โพสต์แนะนำ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุวรรณภูมิ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุวรรณภูมิ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

มเหนทรบรรพต-ชัยวรมันที่ ๒-เมืองโบราณอู่ทอง


มเหนทรบรรพต-ชัยวรมันที่ ๒-เมืองโบราณอู่ทอง


Aerial view of Mahendraparvata. (Archaeology Development Foundation)

 มเหนทรบรรพต หนึ่งในสี่เมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ บนรอยต่อทางวัฒนธรรม สู่เมืองโบราณอู่ทอง

เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา CNN รายงานความคืบหน้าถึงการสำรวจเมืองโบราณ ”มเหนทรบรรพต”ที่ดำเนินการมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๘ โดยใช้เทคโนโลยีไลดาร์และการสแกนพื้นที่ด้วยเลเซอร์ทางอากาศ จึงทำให้เห็นภาพชัดของเมืองโบราณแห่งนี้ปรากฏเป็นเส้นทางหลักไปสู่มเหนทรบรรพต รวมถึงรายละเอียดสำคัญในการสร้างเมืองภายในเส้นตรงทั้งสี่ทิศกับระบบเส้นทางเป็นตาราง ในรายงานระบุว่าเป็นการจัดผังเมืองแบบตารางหมากรุก(city grid system)ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกของเขมร รวมทั้งภายในยังระบุถึงสภาพการเป็นกำแพงล้อมวัด ปราสาท เขื่อน และอ่างเก็บน้ำที่ยังสร้างไม่เสร็จ นับเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นตอนหนึ่ง หลังจากก่อนหน้านี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจเพราะกลัวระเบิดที่ฝ่ายเขมรแดงฝังไว้ทั่วบริเวณ

อันที่จริงเมืองโบราณ “มเหนทรบรรพต” แม้จะไม่เคยมีการสำรวจอย่างจริงจังมาก่อน แต่นักประวัติศาสตร์ในอดีตได้ทำการศึกษาจากจารึกจนทราบว่าเมืองนี้มีอยู่จริง และมีความสำคัญต่อสมัยเริ่มต้นของจักรวรรดิเขมร ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒(พ.ศ.๑๓๔๕-๑๓๙๓)ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรเจนละในรัชสมัยพระเจ้ามหิปติวรมันในปีพุทธศักราช ๑๓๔๕

พระเจ้ามหิปติวรมัน น่าจะขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ภายหลังถูกกองทัพศรีวิชัยจากคาบสมุทรยกมาโจมตี มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ถูกนำตัวไปประหาร จากบันทึกของ อบู ซาอิด ฮะซัน เล่าถึงเรื่องเล่าของพ่อค้าอาหรับชื่อสุไลมาน รับรู้จากการเดินทางมาค้าขายในพ.ศ.๑๓๙๔ ว่า กษัตริย์เขมรผู้ยังทรงพระเยาว์รับสั่งอยากเห็นพระเศียรของราชาแห่งศรีวิชัย(ซาบัค)ใส่จานมา เมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงราชาแห่งซาบัค พระองค์จึงยกทัพเข้าโจมตีเขมรแล้วตัดเศียรยุวกษัตริย์ใส่โหลดองให้ราชสำนักเขมรดูเป็นเยี่ยงอย่าง

แม้จะเป็นเรื่องเล่าแต่นักประวัติศาสตร์ในอดีตได้วิเคราะห์เหตุการณ์และต่างยอมรับว่าน่าเชื่อถือ ด้วยครั้งนั้นมีการนำเจ้าชายเขมรไปยังราชสำนักไศเรนทร์ และเป็นที่เชื่อกันว่าในคราวนั้น เจ้าชายชัยวรมัน เป็นผู้ถูกนำไปเป็นตัวประกันภายหลังจากพระองค์ได้รับการเสนอให้เป็นกษัตริย์ทรงพระนามพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จารึกระบุว่าพระองค์คือเหลนของพระเจ้านฤบดินทรวรมันแห่งอนินทิตะปุระ ราชาผู้สืบเชื้อสายมาจากฟูนัน

เมื่อพระองค์ถูกส่งตัวกลับมา จึงประกอบพระราชพิธีประกาศอิสรภาพเขมร ไม่ขึ้นตรงต่อราชสำนักไศเรนทร์ จารึกสด็อกก๊อกธมที่หลุยส์ ฟิโนต์ แปลไว้ระบุว่า พระองค์สร้างเมืองหลวงแห่งแรกชื่อ อินทรปุระ ทางตะวันออกของกัมปงจามริมแม่น้ำโขงตอนล่าง มีพราหมณ์ผู้ใกล้ชิดชื่อ ศิวไกวัลย์เป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้เกิดลัทธิ เทวราชาเพื่อให้พระองค์กลายเป็นกษัตริย์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์สร้างศิวลึงค์ หรือราชลึงค์ มีวิหารครอบบนยอดเขา เรียกว่าภูเขาวิหารจนกลายมาเป็นต้นแบบของราชาในไศวนิกายที่ต้องมีภูเขาสูงประดิษฐานศิวลึงค์ประจำองค์ราชาเพื่อให้พราหมณ์ประกอบพิธีกรรม

พระองค์สร้างเมืองหลวงแห่งที่ ๒ คือเมืองหริหราลัย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสียมราฐ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการป้องกันภัยจากการรุกรานของอาณาจักรทางใต้ เมืองหลวงแห่งที่ ๓ ชื่อ อมเรนทรปุระในประวัติศาสตร์ยังไม่ชัดเจนว่าตั้งอยู่ตรงจุดใด และสร้างเมืองที่ ๔ คือ มเหนทรบรรพต มีความหมายว่าเป็นภูเขาของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ บนยอดเขาพนมกุเลน โบราณสถานที่มีรายงานผลความคืบหน้าจากการสำรวจ ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่าบางส่วนของเมืองยังสร้างไม่เสร็จ

จารึกระบุถึงบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ พระองค์ย้ายไปประทับที่เมืองหริหราลัยแถบกัมพูชาทางเหนือและสิ้นพระชนม์ในพ.ศ.๑๓๙๓ มีการตั้งข้อสังเกตจากนักประวัติศาสตร์ว่า เมืองหริหราลัยนี้ เป็นเมืองที่อยู่ใกล้แหล่งหินทรายแถบพนมกุเลน และยังอยู่ใกล้ช่องเขาที่เป็นเส้นทางไปสู่ที่ราบสูงโคราช และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่เมืองต่าง ๆของทวารวดี

Jean Boisslier ขณะทำการสำรวจเจดีย์เมืองโบราณอู่ทอง
ภาพจาก:หนังสืออู่ทองและเรื่องราวสุวรรณภูมิ 

ช่วงระหว่างปีพ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๐๙ ช็อง บวซเซริเยร์ (Jean Boisslier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้เข้ามาทำการสำรวจเมืองโบราณอู่ทอง ได้พบประติมากรรมปูนปั้นและศิลปกรรมอื่น ๆ ที่เจดีย์หมายเลข ๑๕ และ ๒๘ มีอิทธิพลเขมรแบบกุเลนและพะโคในปลายพศว.ที่ ๑๔ และต้นพศว.ที่ ๑๕ ซึ่งฉีกตัวออกจากศิลปะทวาราวดีที่มีอยู่เดิมอย่างชัดเจน รวมถึงความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรศรีวิชัยที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบอาคารจำลองและพระพิมพ์ดินดิบจารึกอักษรเทวนาครี อันเป็นรูปแบบการสร้างพระพิมพ์ของศรีวิชัยด้วย

เรื่องราวของกษัตริย์ผู้บุกเบิกจักรวรรดิเขมร จะเกี่ยวพันกับเมืองโบราณอู่ทองมากน้อยเพียงใดยังไม่มีหลักฐานมากนัก แต่อิทธิพลทางศิลปกรรมเขมรที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสสำรวจนี้ มีอายุอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ต่อเนื่องถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๓ พระราชโอรสของพระองค์.


*****
    

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กษัตริย์ในจารึกแผ่นทองแดง


พระราชฐานะ
ของกษัตริย์ในจารึกแผ่นทองแดง
วิญญู บุญยงค์

จารึกแผ่นทองแดง
ภาพจาก:db.sac.or.th

         ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ถือเป็นยุครุ่งเรืองของกัมพูชามีกษัตริย์ปกครอง ๖ พระองค์ ในจำนวนนี้ มีพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ (พ.ศ.๑๔๗๑-๑๔๘๕)ครองราชย์โดยเข้ายึดกรุงยโสธร และแย่งชิงราชสมบัติจากพระเจ้าอีศานวรมันที่ 2 (พ.ศ.๑๔๖๕-๑๔๗๑) หลังจากนั้นทรงย้ายเมืองหลวงไปตั้งใหม่ที่เกาะแกร์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หลังสิ้นรัชกาลพระราชโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อทรงพระนาม "พระเจ้าหรรษาวรมันที่ ๒"

         พระเจ้าหรรษาวรมันที่ ๒ พระองค์นี้เอง ที่อาจเป็น “พระเจ้าศรีหรรษาวรม” ที่ปรากฏพระนามอยู่ใน “จารึกแผ่นทองแดง”ของเมืองอู่ทอง

         การพบจารึกแผ่นทองแดงภาษาสันสกฤตอักษรปัลลวะที่นางแถม เสือดำ ขุดได้บริเวณเมืองอู่ทองเก่าเมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๐ มีการแปลความออกมาว่า

         พระเจ้าศรีหรรษาวรม เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าศรีอีศานวรม ได้ส่งสีวิกา อันประดับด้วยรัตนะเป็นต้น พร้อมด้วยฟ้อนรำและดนตรีเป็นอาทิ เป็นทักษิณาถวายแด่พระศรีมัตอัมราตเกศวร และภายหลังท้าวเธอได้ถวายของควรแก่การอุปกรณ์อันประเสริฐ และหมู่คนมีความสามารถในฟ้อนรำและขับร้อง เป็นต้น แด่พระศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์ศรีธาเรศวร

         ศ.ยอร์ช เซเดส์ เสนอว่า “พระเจ้าศรีอีศานวรม” เป็นพระนามของกษัตริย์ขอม ที่ครองราชย์อยู่ระหว่างพ.ศ.๑๑๕๔-๑๑๗๘ หากเป็นเช่นนั้นกษัตริย์ขอมพระองค์นี้ก็คือ “พระเจ้าอีศานวรมันที่ ๑” ซึ่งพระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามเหนทรวรมัน(เจ้าชายจิตรเสน)

ยอร์ช เซเดส์ 
ภาพจาก:วิกิพีเดีย
         พระเจ้าอีศานวรมันที่ ๑ ได้ชื่อว่าเป็น ผู้รบชนะฟูนันทั้งหมดหลังจากโจมตีอนินทิตะปุระเมืองของเจ้าชายพลทิตย์ที่สืบเชื้อสายมาจากฟูนันแล้ว ทรงสร้างเมืองหลวงอยู่ริมแม่น้ำสตึงเสนในนามอีศานปุระก่อนจะขยายดินแดนมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือครอบคลุมพื้นที่ ๓ รัฐคือ จักรันตะปุระ อโมฆปุระ และพิมายปุระ ทางใต้ขยายไปถึงจันทบุรี จนจรดพรมแดนอาณาจักรมอญทวารวดีลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งการขยายอาณาเขตมาเพียงจรดพรมแดนของทวารวดีโดยไม่รุกล้ำเข้ามาอาจมีนัยสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ แต่อาจกล่าวได้ว่าอาณาจักรเจนละหรือในสมัยนี้เรียกว่าอีศานปุระเป็นพันธมิตรกับทวารวดีลุ่มเจ้าพระยา

         จากการตรวจสอบข้อมูลในงานของ ศ.ดี.จี.อี.ฮอล นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่เข้ามาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระบุว่า ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ ครองราชย์โดยแย่งชิงราชสมบัติ เข้ายึดกรุงยโศธร แต่ต่อมาไปสร้างเมืองใหม่ที่เกาะแกร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาพระเจ้าหรรษาวรมันที่ ๒ ครองราชย์ แล้วถูกพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ (พ.ศ.๑๔๘๗-๑๕๑๑)ถอดออกจากบัลลังก์

D.G.E.Hall
ภาพจาก : วิกิพีเดีย
         หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า พระเจ้าหรรษาวรมันที่ 2 ครองราชย์ที่เมืองเกาะแกร์ ระหว่างพ.ศ.๑๔๘๕-๑๔๘๗ อาจเป็นเพียง ๑ ปี หรือกว่า ๒ ปี แล้วถูกโค่นอำนาจ สอดคล้องกับการพบจารึกแผ่นทองแดงบริเวณเมืองเก่าอู่ทอง ที่มีการอ่านและตีความเป็นอักษรหลังปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕

         ส่วนในจารึกที่ระบุถึงการนำขบวนเสลี่ยง นักดนตรี และนางรำ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ให้รายละเอียดและความหมายสอดคล้องกันว่า ลักษณะเช่นนี้ในสมัยโบราณ เป็นการแสดงถึงเจ้าผู้ครองนครหนึ่งแสดงความอ่อนน้อมไปยังอีกเจ้าผู้ครองนครหนึ่ง ในอดีตก็มีการดำเนินการเช่นนี้ในการส่งไปราชสำนักจีน ดังเอกสารทางประวัติศาสตร์จีนสมัยสามก๊กระบุว่า ในปีพ.ศ.๗๖๘ พระเจ้าฟันจัน(ฟูนัน) ส่งทูตไปยังจีนโดยมีนักดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในบรรณาการไปด้วยและ ปีพ.ศ.๑๓๔๓ อิเหมาชุน(I-Mou-hsun) รัชทายาทของโก๊ะล่อฝงกษัตริย์น่านเจ้าที่ครอบครองปยู(Pyu) “ส่งนักดนตรีชาวปยูไปเป็นกำนัลยังราชสำนักจีนสมัยราชวงศ์ถัง และ พ.ศ.๑๓๔๔-๑๓๔๕ กษัตริย์ของปยูส่งคณะทูตพร้อมด้วยนักดนตรี ๓๕ คนไปยังราชสำนักจีนเป็นต้น.   
                    
*************

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๓



สงครามสุพรรณภูมิ-สุโขทัย

          สงครามครั้งสำคัญที่สุพรรณภูมิต้องส่งราชทูตไปขอกองทัพม้าจากราชสำนักจีน เพื่อรบกับพ่อขุนรามคำแหง แห่งกรุงสุโขทัย จนกลับมาผงาดอีกครั้ง พร้อมกับผนวกรัฐแคว้นต่าง ๆเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุพรรณภูมิ

สุพรรณภูมิ ในช่วงปีพ.ศ.๑๘๒๕ มีความเป็นปึกแผ่นขึ้นแล้ว และการสร้างสถูป(ปรางค์)ใหญ่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพระนครก็เป็นช่วงเวลานี้ ราชสำนักจีนจึงติดต่อเข้ามาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ดังบันทึกระบุว่า

แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๑๙ หยิมโหงวลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีมะเมีย จ.ศ.๖๔๔/พ.ศ.๑๘๒๕) พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ รับสั่งให้ขุนนางก๊วนกุนโหว ชื่อ หอจือจี่ เปนราชทูตไปเกลี้ยกล่อมเสี้ยมก๊ก(1)

บันทึกเอกสารจีน ยังยืนยันถึงการติดต่อระหว่างสองราชสำนักต่อเนื่องนับแต่ปีพ.ศ.๑๘๓๖-๑๘๓๘ จนถึงพ.ศ.๑๘๔๐ สุพรรณภูมิเข้าสู่ภาวะสงคราม ดังจะเห็นได้จากราชสำนักสุพรรณภูมิส่งราชทูตไปขอกองทัพม้าจากกรุงจีนเข้ามาสนับสนุน


หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ หรือ กุบไล ข่าน ต้นราชวงศ์หยวน(หงวน)
(ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

หงวนเสงจงฮ่องเต้ หรือ เตมูร์ ข่าน ผู้เป็นราชนัดดาของ กุบไล ข่าน
(ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ในแผ่นดินไต๊เต็ก...(ตรงกับปีระกา จ.ศ.๖๕๙/พ.ศ.๑๘๔๐)เสี้ยมก๊กให้ราชทูตมาขอม้า...” และในครั้งเดียวกันนี้ “..พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้ ประทานเสื้อกิมหลูอี้ (เสื้อยศลายทอง)ให้ไป(2)จึงเท่ากับเป็นการประกาศให้อริราชสุพรรณภูมิ รับรู้ทั่วกันว่า สุพรรณภูมิกับกับราชสำนักจีน เป็นหนึ่งเดียวกัน

กรณีนี้ได้ไปสอดคล้องกับหลักฐานศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑ ตอนที่ ๓ ระบุถึงอาณาเขตของสุโขทัย ตอนหนึ่งว่า ...เบื้องหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี...”(3)กรมศิลปากรกำหนดอายุไว้ในปีพ.ศ.๑๘๓๕ตามปีศักราชที่ระบุไว้ในจารึก แต่เนื่องจากอักษรที่ใช้ในตอนที่ ๓ ระบุถึงสุพรรณภูมิเป็นอาณาเขตของสุโขทัย ซึ่งอ่านโดยยอร์ช เซเดส์ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ “..จารึกภายหลัง(พ.ศ.๑๘๓๕)หลายปี เพราะตัวหนังสือไม่เหมือนกับตอนที่ ๑ และที่ ๒ คือตัวพยัญชนะลีบกว่าทั้งสระที่ใช้ก็ต่างกันบ้าง..”(4) ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่สุพรรณภูมิส่งราชทูตไปขอม้าจากเมืองจีนในปีพ.ศ.๑๘๔๐ ดังนั้นสุพรรณภูมิน่าจะถูกผนวกเข้ากับสุโขทัยในช่วงปีพ.ศ.๑๘๓๙ (พ.ศ.๑๘๓๘ สุพรรณภูมิยังติดต่อกับกรุงจีนอยู่)และแข็งเมืองทำสงครามกับพ่อขุนรามคำแหง ตั้งแต่ปีพ.ศ.๑๘๔๐ จนถึงพ.ศ.๑๘๔๑ ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงก็สวรรคตในปีนี้เช่นกัน จากนั้นสุโขทัยก็เข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่สุพรรณภูมิก็ฟื้นตัวขึ้นจนถึงปีพ.ศ.๑๘๔๓ พระเจ้ากรุงสุพรรณภูมิจึงเสด็จไปกรุงจีน

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1
(ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

แผ่นดินไต๋เต็ก (นามแผ่นดินของพระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้) ปีที่ ๔ แกจื้อลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีชวด จ.ศ.๖๖๒/พ.ศ.๑๘๔๓)เสี้ยมก๊กอ๋องมาเฝ้า(5)

แสดงให้เห็นว่าในช่วงปีพ.ศ.๑๘๔๓ สุพรรณภูมิในรัชสมัยของพระราชบิดาขุนหลวงพ่องั่วกลับมายืนหยัดมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ต่อมาอีก ๑๐ ปีให้หลังในปีพ.ศ.๑๘๕๓ มเหสีของพระองค์ก็ให้ประสูติกาลราชกุมารองค์รัชทายาท ซึ่งก็คือ “ขุนหลวงพ่องั่ว” นั่นเอง จนเมื่อผ่านเวลามาถึงรัชกาลขุนหลวงพ่องั่ว สถูป(ปรางค์)ใหญ่สัญลักษณ์แห่งพระนครจึงมีการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง ดังหลักฐานจากจารึกลานทองที่พบบนยอดนพศูลขององค์ปรางค์ใหญ่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี  ที่ระบุว่า

...พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธา ทรงพระนามว่าจักรพรรดิโปรดให้สร้างสถูปองค์นี้ขึ้นไว้ และทรงบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ภายใน แต่พระสถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พระโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในพื้นแผ่นดินทั้งมวลและเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี...”(6)

ปรางค์ หรือสถูปใหญ่ตามจารึก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี
(ภาพจาก : ไม่ระบุที่มา อ้างจาก กรมศิลปากร,2545)


ช่วงเวลานั้น สุพรรณภูมิเข้าสู่ยุครุ่งเรืองและเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศแล้ว จากข้อความที่ว่า “...พระโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในพื้นแผ่นดินทั้งมวลและเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี...อธิบายได้ว่าการสร้างสถูปนี้นอกจากเป็นการสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังแสดงถึงการประกาศเกียรติในฐานะองค์ราชาเหนือดินแดนแถบนี้

จารึกลานทองอีกแผ่นหนึ่งระบุช่วงเวลาดังกล่าวพระบารมีของ”ขุนหลวงพ่องั่ว”แผ่ไพศาล เห็นได้จากพระยาศรีธรรมโศกราช สร้างพระพิมพ์มาบรรจุในองค์สถูปหรืออปรางค์ใหญ่สุพรรณภูมิ

ศุภมัสดุ ๑๒๖๕ สิทธิการิยะแสดงบอกให้รู้ มีฤาษีทั้งสี่ตน พระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประทาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์มีสุวรรณเปนต้น คือบรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้ศรัทธา พระฤาษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทพยดามาช่วยกันทำพิธี.....แล้วท่านเอาไปประดิษฐ์สถานไว้ในสถูปใหญ่แห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม(สุพรรณภูมิ)...”(7)

ในพ.ศ.๑๘๘๖ ต้องเป็นพระราชพิธีมหากุศลเฉลิมฉลององค์ปรางค์ที่บูรณะใหม่อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีเจ้ารัฐแคว้นต่าง ๆเสด็จมาร่วมงานหรือส่งผู้แทนพระองค์มาอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะพระยาศรีธรรมโศกราช ตามที่ระบุพระนามไว้ในจารึกลานทอง เจ้าอู่ทองแห่งละโว้(เอกสารบางฉบับระบุชื่อพระยาราม)ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสุพรรณภูมิ ด้วยการที่เจ้าอู่ทองมีราชฐานะทั้งเป็นน้องเขยและเจ้าแคว้นละโว้(เจ้าอู่ทองเข้าราชพิธีสยุมพรกับพระขนิษฐาของขุนหลวงพ่องั่วก่อนพ.ศ.๑๘๘๕หรือก่อนมีพระประสูติกาลสมเด็จพระราเมศวร)ดังจะเห็นได้จากพระเครื่องเนื้อโลหะชินเงิน และสถูปสำริด ศิลปะลพบุรีหลังบายนอยู่ร่วมในกรุนี้ และต้องรวมถึงพระยางั่วนำถม หรือผู้แทนพระองค์จากกรุงสุโขทัย เนื่องจากพบหลักฐานพระพิมพ์เนื้อโลหะศิลปะสมัยสุโขทัยเป็นจำนวนมากบรรจุอยู่ภายในองค์ปรางค์

พระลีลากำแพงศอก ศิลปะสุโขทัยที่บรรจุอยู่ในปรางค์ใหญ่
(ภาพจาก : หนังสือพระฯเมืองสุพรรณ.มนัส โอภากุล.2536)

นอกจากนั้น จารึกยืนยันชัดเจนว่า สถูปปรางค์ใหญ่มีการสร้างขึ้นหนึ่งครั้งและบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโดยประเพณีการสร้างย่อมต้องบรรจุพระเครื่องพระพิมพ์ในสมัยปัจจุบันนั้นลงไป และเมื่อบูรณะขึ้นใหม่ก็ย่อมบรรจุพระเครื่องพระพิมพ์ในสมัยหลังลงไปด้วยเช่นกัน เหตุผลที่สนับสนุนแนวคิดนี้มาจากพระเครื่องบางส่วนที่ถูกค้นพบเป็นพระพิมพ์รัตนตรัยมหายานซึ่งยังมีอิทธิพลขอมแบบเก่าอยู่  ต่อมาเมื่อมีการบูรณะขึ้นในคราวหลังในปีพ.ศ.๑๘๘๖ (ศุภมัศดุ ๑๒๖๕) พระเครื่องที่พบจากการบรรจุครั้งหลังไม่มีอิทธิพลขอมเหลืออยู่เลย แต่เป็นศิลปะสกุลช่างสุพรรณภูมิ(อู่ทอง ๓) สุโขทัย ลพบุรี อันเป็นระยะเดียวกับที่รับเอาพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามา

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลานั้น ขุนหลวงพ่องั่ว มีพระชนมายุ 33 พรรษา จึงน่าจะผ่านการสถาปนาครองราชย์ไปแล้ว ทรงพระนาม“พระยาสุรินทราราช”(ตามเอกสารของจีน) และอาจเป็นช่วงเวลาของการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างขนานใหญ่ หากเราจะสังเกตถึงอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ของเขตเมืองสุพรรณภูมิที่ไม่เพียงเฉพาะเขตพระราชฐานเดิม แต่ด้านนอกโดยรอบของเมืองสุพรรณบุรียังเต็มไปด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่ วิหาร และพระเจดีย์ซึ่งเป็นงานสร้างในสมัยสุพรรณภูมิมากมายดารดาษอันเป็นประจักษ์พยานมาจนถึงทุกวันนี้.

...เรื่องราวของสุพรรณภูมิ ยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น และตอนต่อไป จะเป็นข้อมูลที่ลึกลงไปอีกว่า...แท้จริงแล้ว  “ขุนหลวงพ่องั่วไม่เคยขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา”.

ควันจากสงครามเป็นตำนานบรรพชน 
............วิญญู บุญยงค์.............
**********

เอกสารอ้างอิง

1,2,5.จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง),พิมพ์ครั้งแรกใน      ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ พิมพ์แจกในงานศพ จางวางโท พระยารณไชยชาญยุทธ (ศุข โชติกะเสถียร) ปีมเสงนพศก พ.ศ.๒๔๖๐.

3,4. ยอร์ช เซเดส์, “หลักที่ ๑ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง,” ใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๑ : เป็นจารึกกรุงสุโขทัยที่ได้พบก่อน พ.ศ. ๒๔๖๗ ([กรุงเทพฯ] : คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๒๑), ๒๗-๓๖.

6. ฉ่ำ ทองคำวรรณ, “หลักที่ ๔๗ จารึกลานทองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี,” ใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๓ : ประมวลจารึกที่พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย อันจารึกด้วยอักษรและภาษาไทย, ขอม, มอญ, บาลีสันสกฤต (พระนคร : คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๐๘), ๗๕-๗๖.

7.มนัส โอภากุล.พระฯเมืองสุพรรณ.มนัสการพิมพ์.สุพรรณบุรี.๒๕๓๖.หน้า ๑๐๕.

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๒


  
สมัยพระราชบิดาขุนหลวงพ่องั่ว
วิญญู บุญยงค์


ข้อสรุปของคำว่า “เสียน เสียม เสียมก๊ก และเสี้ยมก๊ก คือสุพรรณภูมิ”มีผลต่อเนื่องไปถึงการตีความในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุพรรณภูมิจากหนังสือหลวง คิมเตี้ยชกทงจี ที่ได้รับการรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นจากบันทึกโบราณโดย 66 ขุนนาง ในแผ่นดินเขียนหลงปีที่ 32 ราชวงศ์เชง(จ.ศ.1129 พ.ศ.2310) ถึงแผ่นดินเขียนหลงปีที่ 50 ขุนนางจ๋อโตวหงือซื้อ ชื่อ กีก๊ก เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายขวา กับขุนนางต๋ายลี้ยี่เคง (ขุนนางกรมในกระทรวงเมือง)ชื่อ เล็กเซียะหิม ได้ชำระหนังสือ คิมเต้ยซกทงจี อีกครั้งหนึ่ง ต่อมาขุนเจนจีนอักษร(สุดใจ) ได้แปลออกมาเป็นหนังสือเรื่องเสี้ยมก๊ก หลอฮกก๊ก เปนพระราชไมตรีกับกรุงจีน ถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และรู้จักกันในชื่อ “จดหมายเหตุว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง)”

แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงแนวคิดของราชสำนักจีนที่มีต่อบรรดาประเทศต่าง ๆ เสียก่อน โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายเบื้องต้นไว้ว่า

“... ต้องไม่ลืมว่าวิไสยพระเจ้าแผ่นดินจีนชอบยกย่องเกียรติยศของตนเองแต่ไร ๆ มา บรรดาเมืองต่างประเทศที่ไปมาค้าขายหรือแต่งราชทูตไปเมืองจีน จีนจดหมายเหตุตีขลุมเอาว่าๆไปอ่อนน้อมยอมขึ้นต่อกรุงจีนไม่เลือกหน้าว่าประเทศไหน ๆ พระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศไม่ว่ายุโรปหรือเอเชีย จดหมายเหตุจีนไม่ยอมยกเกียรติให้ใครเปน “ฮ่องเต้” ให้เปนเพียง “อ๋อง” ทุกประเทศ ต่างประเทศที่ไปมาค้าขายหรือเกี่ยวข้องกับจีน เมื่อยังไม่รู้หนังสือแลภาษาจีนก็ไม่รู้เท่าจีน การเปนดังนี้มาหลายร้อยปี...”

ช่วงปลายแผ่นดินจนถึงหลังการสวรรคตของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7(สวรรคต พ.ศ.1761) ล่วงสู่สมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2(พ.ศ.1762-1786) จนถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 8(พ.ศ.1786-1838) ประเทศต่าง ๆ ในแถบตะวันตก ตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรขอมต่างค่อย ๆแยกตัวเป็นอิสระ กล่าวคือ ในปีพ.ศ. 1792 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แยกตัวออกจากขอมแล้วสถาปนากรุงสุโขทัย

สุพรรณภูมิ นครรัฐโบราณก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา
ภาพจาก : วารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ ๔๒.๔


ในช่วงเวลาใกล้กันสุพรรณภูมิก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาพร้อมกับการผนวกนครไชยศรี ราชบุรีและพริบพรี ก่อนที่จะขยายลงไปผนวกนครศรีธรรมราชจนถึงมะละกา เพื่อจุดประสงค์ขยายพื้นที่การค้าทางทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เนื่องจากการลดระดับของน้ำทะเล จากจุดนี้เองที่ราชสำนักจีนในสมัยพระเจ้าหงวนสีจงฮ่องเต้(เป็นช่วงเวลาที่มองโกลยึดกรุงจีน)ต้องการขยายอิทธิพลและการค้ามายังแถบนี้ จึงส่งราชทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับเจ้ากรุงสุพรรณภูมิ ดังจดหมายเหตุจีน ระบุไว้ว่า

            “แผ่นดินจี่หงวนปีที่ 19 หยิมโหงวลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีมะเมีย จ.ศ.644/พ.ศ.1825) พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ รับสั่งให้ขุนนางก๊วนกุนโหว ชื่อ หอจือจี่ เปนราชทูตไปเกลี้ยกล่อมเสี้ยมก๊ก”

เห็นได้ว่าในช่วงนี้ สุพรรณภูมิ ได้ก่อร่างสร้างตัวและลงหลักปักฐานสถาปนาเมืองอย่างชัดเจน หลังจากที่ต้องใช้เวลารบพุ่งและรวบรวมกำลังพลจนยืนหยัดขึ้นเป็นอาณาจักรอีกครั้ง ราชสำนักจีนเล็งเห็นประโยชน์จึงส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี   แต่การมาของคณะราชทูตในครั้งนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากสำเภาอับปางเสียก่อน หลังจากนั้นอีก 11 ปีต่อมา พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ จึงได้ส่งราชทูตเข้ามาอีกครั้ง ดังมีบันทึกว่า

“แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๓๐ กุ่ยจี๋สี่หง้วย (ตรงกับเดือนหก ปีมะเส็ง จ.ศ.655/พ.ศ.1836) พระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮ่องเต้รับสั่งให้ราชทูตไปทำพระราชไมตรีด้วยพระเจ้าเสี้ยมก๊ก”

เขตแดนราชวงศ์หยวน ราวปีพ.ศ.1837
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


จากนั้นในปีรุ่งขึ้นพระเจ้ากรุงสุพรรณภูมิ จึงเสด็จไปจีน แต่พระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮ่องเต้ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแผ่นดิน พระเจ้ากรุงสุวรรณภูมิ จึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้จีนพระองค์ใหม่ บันทึกระบุว่า

“แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๓๑ กะโหงวชิดหง้วย(ตรงกับเดือนเก้า ปีมะเมีย จ.ศ.656/พ.ศ.1837)ในปีนั้นพระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮ่องเต้สวรรคต พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนนามแผ่นดิน เสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งมาเฝ้า พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้รับสั่งกับเสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งว่า แม้ท่านคิดว่าเปนไมตรีกันแล้วก็ควรให้ลูกชายหรือขุนนางมาเปนจำนำไว้บ้าง”

มีความเป็นไปได้ว่าเสี้ยมก๊ก หรือกรุงสุพรรณภูมิเล็งเห็นว่าสัมพันธไมตรีกับราชสำนักจีนน่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย แม้ในบันทึกไม่ได้ระบุว่าพระเจ้ากรุงสุพรรณภูมิส่งเจ้าชายรัชทายาท หรือขุนนางไปยังราชสำนักจีนหรือไม่ แต่ในเวลานั้นภายในราชสำนักจีนก็คลาคล่ำไปด้วยรัชทายาทของประเทศต่าง ๆเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก

ด้วยความที่กรุงสุพรรณภูมิตั้งอยู่ชัยภูมิที่ด้านหลังเป็นแผ่นดินกว้างใหญ่มีแม่น้ำสายใหญ่สายรองเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมต่อกันได้สะดวก ขณะที่ตอนล่างครอบครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลมีท่าเรือการค้าอยู่เรียงราย ภายใต้กองทัพที่แข็งแกร่งทั้งภาคพื้นและภาคสมุทร ราชสำนักจีนจึงเลือกใช้วิธีปฏิบัติต่อสุพรรณภูมิ แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยผ่อนปรน แม้ว่าในบางสถานการณ์สุพรรณภูมิเข้าไปขัดผลประโยชน์ในพื้นที่การค้าของจีน เช่นกรณีการบุกโจมตีหัวเมืองทางตอนล่างแถบมลายู ในช่วงพ.ศ.1838 ถือเป็นกลยุทธสำคัญที่ราชสำนักกรุงสุพรรณภูมิเลือกใช้วิธี“ตีก่อน..แจ้งทีหลัง”บันทึกจากเอกสารจีนระบุว่า

“เสี้ยมก๊กให้ราชทูตนำราชสาสนอักษรเขียนด้วยน้ำทองมาถวาย ด้วยเสี้ยมก๊กกับม่าลี้อี๋เอ้อก๊ก (มลายู)ทำสงครามโดยสาเหตุความอาฆาฏกัน เฉียวเถง(รัฐบาล)แต่งให้ราชทูตนำหนังสือตอบราชสาสนไปถึงเสี้ยมก๊กว่ากล่าวประนีประนอมให้เลิกสงครามกันเสียทั้งสองฝ่าย”

เครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


กล่าวได้ว่าสุพรรณภูมิเวลานั้น ด้านหนึ่งต้องสร้างกลไกที่มั่นทางการค้าด้วยการใช้กำลังเพื่อบุกยึดพื้นที่เป้าหมายสำคัญ อีกด้านหนึ่งต้องรักษาความมั่นคงภายในอาณาจักร การมีไมตรีที่ดีต่อกรุงจีนจึงเป็นประโยชน์ต่อสุพรรณภูมิ ข้อดีคือจีนเป็นมหาอำนาจในเวลานั้นการเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนเท่ากับมีราชสำนักจีนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และปัจจัยสำคัญคือกรุงจีนกับสุพรรณภูมิอยู่ห่างไกลกัน หากมีข้อพิพาทก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะสะสางได้ และแน่นอนว่าราชสำนักจีนก็ได้ประโยชน์จากการค้าที่มีสุพรรณภูมิเป็นทัพหน้าอยู่ไม่น้อย ดังบันทึกระบุว่า

“ในแผ่นดินไต๊เต็ก...(ตรงกับปีระกา จ.ศ.659/พ.ศ.1840)เสี้ยมก๊กให้ราชทูตมาขอม้า พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้ ประทานเสื้อกิมหลูอี้ (เสื้อยศลายทอง)ให้ไป” ราชไมตรีระหว่างสองราชสำนักยังมีมาอย่างต่อเนื่อง บันทึกระบุต่อมาว่า “แผ่นดินไต๋เต็ก (นามแผ่นดินของพระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้) ปีที่ ๔ แกจื้อลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีชวด จ.ศ.662/พ.ศ.1843)เสี้ยมก๊กอ๋องมาเฝ้า”

การถวายส่งเสื้อยศลายทองของฮ่องเต้หงวนเสงจง ต่อเจ้ากรุงสุวรรณภูมิ เป็นการแสดงถึงการให้เกียรติอย่างสูง เสมือนเป็นการประกาศให้รับรู้กันทั่วไปว่าสุพรรณภูมิกับกรุงจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยังยืนยันได้จากบันทึกว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ.1836-1843 เจ้ากรุงสุพรรณภูมิได้เดินทางไปจีนถึง 2 ครั้ง

“สุพรรณภูมิ” ที่มีต้นทางมาอย่างยาวไกล จึงไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เหตุการณ์พาไป และมาก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ในพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 นี่เอง.


**********

เอกสารอ้างอิง
-จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง),พิมพ์ครั้งแรกใน      ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ พิมพ์แจกในงานศพ จางวางโท พระยารณไชยชาญยุทธ (ศุข โชติกะเสถียร) ปีมเสงนพศก พ.ศ.๒๔๖๐.


วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๑



เสียน เสียม เสี้ยม คือสุพรรณภูมิ


แต่เดิมนั้นตั้งธงกันว่า เสียน, เสียม เสี้ยม หรือสยาม คือสุโขทัย ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์จึงคลาดเคลื่อน ต่อมานักประวัติศาสตร์หลายท่านแสดงความไม่แน่ใจ โดยเฉพาะจากงานวิจัยของสืบแสง พรหมบุญ ให้เหตุผลว่า “ผู้รู้ภาษาจีนแปลเอกสารจีนผิดพลาด เพราะในความจริงแล้ว พ่อขุนรามคำแหงไม่เคยไปเมืองจีนเลย”(1) ด้วยเหตุนี้รายละเอียดที่เป็นสุพรรณภูมิ จึงไปเป็นของสุโขทัยเสียทั้งหมด แม้กระนั้นก็ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่สนใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย ใคร่รู้ว่าอาณาจักรเก่าแก่นี้เป็นที่ใดกันแน่

บันทึก โจวต๋ากวาน ที่เดินทางเข้ามายังเขมรช่วงปีพ.ศ.1838 ตรงกับรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง(พ.ศ.1822-1841) ระบุไว้ว่า “อาณาจักรเสียน อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขมร”(2) เป็นการยืนยันว่าคือที่ตั้งของ”สุพรรณภูมิ” มิใช่ “สุโขทัย”แน่ และในบันทึกของจีนสมัยราชวงศ์ชิงเรียก “สกก๊อตท้าย”ซึ่งน่าจะให้ความหมายว่า สุโขทัย มิใช่ สุพรรณภูมิ(3)

ต่อมาพบ “บันทึกย่อเผ่าชาวเกาะ” ของหวางต้ายวน ที่เดินทางมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้บรรยายไว้ตอนหนึ่งซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความจริงว่า “เมื่อรัชกาลจื้อเจิ้ง ปีฉลู (ตรงกับพ.ศ.1892) เดือน 5 ฤดูร้อน เสียนยอมจำนนต่อหลอหู”(4) ข้อความนี้สอดคล้องกับห้วงเวลาที่ต่อมาในปีรุ่งขึ้นพ.ศ.1893 พระยารามก็สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และก้าวขึ้นสู่ปฐมบรมกษัตริย์แห่งอโยธยาศรีรามเทพนคร ทรงพระนามสมเด็จพระรามาธิบดี ซึ่ง”เสียน”ที่หวางต้ายวนเรียกนั้นย่อมไม่ใช่สุโขทัย เพราะสุโขทัยถูกผนวกเข้าเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาในเวลาให้หลังจากนี้อีกนานถึง 29 ปี ในรัชกาลของขุนหลวงพ่องั่ว หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราช ซึ่งเป็นเจ้าแผ่นดินเสียนมาแต่เดิม

นอกจากนั้นในบันทึกย่อเผ่าชาวเกาะ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า “....เมื่อใดก็ตามที่มีเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นในเมืองอื่น พวกนี้จะลงเรือหลายร้อยลำที่บรรทุกสาคูจนเพียบแปร้ และเข้าโจมตีอย่างกล้าหาญ จนได้ทุกสิ่งที่ต้องการ”   จากความชำนาญของชาวเสียนในการรบพุ่งทางน้ำหรือทางทะเล และย่อมมีเป้าหมายในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปจนถึงขนาดต้องตุนสาคูซึ่งเป็นเสบียงจนเต็มลำเรือ จึงไม่มีเหตุผลว่า”เสียน”จะเป็นสุโขทัย เพราะสุพรรณภูมิ เป็นชายขอบทะเลและลดระดับเป็นลุ่มน้ำโบราณมาแต่ดั้งเดิม รวมถึงการเข้าครอบครองพื้นที่ภาคใต้ไปจรดปลายแหลมมลายู ซึ่งต้องทำสงครามแย่งชิงและปกป้องมาโดยตลอด

แม่น้ำจระเข้สามพันที่ไหลจากใต้ขึ้นสู่เหนือผ่านเมืองโบราณอู่ทอง 
ก่อนจะไปทางขวาเข้าเขตเมืองโบราณสุพรรณภูมิตามข้อสังเกตุในเอกสารสมัยราชวงศ์ชิง


มีบทความที่ ทักษิณ อินทโยธา ศึกษาออกมาระบุว่า “เอกสารสมัยราชวงศ์ชิงก็ว่า เสียนนั้นมีแม่น้ำเกิดจากภูเขาทางใต้ไหลขึ้นเหนือมาออกอ่าวไทย” และได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ ซึ่งแม่น้ำลักษณะดังกล่าวก็ไม่มีอยู่ในสุโขทัยหรือละโว้”(5)

เรื่องนี้ตีความไม่ยาก เพราะเสียน ที่โจวต๋ากวาน ระบุว่า “อยู่ตะวันตกเฉียงใต้ของเจินละ”นั้น มีชัยภูมิที่มีสายน้ำมหัศจรรย์ไหลจากใต้ขึ้นมาเหนือ ซึ่งก็คือ “แม่น้ำจรเข้สามพัน” ที่ไหลจากเขตภูเขาเป็นลำน้ำแควน้อยและแม่กลองทางด้านใต้ของสุพรรณภูมิ แล้วแยกตัวเป็นลำน้ำสายรองไหลย้อนขึ้นเหนือไปบรรจบกับลำน้ำท่าว้าบริเวณเมืองโบราณอู่ทองที่เป็นเมืองท่าชายทะเลเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน แล้วไหลขนานพื้นที่ดอนใกล้ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน(ท่าจีน-แม่น้ำสุพรรณ) ใกล้กับตำแหน่งที่ตั้งของเมืองสุพรรณภูมิ ก่อนจะไหลผ่านทุ่งโบราณสองพี่น้องซึ่งเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ไปบรรจบกับแม่น้ำท่าจีนผ่านมณฑลนครไชยศรีและออกสู่อ่าวไทย

            "หลักฐานอื่นที่มิใช่ของจีนก็มีเช่นจารึกภาษาจามในเมืองยาตรัง ที่จารึกว่า กษัตริย์ชัยปรเมศวรวรมันที่ ๑แห่งจัมปา ถวายทาสชาวเขมร,จีน,พุกาม และสยาม เป็นข้าวัดแห่งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.๑๕๘๓” หรือจารึกนครวัดก็มีการกล่าวถึง “สยาม”เช่นกัน แสดงว่า สยามหรือที่จีนเรียกว่า “เสียน” นั้นมีอยู่ก่อนสุโขทัยหลายร้อยปีทีเดียว และก็ควรต้องอยู่ในภาคกลาง หรือภาคใต้ของไทย เมื่อพิจารณาประกอบคำบรรยายทั้งแม่น้ำ และที่ตั้งในเอกสารจีนซึ่งก็สอดรับกับเอกสารฝรั่งในยุคหลังอย่างจดหมายเหตุลาลูแบร์ที่บอกว่า “สยาม” นั้นแต่ก่อนเรียกว่า “สุพรรณ”(6)

           จึงเป็นข้อสรุปได้แล้วว่า เสียน เสียม เสียมก๊ก และเสี้ยมก๊ก  คือ “สุพรรณภูมิ”.


ความหมายผิด ชีวิตคลาดเคลื่อน
....วิญญู บุญยงค์...........

*************
เอกสารอ้างอิง

1.สืบแสง พรหมบุญ.ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับไทย.มูลนิธีโครงการตำราฯ.พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2525.                    หน้า 73-80.
2.เฉลิม ยงบุญเกิด.บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ.พระนคร.ชวนพิศ.๒๕๑๐.
3.จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน 5 เรื่อง).
4.อาคม พัฒิยะ และนิธิ เอียวศรีวงศ์.ศรีรามเทพนคร.รวมบทความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น.เรือนแก้วการ        พิมพ์.2527.
5-6.ผิน ทุ่งคา.พ่อขุนรามคำแหงไปเมืองจีนเอาเทคโนโลยีทำถ้วยชามกลับมาสุโขทัยจริงหรือ?.สโมสรศิลปวัฒนธรรม.5 ก.ค.60 . อ้าง    ถึง ทักษิณ อินทโยธา. แย้งข้อสรุปของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยที่ว่าเสียนในเอกสารราชวงศ์หยวน                      หมายถึงสุโขทัย.ศิลปวัฒนธรรมปีที่ 9 ฉบับที่ 3 .มกราคม 2531:น.104-111.