยแถบกัมพูชาทางเหนือและสิ้นพระชนม์ในพ.ศ.๑๓๙๓ มีการตั้งข้อสังเกตจากนักประวัติศาสตร์ว่า เมืองหริหราลัยนี้ เป็นเมืองที่อยู่ใกล้แหล่งหินทรายแถบพนมกุเลน และยังอยู่ใกล้ช่องเขาที่เป็นเส้นทางไปสู่ที่ราบสูงโคราช และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่เมืองต่าง ๆของทวารวดี

Jean Boisslier ขณะทำการสำรวจเจดีย์เมืองโบราณอู่ทอง
ภาพจาก:หนังสืออู่ทองและเรื่องราวสุวรรณภูมิ 

ช่วงระหว่างปีพ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๐๙ ช็อง บวซเซริเยร์ (Jean Boisslier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้เข้ามาทำการสำรวจเมืองโบราณอู่ทอง ได้พบประติมากรรมปูนปั้นและศิลปกรรมอื่น ๆ ที่เจดีย์หมายเลข ๑๕ และ ๒๘ มีอิทธิพลเขมรแบบกุเลนและพะโคในปลายพศว.ที่ ๑๔ และต้นพศว.ที่ ๑๕ ซึ่งฉีกตัวออกจากศิลปะทวาราวดีที่มีอยู่เดิมอย่างชัดเจน รวมถึงความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรศรีวิชัยที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบอาคารจำลองและพระพิมพ์ดินดิบจารึกอักษรเทวนาครี อันเป็นรูปแบบการสร้างพระพิมพ์ของศรีวิชัยด้วย

เรื่องราวของกษัตริย์ผู้บุกเบิกจักรวรรดิเขมร จะเกี่ยวพันกับเมืองโบราณอู่ทองมากน้อยเพียงใดยังไม่มีหลักฐานมากนัก แต่อิทธิพลทางศิลปกรรมเขมรที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสสำรวจนี้ มีอายุอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ต่อเนื่องถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๓ พระราชโอรสของพระองค์.


*****
    

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กษัตริย์ในจารึกแผ่นทองแดง


พระราชฐานะ
ของกษัตริย์ในจารึกแผ่นทองแดง
วิญญู บุญยงค์

จารึกแผ่นทองแดง
ภาพจาก:db.sac.or.th

         ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ถือเป็นยุครุ่งเรืองของกัมพูชามีกษัตริย์ปกครอง ๖ พระองค์ ในจำนวนนี้ มีพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ (พ.ศ.๑๔๗๑-๑๔๘๕)ครองราชย์โดยเข้ายึดกรุงยโสธร และแย่งชิงราชสมบัติจากพระเจ้าอีศานวรมันที่ 2 (พ.ศ.๑๔๖๕-๑๔๗๑) หลังจากนั้นทรงย้ายเมืองหลวงไปตั้งใหม่ที่เกาะแกร์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หลังสิ้นรัชกาลพระราชโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อทรงพระนาม "พระเจ้าหรรษาวรมันที่ ๒"

         พระเจ้าหรรษาวรมันที่ ๒ พระองค์นี้เอง ที่อาจเป็น “พระเจ้าศรีหรรษาวรม” ที่ปรากฏพระนามอยู่ใน “จารึกแผ่นทองแดง”ของเมืองอู่ทอง

         การพบจารึกแผ่นทองแดงภาษาสันสกฤตอักษรปัลลวะที่นางแถม เสือดำ ขุดได้บริเวณเมืองอู่ทองเก่าเมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๐ มีการแปลความออกมาว่า

         พระเจ้าศรีหรรษาวรม เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าศรีอีศานวรม ได้ส่งสีวิกา อันประดับด้วยรัตนะเป็นต้น พร้อมด้วยฟ้อนรำและดนตรีเป็นอาทิ เป็นทักษิณาถวายแด่พระศรีมัตอัมราตเกศวร และภายหลังท้าวเธอได้ถวายของควรแก่การอุปกรณ์อันประเสริฐ และหมู่คนมีความสามารถในฟ้อนรำและขับร้อง เป็นต้น แด่พระศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์ศรีธาเรศวร

         ศ.ยอร์ช เซเดส์ เสนอว่า “พระเจ้าศรีอีศานวรม” เป็นพระนามของกษัตริย์ขอม ที่ครองราชย์อยู่ระหว่างพ.ศ.๑๑๕๔-๑๑๗๘ หากเป็นเช่นนั้นกษัตริย์ขอมพระองค์นี้ก็คือ “พระเจ้าอีศานวรมันที่ ๑” ซึ่งพระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามเหนทรวรมัน(เจ้าชายจิตรเสน)

ยอร์ช เซเดส์ 
ภาพจาก:วิกิพีเดีย
         พระเจ้าอีศานวรมันที่ ๑ ได้ชื่อว่าเป็น ผู้รบชนะฟูนันทั้งหมดหลังจากโจมตีอนินทิตะปุระเมืองของเจ้าชายพลทิตย์ที่สืบเชื้อสายมาจากฟูนันแล้ว ทรงสร้างเมืองหลวงอยู่ริมแม่น้ำสตึงเสนในนามอีศานปุระก่อนจะขยายดินแดนมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือครอบคลุมพื้นที่ ๓ รัฐคือ จักรันตะปุระ อโมฆปุระ และพิมายปุระ ทางใต้ขยายไปถึงจันทบุรี จนจรดพรมแดนอาณาจักรมอญทวารวดีลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งการขยายอาณาเขตมาเพียงจรดพรมแดนของทวารวดีโดยไม่รุกล้ำเข้ามาอาจมีนัยสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ แต่อาจกล่าวได้ว่าอาณาจักรเจนละหรือในสมัยนี้เรียกว่าอีศานปุระเป็นพันธมิตรกับทวารวดีลุ่มเจ้าพระยา

         จากการตรวจสอบข้อมูลในงานของ ศ.ดี.จี.อี.ฮอล นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่เข้ามาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระบุว่า ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ ครองราชย์โดยแย่งชิงราชสมบัติ เข้ายึดกรุงยโศธร แต่ต่อมาไปสร้างเมืองใหม่ที่เกาะแกร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาพระเจ้าหรรษาวรมันที่ ๒ ครองราชย์ แล้วถูกพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ (พ.ศ.๑๔๘๗-๑๕๑๑)ถอดออกจากบัลลังก์

D.G.E.Hall
ภาพจาก : วิกิพีเดีย
         หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า พระเจ้าหรรษาวรมันที่ 2 ครองราชย์ที่เมืองเกาะแกร์ ระหว่างพ.ศ.๑๔๘๕-๑๔๘๗ อาจเป็นเพียง ๑ ปี หรือกว่า ๒ ปี แล้วถูกโค่นอำนาจ สอดคล้องกับการพบจารึกแผ่นทองแดงบริเวณเมืองเก่าอู่ทอง ที่มีการอ่านและตีความเป็นอักษรหลังปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕

         ส่วนในจารึกที่ระบุถึงการนำขบวนเสลี่ยง นักดนตรี และนางรำ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ให้รายละเอียดและความหมายสอดคล้องกันว่า ลักษณะเช่นนี้ในสมัยโบราณ เป็นการแสดงถึงเจ้าผู้ครองนครหนึ่งแสดงความอ่อนน้อมไปยังอีกเจ้าผู้ครองนครหนึ่ง ในอดีตก็มีการดำเนินการเช่นนี้ในการส่งไปราชสำนักจีน ดังเอกสารทางประวัติศาสตร์จีนสมัยสามก๊กระบุว่า ในปีพ.ศ.๗๖๘ พระเจ้าฟันจัน(ฟูนัน) ส่งทูตไปยังจีนโดยมีนักดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในบรรณาการไปด้วยและ ปีพ.ศ.๑๓๔๓ อิเหมาชุน(I-Mou-hsun) รัชทายาทของโก๊ะล่อฝงกษัตริย์น่านเจ้าที่ครอบครองปยู(Pyu) “ส่งนักดนตรีชาวปยูไปเป็นกำนัลยังราชสำนักจีนสมัยราชวงศ์ถัง และ พ.ศ.๑๓๔๔-๑๓๔๕ กษัตริย์ของปยูส่งคณะทูตพร้อมด้วยนักดนตรี ๓๕ คนไปยังราชสำนักจีนเป็นต้น.   
                    
*************

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๑๐



ย้อนหลัง ๑๔ ศตวรรษ ก่อนกำเนิดรัฐสยาม


         จากเหรียญกษาปณ์สู่เตาเผา จีนเป็นชนชาติเดียวที่ปักหลักในแผ่นดินสุวรรณภูมิ ผ่านเหตุการณ์หลายยุคสมัยจนถึงการสถาปนารัฐสยามบนลุ่มน้ำท่าจีน

แหล่งโบราณคดีที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก สามารถบอกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของรัฐชาติสยามได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะแหล่งเตาเผาที่ตั้งอยู่เรียงรายริมแม่น้ำสุพรรณตลอดแนวทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ได้บอกให้รู้ถึงจุดเริ่มต้นการสร้างสรรค์ศิลปะหัตกรรมแขนงนี้ รวมถึงจุดเปลี่ยนแปลงจากอิทธิพลภายนอก ตั้งแต่การเข้ามาของกลุ่มชาติตะวันตกจากแถบลุ่มน้ำคงคา อิทธิพลขอมที่แผ่สยายเข้ามา จนถึงการหลั่งไหลของวัฒนธรรมจีน

แต่ละช่วงเวลา มิได้เป็นจุดเฉพาะของวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง หากแต่เป็นการผสมผสานความหลากหลายที่เกิดขึ้นในบริบทเดียวกัน แม้กระนั้นวัตถุโบราณบางชิ้นก็สามารถยืนยันถึงอายุสมัยได้ชัดเจน โดยเฉพาะเครื่องปั้นจีนที่สามารถนำใต้เคลือบลายและลักษณะความละเอียดหรือหยาบของภาชนะมาพิสูจน์ จนรู้ถึงอายุสมัยที่อ้างอิงได้ว่าอยู่ในช่วงราชวงศ์ใดของจีน และเป็นช่วงเวลาใดของสุพรรณภูมิ


ตัวอย่างรูปทรงและลวดลายโถเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน
ภาพจาก:ของสะสมของเอกชนอนุญาตให้ใช้เพื่อประกอบบทความ

จากจุดการขุดค้นกำแพงเมืองโบราณสุพรรณภูมิด้านทิศตะวันออกพบเศษภาชนะกระเบื้องเคลือบในสมัยราชวงศ์ซ่ง(พ.ศ.๑๕๐๓-๑๘๒๒)และราชวงศ์หยวน(พ.ศ.๑๘๐๖-๑๙๑๓) เหนือขึ้นไปนอกเขตกำแพงเมืองยังพบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่มีอายุอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี ไล่ร่นลงมาถึงสุพรรณภูมิอันแสดงถึงเอกลักษณ์ในชิ้นงานที่ถูกบรรจงปั้นและผ่านการเผาด้วยเทคนิคที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเริ่มต้นแคว้นรัฐสยามมีชิ้นงานจำนวนมากที่บ่งบอกถึงถึงกาลเวลา และการนำเทคนิคจากเจ้าของนวัตกรรมมาสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นที่นี่

ตลอดแนวแม่น้ำสุพรรณในเขตอำเภอเมืองทั้งบนบกและชายตลิ่งพบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ที่เป็นของพื้นเมืองและเครื่องเคลือบจีนหลายยุคสมัยกระจายอยู่มากมาย ดังที่ อ.มนัส โอภากุล นักประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองสุพรรณ บรรยายไว้ว่า

“...ข้าพเจ้าพาศาสตราจารย์ซ็อง บ๊วซเซลิเยร์ ไปที่บ้านบางปูน...อยู่เหนือวัดพิหารแดงขึ้นไประมาณ ๑ กิโลเมตร ข้าพเจ้าชี้ให้ดูเศษกระเบื้องบนทางเดินซึ่งถูกขุดขึ้นมาถมเป็นถนนไปเชื่อมกับตำบลโพธิ์พระยาอยู่อย่างกลาดเกลื่อน และได้หยิบชิ้นส่วนส่งให้ศาสตราจารย์ ช็อง บ๊วซเซลิเยร์ ดูพร้อมกับถามว่าสมัยไหน ศาสตราจารย์ช็อง ตอบว่าสมัยทวารวดี และดูต่อไปอีก บอกว่าเศษเครื่องปั้นดินเผานั้นสมัยอยุธยาก็มี ศาสตราจารย์ ช็อง บ๊วซเซลิเยร์ ตื่นเต้นกับเครื่องปั้นดินเผาที่ท่าน้ำเป็นอันมาก เพราะเศษกระเบื้องดังกล่าวนั้น มีจำนวนมากมายเหลือคณานับ”(1)

  

 เศษเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องถ้วยจีนส่วนหนึ่งที่แตกหัก

แหล่งโบราณคดีที่เป็นต้นทางจากหลายแหล่งบอกให้รู้ว่าความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมของ“สยาม”มีอยู่ต่อเนื่อง เฉพาะที่ได้รับการบันทึกไว้บางส่วนมาจากแหล่งโบราณคดีวัดพระนอน บริเวณบ้านบัวหลวง ริมแม่น้ำสุพรรณฝั่งตะวันออก ตำบลพิหารแดง พบเครื่องถ้วยจีนใต้เคลือบลายใบไม้สีน้ำเงินคราม กับกระเบื้องเนื้อละเอียดใต้เคลือบเขียวอ่อน แหล่งโบราณคดีวัดชีสุขเกษม ที่บ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง พบเศษภาชนะดินเผาชนิดเคลือบน้ำตาลและดำเผาด้วยอุณหภูมิสูง อิทธิพลจากจีนแต่ทำที่นี่ แหล่งโบราณคดีบ้านบางปูน ริมแม่น้ำสุพรรณฝั่งตะวันตกติดวัดสว่างอารมณ์ ตำบลพิหารแดง เขตเมืองสุพรรณ พบเครื่องถ้วยจีนใต้เคลือบมีทั้งแบบสีเขียว และสีมะกอก กระจายอยู่ทั่วไปทั้งบนบนและในน้ำ โดยเฉพาะบริเวณตลิ่งริมน้ำพบมาก และพบลักษณะเฉพาะถิ่น รวมถึงที่ได้รับอิทธิพลจากจีน

แหล่งโบราณคดีบ้านธรรมกูล อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ ติดกับวัดชีสุขเกษม พบเครื่องถ้วยจีนใต้เคลือบลายดอกหญ้า ใบไม้ ตัวหนังสือ และเครื่องเคลือบ เนื้อละเอียดออกเทาขาวเคลือบเขียวทั้งนอกและใน ซึ่งน่าจะเป็นต้นทางของเครื่องเคลือบสังคโลก แหล่งโบราณคดีวัดโพธิเจริญ ตั้งอยู่ที่บ้านสนามชัยฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ ตำบลสนามชัย เมืองสุพรรณบุรี พบเศษภาชนะดินเผาทั้งเนื้อละเอียดและหยาบ มีแบบเนื้อแกร่งไม่เคลือบอันเป็นงานเลียนแบบเครื่องถ้วยจีน และยังพบเครื่องถ้วยจีนใต้เคลือบลายดอกไม้ ใบไม้สีน้ำเงิน และเครื่องเคลือบเขียวนอกเขียวใน แหล่งโบราณคดีวัดปู่บัว ที่บ้านสนามชัย ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ ตำบลสนามชัย เมืองสุพรรณบุรี นอกเหนือจากภาชนะดินเผาท้องถิ่นแล้ว ยังพบเศษเครื่องถ้วยใต้เคลือบลายใบไม้ ดอกไม้ ดอกบัวสีน้ำเงิน  และเครื่องเคลือบเขียวนอกใน และชิ้นส่วนการหลอมลูกปัด

ยังรวมถึงแหล่งโบราณคดีวัดสำปะซิว ที่บ้านสนามชัย ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณพบเศษภาชนะดินเผาและเครื่องเคลือบแบบจีนเช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีวัดปู่บัว แต่มีพัฒนาการจากการพบเตาอิฐที่พัฒนาขึ้นมาแบ่งสัดส่วนห้องบรรจุเชื้อเพลิง ภาชนะ และปล่องไฟ โดยระบายความร้อนผ่านเฉียงขึ้น ยังรวมถึงแหล่งเตาเผาที่พบที่วัดลาวทอง และวัดโพธิ์คลาน ซึ่งมีทีเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกัน(2)

บริเวณพื้นที่แผ่นดินและชายน้ำตลอดแม่น้ำสุพรรณในเขตตัวเมือง ไม่เฉพาะในเขตกำแพงเมืองสุพรรณภูมิเท่านั้น หากแต่ยังห่างออกไปหลายกิโลเมตรจากเขตกำแพงเมือง สามารถพบเศษภาชนะเครื่องเคลือบจีนกระจายอยู่ทั่วไป ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งใต้(พ.ศ.๑๗๖๐-๑๘๒๒) ราชวงศ์หยวน(พ.ศ.๑๘๐๖-๑๙๑๓) และราชวงศ์หมิง(๑๙๑๑-๒๑๘๗) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนได้ชักใบสำเภาเข้าสู่เส้นทางมังกรสยาม(แม่น้ำสุพรรณ)ก่อนการสถาปนารัฐแคว้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง จนถึงช่วงการสถาปนารัฐแคว้นสยามในสมัยราชวงศ์หยวน  และยังคงมีกิจกรรมต่อเนื่องในสมัยราชวงศ์หมิง แม้จะมีการย้ายราชธานีแห่งใหม่ไปยังพระนครศรีอยุธยาแล้วก็ตาม


จักรพรรดิซ่งลี่จง เป็นฮ่องเต้องค์ที่ ๕ ของราชวงศ์ซ่งใต้ ครองราชย์ยาวนานถึง ๔๐ ปี 
ภาพจาก :  พิพิธภัณฑ์พระราชวังกรุงไทเป

หลักฐานทางโบราณคดีในตัวเมืองสุพรรณ และภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเครื่องเคลือบที่พบในสำเภาโบราณหน้าอ่าวสยามก่อนหน้านี้ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า นอกจากจีนจะนำสินค้าเข้ามาขายยังสุพรรณภูมิแล้ว ส่วนหนึ่งได้ร่วมมือกับสยามทำการผลิตเครื่องเคลือบจีนขึ้นที่นี่ เพื่อสะดวกต่อการขนส่งระยะใกล้ในการค้าขายกับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ต้องกลับไปไกลถึงเมืองจีนที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าหลายเท่าตัว นอกจากนั้นสถานการณ์การเมืองภายในราชสำนักจีนที่มีการช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลาก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญในการย้ายฐานผลิตเครื่องเคลือบมายังภูมิภาคเอเชียใต้

อาจกล่าวได้ว่าระบบการค้าของราชวงศ์ซ่ง ได้เข้ามามีบทบาทในสยามนับตั้งแต่สมัยเริ่มต้น คือตั้งแต่ราวปีพ.ศ.๑๕๐๓-๑๘๒๒ แม้จะเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าราชสำนักจีนทั้งราชวงศ์ซ่งเหนือและซ่งใต้จะเกิดความอ่อนแอด้านการเมืองและการทหารจากอิทธิพลของแคว้นรัฐรายรอบที่แตกกันเป็นหลายแคว้นรัฐ แต่ศิลปะหัตถกรรมและการค้ากับต่างประเทศกลับเจริญรุ่งเรืองอย่างสวนทางกัน โดยเฉพาะช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งใต้มีหลักฐานจากเศษกระเคลือบใต้เงาพบอยู่จำนวนมากบริเวณผืนดินและริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการพบชิ้นส่วนของกระเบื้องเคลือบศิลปะชั้นสูงเป็นเครื่องเคลือบขาวตลับลูกจันกลีบฟักทองถี่สมัยราชวงศ์ซ่งไต้ในเขตโบราณสถานเมืองหนองแจงที่อยู่ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี ยังรวมถึงแหล่งโบราณคดีที่ไกลออกไปในบ้านผักหวาน ตำบลจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง เขตแนวเทือกขาสุดท้ายทอดติดกับพื้นที่ราบ เป็นชุมชนขนาดเล็ก บริเวณที่ราบเชิงเขาเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๑๐๐ เมตร พบภาชนะคล้ายกับที่พบริมแม่น้ำสุพรรณ และแหล่งโบราณคดีบ้านโคกหินกอง ตั้งอยู่ในหุบเขา ตำบลวังคัน อ.ด่านช้าง มีลำห้วยทับละครไหลผ่านทางทิศใต้ พบภาชนะเก่ากว่าริมน้ำสุพรรณ และร่วมสมัย รวมถึงเครื่องถ้วยชามใต้เคลือบเขียว โดยผ่านเส้นทางลำน้ำกระเสียวขึ้นไป เป็นการบอกถึงฐานะชุมชนร่วมสมัยที่มีการไปหาสู่กันและแลกเปลี่ยนสินค้าจากผลพวงของนวัตกรรมใหม่จากภายนอก

เหรียญอีแปะจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น มีอายุราว ๑,๕๐๐ ปี เป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าอายุสมัยของเครื่องเคลือบจีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง ที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในระยะรัฐเริ่มต้นของสยาม มีการพบหลักฐานที่ย้อนเวลาขึ้นไปอีก ๒ ราชวงศ์หลักของจักรวรรดิจีน คือการพบเหรียญกษาปณ์จีน ที่เรียกกันว่า “เหรียญอีแปะ” อักษร “อู่จู” หรือ “ฮู้อู่จูเฉิ่น” สร้างในสมัยฮั่นหวู่ตี้ มีการใช้กันระหว่างพ.ศ.๔๒๕-๑๑๖๒  พบที่วัดสมอลม ตำบลสนามคลี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี(3) และการขุดค้นพบเหรียญอีแปะจีน อักษรไคหยวนทงป่าว ในสมัยราชวงศ์ถัง(พ.ศ.๑๑๖๑-๑๔๕๐) ที่แหล่งโบราณคดีเมืองหนองแจง ตำบลไร่รถ อ.ดอนเจดีย์ ทั้งสองสมัยเมื่อนับอายุรวมกันก็ไม่น้อยกว่าพันปี

โดยรวมแล้ว จากหลักฐานของจีนที่พบเก่าสุดในเวลานี้ มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ.๔๒๕-๑๑๖๒) สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.๑๑๖๑-๑๔๕๐) ราชวงศ์ซ่ง (พ.ศ.๑๕๐๓-๑๘๒๒) จนถึงสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.๑๘๑๔-๑๙๑๑) อันเป็นระยะสถาปนาแคว้นรัฐสยาม ที่มีสุพรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางการปกครอง รวมเวลาแล้วก็เข้าใกล้ ๑,๕๐๐ ปี

ประวัติศาสตร์สุพรรณภูมิ ยังคงผุดพรายขึ้นเป็นระยะ จากโบราณวัตถุชิ้นหนึ่ง ไปสู่หลักฐานใหม่ในชิ้นต่อไป มีทั้งที่ค้นพบนานแล้ว และที่ยังหลับใหลอยู่ใต้ผืนดิน รอวันเวลาที่จะลุกขึ้นมาประกาศตัวตนในฐานะที่..เคยอยู่ เคยมี และเคยเป็น.



สุพรรณภูมิ ประวัติศาสตร์จากหลักฐาน
.............วิญญ บุญยงค์.................

*********



อ้างอิง

1.มนัส โอภากุล.พระฯเมืองสุพรรณ,ฉบับหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี.มนัสการพิมพ์.สุพรรณบุรี.พ.ศ.๒๕๓๖.หน้า ๘๙.

2.http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/suphanburi5.htm

3.ศิลปากร,กรม.โบราณคดีและประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี.พิมพ์ครั้งที่ ๒.พ.ศ.๒๕๕๗.หน้า ๒๗. 


วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๙


กระเบื้องจีนอายุพันปี
หลักฐานใต้กำแพงเมืองสุพรรณ


เศษกระเบื้องเพียงชิ้นเดียวตอกลิ่มความลังเล สำหรับการตัดสินใจกำหนดให้ สุพรรณภูมิ เป็นรัฐเริ่มต้นของอาณาจักรสยาม

ในทางประวัติศาสตร์ หัวใจที่เข้าถึงความเป็นจริงมากที่สุด คือการศึกษาข้อมูลที่เคยมีการบันทึกไว้ในอดีตแล้วนำมาเปรียบเทียบวิเคราะห์เพื่อกลั่นเฉพาะเนื้อหาที่แท้จริงออกมา เช่นเดียวกับการขุดค้นทางโบราณคดีจำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาอ้างอิง ดังนั้นข้อมูลที่ได้มักเป็นข้อสันนิษฐานเสียเป็นส่วนใหญ่ และระยะเวลาที่ประเมินก็กว้างเกินกว่าจะหาข้อสรุปได้แบบกระชับ

การประเมินอายุทางโบราณคดี หากเป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่ได้คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาสำคัญก็คงไม่มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น หากแต่เป็นห้วงของความละเอียดอ่อนอย่างกรณี การหาข้อพิสูจน์ของรัฐเริ่มต้นในอาณาจักรสยามซึ่งมีระยะเวลาช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไม่เกิน ๑๐๐ ปี อันนี้แหละคือปัญหา หากไม่มีข้อมูลต้นทางของฐานที่มั่นเดิม เราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ขุนหลวงพ่องั่ว” เป็นใคร อยู่ดี ๆก็ไปกรุงศรีอยุธยา พอพระราเมศวรถวายราชสมบัติให้ ท่านก็ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช


ซ่งไท่จู่ฮ่องเต้ จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์ซ่งเหนือ 
(พ.ศ.๑๕๐๓-๑๕๑๙) ภาพจาก : พิพิธภัณฑ์พระราชวังกรุงไทเป

แต่ถือเป็นโชคดีของชนชาวสยาม ที่พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ทรงรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดูแลเอกสารโบราณจากพงศาวดารจีน จนในที่สุดก็ได้ข้อมูลของ “เสียน” ที่เป็นรัฐแรกเริ่มของอาณาจักรสยาม ดังที่ได้อธิบายไว้ใน “สุพรรณภูมิ ๑-๘”

ใน “สุพรรรณภูมิ ๙” จึงขอนำเรื่องการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณเมืองโบราณสุพรรณภูมิ ของสำนักศิลปากรที่ ๒ กรมศิลปากร ซึ่งมีส่วนสำคัญที่สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบของการเป็นรัฐแรกเริ่มสุพรรณภูมิ

ในการขุดค้นกำแพงเมืองโบราณสุพรรณภูมิ ด้านทิศเหนือ ใต้ และตะวันออก ของสำนักศิลปากรที่ ๒ กรมศิลปากร ก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์ โดยแบ่งชั้นทับถมทางโบราณคดีออกเป็น ๔ ชั้น(1) ที่น่าสนใจคือชั้นที่ ๒ จัดอยู่ในชั้นดินที่ ๓ มีการพบเศษเครื่องปั้นดินเผาและภาชนะอื่น ๆที่มีในสยาม และอีกส่วนหนึ่งเป็น “..เครื่องถ้วยจีนเคลือบสีเขียวสมัยราชวงศ์หยวน...”(พ.ศ.๑๘๑๔-๑๙๑๑) ในชั้นที่ ๓ จัดอยู่ในชั้นดินที่ ๔ พบเศษเครื่องปั้นดินเผาและภาชนะในสยามเช่นกัน ส่วนของต่างประเทศ “..พบเศษภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งและเนื้อกระเบื้องซึ่งมีแหล่งผลิตในประเทศจีนสมัยราชวงศ์สุ้ง...” (ซ่ง,ซ้อง พ.ศ.๑๕๐๓-๑๘๒๒) ราชวงศ์หยวน (พ.ศ.๑๘๑๔-๑๙๑๑)” และสำหรับชั้นที่ ๔ จัดอยู่ในชั้นดินที่ ๕ และ ๖ พบเศษภาชนะดินเผาเครื่องปั้นของสยาม และ “...ยังพบเศษเครื่องถ้วยจีนเคลือบขาวแบบชิงไป๋ สมัยราชวงศ์สุ้ง และเครื่องถ้วยจีนเคลือบเขียวเซลาดอน ราชวงศ์หยวน...” และเมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลภาพรวมเข้าด้วยกัน จึงมีการสันนิษฐานว่า “..กำแพงเมืองโบราณอาจสร้างอยู่ในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐”

จากข้อมูลข้างต้น ก็ทำให้ทราบอายุคร่าว ๆของกำแพงเมืองสุพรรณภูมิ ที่มีอายุตั้งแต่ พ.ศ.๑๘๐๑-๑๙๙๙ ซึ่งเป็นความหมายของพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ตามที่กรมศิลปากรสันนิษฐาน

แต่เมื่อพิจารณาข้อมูล เศษเครื่องกระเบื้องเคลือบของราชวงศ์ซ่ง ซึ่งไม่มีรายงานระบุว่าเป็นหัตถกรรมในช่วงเวลาใดของราชวงศ์นี้ เพราะราชวงศ์ซ่ง มี ๒ ระยะ กล่าวคือ ราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ.๑๕๐๓-๑๖๗๐) และราชวงศ์ซ่งใต้ (พ.ศ.๑๗๐๕-๑๘๒๒) รวมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางนานถึง ๓๑๙ ปี แต่ก็พอมีหลักฐานข้อมูลในบันทึกของชาวตะวันตกออกมาให้เห็นอยู่แม้จะไม่ระบุโดยตรงว่าราชวงศ์ซ่งติดต่อกับสยาม แต่ก็มีระบบการค้าเป็นตัวเชื่อมอย่างไม่อาจปฏิเสธ โดยแฟร์แบงค์กับไรสชาวร์ (2) สองนักประวัติศาสตร์จีนชาวตะวันตกมองว่า “ สมัยซ่งถือเป็นจุดกำเนิดของ การปฏิวัติพาณิชยกรรม ในประเทศ โดยในสมัยซ่งใต้ การค้าภายในประเทศกับต่างประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยพ่อค้าจีนมีการค้าผ่านทางทะเลกับเกาหลี ญี่ปุ่น และดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...สำหรับสาเหตุสำคัญที่การค้าทางทะเลขยายตัวขึ้นอย่างมากก็เนื่องมาจาก เส้นทางการค้าทางบกที่เรียกว่าเส้นทางสายไหม ตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักรซีเซี่ยและจิน ทำให้พ่อค้าชาวจีนต้องหันไปใช้เรือขนส่งสินค้าแทน ผลที่ตามมาก็คือ พ่อค้าทางทะเลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนเมืองต่าง ๆ ริมชายฝั่งทะเลก็เพิ่มความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ..”

ภาพสำเภาโบราณที่จีนใช้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง 
ภาพจาก อ.ประพฤทธิ์ กุศลรัตนเมธี 
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบค้นประวัติศาสตร์จีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

จึงพอสรุปได้ว่า จีนมีการติดต่อกับสยามทางการค้าในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ แม้จะไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า เป็นการติดต่อกันในระดับราชวงศ์ต่อราชวงศ์ หรือพ่อค้าจีนต่อราชสำนักสยาม แต่ก็ถือได้ว่ามีการติดต่อกันในระหว่างพ.ศ.๑๖๗๐-๑๘๒๒ สอดคล้องกับการล่มสลายของอิทธิพลขอมนับตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในราวปีพ.ศ.๑๗๕๐ เป็นต้นมา จนเกิดรัฐแคว้นใหม่ขึ้น ในจำนวนนี้มี สุพรรณภูมิในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และสุโขทัยทางตอนเหนือ รวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตประการหนึ่งว่าเครื่องกระเบื้องเคลือบในสมัยราชวงศ์ซ่งที่พบระหว่างขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณกำแพงเมืองโบราณสุพรรณภูมิเท่านั้น ในเมืองอื่นพบเพียงเครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง อาทิ “ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบไหแปดเหลี่ยมจากวัดมหาธาตุและไหทรงกลมจากป้อมเพชร ที่จังหวัดเชียงใหม่พบไหทรงกลมจากเวียงท่ากาน ที่จังหวัดลำพูน พบไหทรงกลมและทรงแปดเหลี่ยมจากพระธาตุหริภุญชัย และที่จังหวัดสุโขทัย พบไหทรงกลมจากกรุวัดพระพายหลวง”(3) โดยอยู่ในสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง ซึ่งน่าเข้าไปจากต้นทางเมืองสุพรรณภูมิที่ควบคุมพื้นที่ทะเลทั้งแถบอันดามันและอ่าวไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่๑๘ เป็นต้นมา


จักรพรรดิซ่งเกาจง ฮ่องเต้พระองค์แรกราชวงศ์ซ่งใต้ 
(พ.ศ.๑๗๐๕-๑๗๓๐) ภาพจาก : พิพิธภัณฑ์พระราชวังกรุงไทเป

ส่วนกรณีราชวงศ์หยวน (พ.ศ.๑๘๑๔-๑๙๑๑) ถือเป็นที่ชัดเจนแล้วจาก “หยวนสือลู่” ที่มีการแปลไว้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยหลวงเจนจีนอักษร(สุดใจ) เป็นผู้แปล ที่ระบุว่าราชวงศ์หยวน มีการติดต่อกับราชสำนักสยามผ่านพระราชพิธีทางการทูตนับตั้งแต่ปีพ.ศ.๑๘๒๕ จนถึงพ.ศ.๑๘๔๓(4)

ถึงเวลานี้ “หยวนสือลู่” หรือพงศาวดารราชวงศ์หยวนยืนยันถึงการมีรัฐสุพรรณภูมิบนแผ่นดินสยามอย่างน้อยในปีพ.ศ.๑๘๒๕ นับตั้งแต่ราชสำนักหยวนส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงสยามเป็นครั้งแรก และหลักฐานจากเศษกระเบื้องเคลือบในสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งย้อนเวลาขึ้นไปอีกอย่างน้อยถึงปีพ.ศ.๑๗๐๕ หรือตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เพียงเท่านี้ ก็พอจะให้ภาพชัดถึงความเป็นจุดเริ่ม “อาณาจักรสยาม” ได้แล้วกระมัง.



เศษกระเบื้องหลักฐานการสร้างชาติ
...........วิญญู บุญยงค์.............

*********



อ้างอิง

1.ฉันทัส เพียรธรรม.เอกสารประกอบการเสวนา “ปักหมุดเส้นเวลาย้อนอดีตเมืองโบราณสุพรรณภูมิฯ”(20 เม.ย.2561).การสังเคราะห์องค์ความรู้ปรวัติศาสตร์รัฐสุพรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วม.หน้า283-284.

2.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.ราชวงศ์ซ่ง อ้างถึง แฟร์แบงค์ และไรสชาวร์.

3.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช.ลวดลายกับการกำหนดอายุไหลายคราม สมัยราชวงศ์หยวนที่พบในประเทศไทย. http://www.damrong-journal.su.ac.th/upload/pdf/58_8.pdf.

4.ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕.จดหมายเหตุว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง).แปลโดย หลวงเจนจีนอักษร(สุดใจ).

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๘



ช้างสยามสร้างกำแพงจีน


คำว่า “ช้าง” ถูกเรียกในภาษาจีนกลางว่า “เซียง” ส่วนชาว "สยาม" จีนเรียกว่า “เซียน”(หนึ่งในหลายสำเนียง) สองคำนี้จึงอาจมีความหมายถึงการอยู่ร่วมกันเป็นความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างชาวสยามกับช้างที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังที่“หยางฝู”ได้บันทึกไว้ในหนังสืออี้อู้จื้อในสมัยฮั่นตะวันออก(พ.ศ.๕๖๘-๗๖๓)ตอนหนึ่งว่าที่นี่ “...มีประชากรจำนวนมาก นิยมล่าช้าง หากจับได้ก็ใช้ขับขี่ ถ้าตายก็เอางา...(1)

ช้างจึงเป็นสิ่งที่มีอยู่มากและอยู่กันมานานบนแผ่นดินสยาม และเนื่องจากช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีความอดทนสูงและฉลาดอย่างเลอเลิศ ดังที่ อริสโตเติล ปรัชญาเมธีกรีกโบราณ เคยกล่าวไว้ว่า “ช้างเป็นสัตว์ซึ่งเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวงทั้งในด้านไหวพริบและจิตใจ”(1) จึงเห็นได้ว่านับแต่โบราณทุกรัฐแคว้นแถบเอเชียใต้ต่างฝึกช้างเพื่อใช้ในการศึกสงคราม สร้างเมือง และอีกหลายกรณี



 ช้างมีบทบาทสำคัญต่อสยามนับแต่การสร้างชาติจนถึงทูตสันถวไมตรี
ภาพจาก : ศูนย์บริบาลช้าง Elephant Nature Park เชียงใหม่

สยามกับราชสำนักจีนมีราชไมตรีกันมานานทั้งด้านการทูตและการค้า  ส่วนใหญ่ช้างจึงถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญสัมพันธไมตรี แต่จะว่าไปแล้วแม้สยามจะมีความสัมพันธ์กับจีนมาอย่างยาวนาน แต่การส่งช้างไปจีนก็ใช่ว่าจะปรากฏบ่อยนัก หากประมวลหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับจีนที่พบจากโบราณวัตถุก็นับได้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นในพุทธศตวรรษที่ ๖ เรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ในราชวงศ์ซ่ง และเห็นหลักฐานเป็นรูปธรรมจากพระราชพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์หยวนในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าสยามส่งช้างไปจีน

หลักฐานจริง ๆนั้นมีช่วงเข้าสู่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ของจักรวรรดิต้าหมิง ปรากฏบันทึกการส่งช้างไปยังราชสำนักจีนเป็นครั้งแรกในการเจริญความสัมพันธ์ทางการทูต  เป็นการส่งไปโดยพระราชบัญชาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า(ขุนหลวงพ่องั่ว)โดยผู้ที่นำไปคือองค์รัชทายาท

บันทึกจากพงศาวดารจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ได้ถูกนำมาแปลความอย่างน้อย ๓ ครั้ง ในครั้งแรก (2) ระบุว่า “แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๔ ซินหาย(ปีกุน จ.ศ.๗๓๓พ.ศ.๑๙๑๔) เสี้ยมหลอฮกก๊ก เซียนเลียดเจี่ยวปี่เองี่ย(1) ให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนแลพาช้างกับเต้าหกเท้า...” การแปลครั้งต่อมา(3)ระบุราชทูตพระนามว่า “เจ้าอังกุ” ขณะที่การแปลครั้งล่าสุด(4)ขยายพระนามออกไปว่า “เจ้าเอี้ยนกูหมาน” และได้ให้ความหมายว่าคือ “เจ้าอินทรกุมาร”

เจ้าอินทรกุมาร ภายหลังก็คือ เจ้านครอินทร์ นั่นเอง ซึ่งเวลานั้นอยู่ในวัยเพียง ๑๒ ชันษาเป็นหัวหน้าคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับปฐมกษัตริย์แห่งจักรวรรดิต้าหมิง และได้รับความชื่นชมจากฮ่องเต้จูหยวนจาง เป็นอย่างมากทรง “..รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาแพรม้วนประทานไปให้อ๋อง กับประทานผ้าม้วนให้ราชทูตด้วย”(5)



ถิ่นอาศัยของช้างเอเชีย แดงเข้ม-ปัจจุบัน ,แดงอ่อน-อดีต
ภาพและคำบรรยาย :วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ถือเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าแผ่นดินสยามส่งช้าง ซึ่งเป็นสัตว์สำคัญของราชสำนักที่มีไว้ใช้ทั้งการสงคราม และใช้งานลากจูง เมื่อมาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด ราชสำนักไทยต้องส่งช้างไปให้ต้าหมิง และพบกับข้อเท็จจริงว่าในอดีตอาณาจักรจีนเคยมีช้าง แต่ประชากรช้างลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจากเหตุผลของสงครามระหว่างรัฐต่าง ๆที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และผลจากการเบียดพื้นที่ช้างเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำกิน ในที่สุดช้างก็สูญพันธุ์ เหลือเพียงบางส่วนในแถบมณฑลยูนนานซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมาก

จีนไม่ใช้ช้างทำการรบ อาจเพราะความไม่ถนัดมาแต่บรรพชน ชาวจีนหลากชาติพันธุ์นิยมการต่อสู้บนหลังม้า และชำนาญในการควบคุมม้ามากกว่าสัตว์อื่นใด

เมื่อมาพิจารณาปัจจัยรอบด้าน ก็พบว่าในรัชสมัยจูหยวนจาง หมิงไท่จงฮ่องเต้ นอกจากการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้านทั้งการปฏิรูประบบขุนนาง การพัฒนาด้านเกษตรแม่น้ำคูคลอง การกำหนดเกณฑ์ภาษี อุตสาหกรรมการทอผ้าไหม การผลิตเครื่องเคลือบดินเผา การทำเหมืองเหล็ก การหล่อเครื่องทองเหลือง การผลิตกระดาษ และการต่อเรือ  พันธกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันศัตรูภายนอก อันเป็นหนึ่งในระบบการป้องกันภัยจากภายนอกที่สั่งสมมาทุกราชวงศ์

กำแพงเมืองจีนมีสร้างมาก่อนสมัยฉินซีฮ่องเต้ (๗๖๔-๗๔๙ ก่อนพุทธกาล)เพื่อให้ยากต่อการเข้าถึงของพวกมองโกลและแมนจู โดยเป็นการสร้างต่อจากแนวกำแพงเดิมที่สร้างมาจากรัฐต่าง ๆในสมัย “เจ็ดมหานครรัฐยุคจั้นกั๋ว” และมีการสร้างต่อเนื่องผ่านสมัยราชวงศ์ต่าง ๆนับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง จนถึงราชวงศ์ชิง เป็นเวลากว่า ๒,๐๐๐ ปี 

เมื่อไม่นานมานี้ มีการเปิดเผยระยะทางของกำแพงเมืองจีน จากการสำรวจของนักโบราณคดี ระหว่างปีพ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๕ และประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีน เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๕ ว่ามีความยาวถึง ๒๑,๑๙๖.๑๘ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ ๑๕ มณฑลทั่วประเทศ



 กำแพงเมืองจีนหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สร้างมานานกว่า ๒,๐๐๐ ปี
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ในระยะทางที่ยาวขนาดนี้ มีการสร้างมากที่สุดในสมัยราชวงศ์หมิง(1368-1644/๑๙๑๑-๒๑๘๗) และส่วนใหญ่ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันก็เป็นกำแพงในสมัยนี้เช่นกัน เนื่องจากสร้างด้วยวัสดุที่แข็งแรงทนทานกว่าเป็นระยะทางรวม ๗,๓๐๐ กิโลเมตร ที่เริ่มต้นนับจากด่านเจียอี้กวนมณฑลกันซู่ทางภาคตะวันตก จนถึงริมแม่น้ำยาลู่ของมณฑลเหลียวหนิงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านพื้นที่ ๙ มณฑลนครและเขตปกครองตนเอง รวมระยะทาง ๑๔,๐๐๐ ลี้ (๗,๓๐๐ ก.ม.) จึงเป็นที่มาของคำว่า “กำแพงหมื่นลี้”

การที่กำแพงเมืองจีนใช้เวลาการสร้างมาต่อเนื่องเป็นเวลากว่า ๒,๐๐๐ ปี เพราะการก่อสร้างเป็นไปอย่างยากลำบากโดยเฉพาะพื้นที่บางแห่งเป็นภูเขาสูงชัน และด้วยสภาพป่าอันสลับซับซ้อนแม้จะใช้คนงานเป็นจำนวนมหาศาล แต่ก็ไม่พอเพียงต่อการลำเลียงขนส่งวัสดุอุปกรณ์ และช้างจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทางการจีนต้องการ โดยเฉพาะช้างจากสยามในฐานะประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมานาน

ในช่วงปีพ.ศ.๑๙๓๑ สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า (ขุนหลวงพ่องั่ว) จึงส่งช้างล็อตใหญ่ไปจีนเป็นจำนวนที่ไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน คือเป็นจำนวนมากถึง ๓๐ เชือก และด้วยความที่จีนไม่มีผู้ชำนาญในการเลี้ยงหรือบังคับช้าง ขุนหลวงพ่องั่วจึงส่งคนเลี้ยงไปร่วมกับคณะราชทูตอีกจำนวน ๖๐ คน ดังมีบันทึกไว้ในพงศาวดารว่า

“แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๑ โบ้วสิน(ตรงกับปีมะโรงจ.ศ.๗๕๐/พ.ศ.๑๙๓๑) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำช้างสามสิบช้าง กับคนหกสิบคนมาถวาย..”(6)

จูหยวนจาง จักรพรรดิต้าหมิง ที่จิตรกรเขียนให้มีนรลักษณ์เป็นมังกร
ภาพจาก :วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไม่มีบันทึกเพิ่มเติมว่าช้างทั้ง ๓๐ เชือก และควาญช้างทั้ง ๖๐ คน มีชีวิตอยู่กันอย่างไร ได้กลับมาสยามหรือไม่ แต่ผลจากครั้งนั้นทำให้ระดับความสัมพันธ์ของ ๒ ราชวงศ์ยิ่งกระชับแน่นแฟ้นขึ้น ระบบการค้าขายแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างคล่องตัวในระดับมั่งคั่ง 

กล่าวได้ว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า หรือที่ราชสำนักจีนเรียกพระองค์ว่า “สมเด็จเจ้าพระยาสุรินทราราช” ถือเป็นยุครุ่งเรืองของสยาม ภายหลังการย้ายจากสุพรรณภูมิมาตั้งฐานที่มั่นในพระมหานครศรีอยุธยา และความรุ่งเรืองภายใต้ผลประโยชน์ร่วมกันนี้ ได้ทอดเงาสืบเนื่องมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือเจ้าอินทรกุมาร ราชทูตสยามที่นำช้างไปถวายจักรพรรดิหงหวู่ แห่งจักรวรรดิต้าหมิงนั่นเอง.


ช้างสยามอีกหนึ่งต้นทางสุพรรณภูมิ
............วิญญู บุญยงค์............

******


เชิงอรรถ

(1)อ.ประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เป็นผู้แปลจากหนังสืออี้อู้จื้อ

(2)เสี้ยมหลอฮกก๊ก หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินสยาม,เซียนเลียดเจี่ยวปี่เองี่ย หมายถึง สมเด็จเจ้าพระยา คือขุนหลวงพ่องั่ว

อ้างอิง

1.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อ้างจาก O'Connell, Caitlin (2007). The Elephant's Secret Sense: The Hidden Lives of the Wild Herds of Africa. New York City: Simon & Schuster. pp. 174, 184. ISBN 0743284410.

2,5,6.ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕.จดหมายเหตุว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง).แปลโดย หลวงเจนจีนอักษร(สุดใจ).

3.ต้วน ลี เซิง,รศ.หมิงสือลู่ (บันทึกเกี่ยวกับราชวงศ์หมิง).หนังสือพลิกต้นตระกูลไทย.สำนักพิมพ์พิราบ.พิมพ์ครั้งที่ 2.พ.ศ.2521.

4.ประพฤทธิ์ กุศลรัตนเมธี,(ผู้แปลหมิงสือลู่).หมิงสือลู่ - ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงฯ.มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี.2559.