โพสต์แนะนำ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระหล่อโบราณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระหล่อโบราณ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กริ่งปวเรศ ๒๔๓๔


กริ่งปวเรศ ๒๔๓๔


              พระกริ่งปวเรศรุ่นนี้เป็นหนึ่งในหลายรุ่นของปีพ.ศ. ๒๔๓๔ เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการได้รับสมณุตมาภิเศกขึ้นเป็น “กรมพระ” ตามจารึกข้างขันน้ำพระพุทธมนต์ สะกดคำตามจารึกข้างขันน้ำพระพุทธมนต์ ว่า..


"ใน พระราชพิธีมหาสมณณุตมาพิเศกได้เลื่อนพระอิสริยยศ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ขึ้นเป็น
พระบรมวงศ์เธอ สมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๔
พระราชพิธี ณ.วัดบวรนิเวศน์ บางลำพู"

              พระกริ่งรุ่นนี้เป็นพระกริ่งของปี ๒๔๑๖นำมาเข้าพิธีใหม่ และจะเหมือนกับพระกริ่งปีพ.ศ.๒๔๒๔ ที่พระหม่อมเจ้าภุชชงค์(สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์) มุฑิตาจิตสร้างถวายสมเด็จพระปิตุลาสมเด็จกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์


              จุดสังเกต พระกริ่งรุ่นนี้เป็นสำริดสีออกเหลืองคล้ำ ด้านบนขวาบัวคู่หลังมีโค๊ดเมล็ดข้าว แต่ที่พิเศษสุดก้นองค์พระมีการตอกโค๊ดที่ริมขอบด้วยเลขไทยตามกำลังวัน นับเป็นครั้งแรกในประวัติการสร้างพระกริ่งที่มีการตอกตัวเลขลงใต้ก้นพระ ซึ่งต่อมาภายหลังบรรดาเกจิอาจารย์ใช้เป็นแบบอย่าง แต่บางอาจารย์ตอกเป็นเลขประจำตัวองค์พระแทน 


              นับเป็นของสูงที่ยังพอหาได้ไม่ยากจากผู้ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นของอาจารย์ใดวัดอะไร เท่าที่ทราบเพราะเนื้อโลหะที่เก่าจนปฏิเสธไม่ได้ จึงมีนักพุทธพาณิชย์หาวัดหาอาจารย์ผู้สร้างเสร็จสรรพจนเลอะเทอะไปหมดด้วยความไม่รู้  รีบหาเก็บก่อนที่จะไม่มีในตลาดของเก่า จำกระแสเนื้อหาและตำหนิให้ดี โชคดีจะเป็นของผู้มีศีลธรรมที่จะได้ไว้ครอบครอง.

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กริ่งปวเรศ-กรมหลวงฯ


กริ่งปวเรศ

กรมหลวงชินวรฯสร้าง

            รฤกมุฑิตาจิตรถวาย พระบรมวงศ์เธอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๒๔ หม่อมเจ้าพระภุชงค์ "สิริวฑฺฒโน" พระกริ่งปวเรศรุ่นนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธฯ สร้างถวายเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของเสด็จลุง( กรมพระปวเรศ) ใช้พิมพ์เดิมของการเลื่อนพระอิสริยยศจากกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์พ.ศ.๒๔๑๖ จากเดิมมีโค๊ตด้านเมล็ดข้าวบัวหลังด้านบนโค๊ตเดียวในรุ่นนี้มีเพิ่มอีกหนึ่งโค๊ตด้านบนด้านซ้ายมีโค๊ตรูปหยดน้ำ(เมล็ดงา) อยู่ติดกับรูอุดกริ่ง ก้นของกริ่งจะมีรอยบุ๋มไม่ตลอดตามภาพ ที่เป็นพิเศษของรุ่นนี้เป็นกริ่งกะไหล่ทองมีสองโค๊ตๆ เดิมเป็นโค๊ตของกรมพระยาปวเรศใช้ตอกบนบัวคู่หลังกริ่งที่สร้างถวายรัชกาลที่๕ในการทรงผนวชปี๒๔๑๖ 




            ข้อแนะนำถ้าผู้ใดมีขออย่าได้นำไปดัดแปลง หรือแต่งเพิ่มทำให้ตำหนิเดิมๆสูญหายหมด เจ้าของ ไม่รู้ว่าเป็นของวัดใดสร้างปีไหนไม่พบหลักฐาน เลยให้ช่างตกแต่งดัดแปลงจนหมดรูปเดิม ย้ายอาจารย์ย้ายวัดให้เสร็จ ผลออกมาเสียของพระกิ่งแต่ละอาจารย์ ย่อมทรงคุณค่ามีความวิเศษในตัวอยู่แล้ว นี่ก็เป็นพระกริ่งปวเรศอีกรุ่นหนึ่งที่แนะนำให้หาเก็บไม่จำเป็นจะต้องมีรุ่นที่เขานิยมกัน ราคาซื้อหากันนับสิบล้าน และไม่รู้ว่าจะแท้หรือไม่ และหาหลักฐานพิสูจน์ไม่ได้ รุ่นที่ในรูปมีหลักฐานที่เป็นจริงมีอยู่ ถ้าผู้ใดมีพระอยู่แล้วให้สบายใจมีของวิเศษในครอบครอง

*********

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระหลวงพ่อเนียม ๓


พระพิมพ์พระเจ้าสิบพระองค์
หลวงพ่อเนียม วัดน้อย สุพรรณบุรี


              ในบรรดาพระเครื่องหลายแบบพิมพ์ทรงที่หลวงพ่อเนียม วัดน้อย สุพรรณบุรี สร้างขึ้นนั้น พระพิมพ์พระเจ้าสิบพระองค์ ซึ่งมีลักษณะสัณฐานเป็นทรงกลมแบน ภายในประดิษฐานองค์พระปฏิมากรด้านละ ๑๐ พระองค์ ด้วยลักษณะดังกล่าวจึงนิยมเรียกกันว่า “พระงบน้อย” มาตั้งแต่ครั้งการพบพระกรุทุ่งเศรษฐี เมืองกำแพงเพชร และหลวงพ่อเนียมได้นำมาเป็นแบบอย่างในการสร้าง จนได้รับความนิยมมากที่สุดพิมพ์หนึ่ง


              พระงบน้ำอ้อยที่หลวงพ่อเนียมสร้าง เป็นพระพิมพ์ปางสมาธิทรงสามเหลี่ยม พระเกศเรียวยาว ปลายพระเกศทำมุมชนกันทุกพระองค์ การสร้างใช้เนื้อตะกั่ว ดีบุก ผสมปรอท  หล่อแบบเบ้าประกบพิมพ์สองด้าน จึงปรากฏรอยขอบในพระพิมพ์นี้ทุกองค์ มีอยู่ ๒ ขนาด คือพิมพ์เล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ ๑.๘ ซ.ม. และพิมพ์ใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ ๒.๒ ซ.ม.


              ในพระที่ไม่ผ่านการใช้บูชา ผิวขององค์พระปรากฏคราบปรอททั่วทั้งองค์ ส่วนใหญ่พิมพ์พระค่อนข้างลางเลือน แต่เนื้อพระที่ผ่านกาลเวลามานานกว่า ๑๐๐ ปี ทำให้เกิดการปรุพรุน และบางส่วนเกิดการยุบตัวจนเหนี่ยวรั้งเนื้อโลหะเขาเป็นริ้ว หรือเป็นเส้นตัดขวางแบบไม่สมดุล หากองค์พระผ่านการใช้บูชาติดตัวนาน คราบปรอทจะหายไป พื้นที่ส่วนต่ำจะออกดำคล้ำ ผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยจะออกขาวแบบเงินยวง

              พระพิมพ์นี้ ได้รับความนิยมนับจากอดีตมาถึงปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ที่เป็นสุภาพสตรีนิยมนำมาเลี่ยมทอง มีเส้นแบ่งพระแต่ละองค์เช่นเดียวกับกงล้อธรรมจักร แต่การเลี่ยมพระสมัยก่อนไม่นิยมให้มีแผ่นพลาสติกปิดองค์พระ เนื้อพระจึงสึกกร่อนเสียส่วนใหญ่ สำหรับองค์พระที่ได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดีสภาพผิวจะยังคงสภาพเดิม ที่เปลี่ยนไปคือร่องรอยการหดตัวยุบตัวของโลหะตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติครับ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระหลวงพ่อเนียม ๒


พระปิดตาสนิมแดง

หลวงพ่อเนียม วัดน้อย


             พระเครื่องที่สร้างโดยสูตรของหลวงพ่อเนียม วัดน้อย มีส่วนผสมของตะกั่ว ดีบุก และปริมาณปรอทค่อนข้างมาก เมื่อทำการหล่อแบบพิมพ์เสร็จ พระเครื่องที่ได้จะมีปรอทปกคลุมทั่วทั้งองค์พระ หากผู้ได้รับนำไปเก็บรักษาอย่างดีผิวปรอทจะยังคงมีอยู่ตามเดิมแม้จะผ่านเวลามานานกว่า ๑๐๐ ปีก็ตาม แต่หากนำไปใช้บูชาคล้องคอคราบปรอทจะหายไป ผิวองค์พระจะกลายเป็นสีคล้ำเกือบดำ พื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยจะออกสีเงินยวง  เนื่องจากสมัยก่อนนิยมนำพระมาถักคล้องคอเพื่อให้ผิวองค์พระสัมผัสกับผู้ใช้บูชาโดยตรง


             แต่ยังมีพระเครื่องหลวงพ่อเนียมอีกส่วนหนึ่ง ที่ได้รับการอัญเชิญไปบรรจุไว้ภายในกรุ ด้วยสภาพความร้อนอบอ้าวและชื้น จึงส่งผลให้ปฏิกิริยาทางเคมีในองค์พระเกิดความเปลี่ยนแปลง  โดยผิวขององค์พระจะกลายเป็นสนิมแดง นอกจากนี้ปรอทที่อยู่ภายในเนื้อองค์พระยังขับตัวออกมาภายนอกจนเกิดสนิมแดงปุ่มปมอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นว่าภายในองค์พระมีปริมาณปรอทอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง 


             สำหรับพระปิดตาหลวงพ่อเนียมที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระที่เคยได้รับการอัญเชิญบรรจุภายในกรุ   จึงเกิดสนิมแดงที่ผุดพรายมาจากภายในและส่วนที่เคลือบองค์พระทั้งองค์  มีสนิมไขและสนิมแป้งกระจายเป็นกลุ่ม ปกคลุมด้วยคราบกรุ และราดำอีกชั้นหนึ่ง เหนือราดำยังมีปรอทธรรมชาติแวววาวอยู่ทั่วไป 


            ลักษณะองค์พระ เป็นพระปิดตาคว่ำหน้า วงพระกรซ้ายอยู่สูงกว่าด้านขวา องค์พระประทับนั่งลอยองค์ พระชงฆ์(แข้ง)ขวาพาดเฉียงขึ้นไปใกล้พระกัประ(ข้อศอกซ้าย) จึงทำให้องค์พระโดยรวมมีลักษณะเอียงขวา ด้านหลังองค์พระเป็นแบบเต็มองค์ แตกต่างไปจากพระปิดตาทั่วไปที่นิยมทำเป็นหลังแบบ หลังเรียบ และหลังอูม ด้านข้างองค์พระรอบองค์ปรากฏเส้นขอบซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการหล่อแบบเบ้าประกบ



             พระปิดตา เนื้อชินสนิมแดง ของหลวงพ่อเนียม องค์นี้จึงจัดเป็นพระเครื่องเนื้อโลหะที่ควรค่าต่อการศึกษาถึงกระบวนการสร้าง และปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่มีผลต่อพื้นผิวโลหะเป็นอย่างมากครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********

พระหลวงพ่อเนียม ๑


พระประธานใหญ่
หลวงพ่อเนียม วัดน้อย

             พระเครื่องตระกูล หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เป็นพระหล่อโบราณจากเนื้อตะกั่ว ดีบุก ผสมปรอท ในองค์ที่ผสมตะกั่วมากเนื้อจะออกนิ่ม ส่วนองค์ที่ผสมปรอทมากเนื้อจะแข็ง มีอยู่ด้วยกันหลายแบบพิมพ์ทรง อาทิ พิมพ์พระประธานใหญ่-เล็ก พิมพ์งบน้ำอ้อยใหญ่-เล็ก พิมพ์เศียรโล้น พิมพ์ปิดตา พิมพ์ปรุหนัง พิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์ และพิมพ์คลองตะเคียน เป็นต้น

ด้านหน้าพระพมพ์ประธานใหญ่ ปรากฏคราบฝ้าไข
และปรอททั่วไป จากการเก็บรักษามาอย่างดี

              พระพิมพ์หล่อโบราณของหลวงพ่อเนียม ไม่เน้นความประณีตบรรจงนัก แต่คงไว้ซึ่งความน่าเกรงขาม สำหรับพิมพ์พระประธานใหญ่ ที่นำมาลงไว้นี้ พุทธปฏิมาปางมารวิชัย ประทับนั่งบนฐานแกะลาย ๓ ชั้นลดหลั่นแบบพระประธานพระอุโบสถ แบบพิมพ์เบ้าประกบ ขนาดฐานกว้างประมาณ ๒.๓ ซ.ม.สูงจากฐานถึงยอดพระเกศ ๔.๕-๔.๗ ซ.ม. ปกติมีทั้งพระเกศสั้นแบบบัวตูมและพระเกศยาว สำหรับองค์นี้เป็นแบบพระเกศตูม

ด้านหลังฐานสามชั้น ที่เห็นสีขาวเป็นคราบไขและปรอท

              ลักษณะเด่นในพระเครื่องหลวงพ่อเนียม วัดน้อย หากเป็นพระที่เก็บรักษามาเป็นอย่างดีจะยังมีผิวปรอทให้เห็นอยู่ทั่ว แต่หากผ่านการใช้ผิวปรอทจะกลับดำ เมื่อนำมาขีดกับกระดาษจะเกิดสีดำ ส่วนเนื้อพระจะออกสีเงินยวง ผิวพระโดยรวมเกิดการยุบตัวจากระยะเวลาที่ผ่านมานานกว่าร้อยปี มีคราบไขขาว

ด้านข้าง เห็นรอยเบ้าประกบ

ในองค์ที่สมบูรณ์เห็นเส้นสายรายละเอียดชัดเจน

              พระเครื่องของหลวงพ่อเนียม วัดน้อย เป็นพระที่ได้รับการยอมรับว่ามีพุทธคุณทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน และเมตตามหานิยม ผู้ที่มีโอกาสครอบครองจึงหวงแหน และเก็บรักษาเป็นอย่างดี ดังเช่นองค์ที่นำมาลงนี้เป็นสมบัติเก่าแก่ของคนรุ่นเหลนชาวอ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ที่ได้รับสืบทอดเป็นมรดกต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ได้กรุณานำมาให้ถ่ายภาพเผยแพร่ จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561

รูปหล่อลวงพ่อเงิน ๒


รูปหล่อหลวงพ่อเงิน
พิมพ์นิยม วัดบางคลาน


              พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร มีการสร้างหลายครั้งหลายวาระ แต่ละครั้งเนื้อโลหะจะมีความแตกต่างกันไป แม้จะมีเนื้อโลหะทองเหลืองเป็นวัสดุหลัก แต่บรรดาญาติโยมที่ศรัทธาเคารพในตัวหลวงพ่อเงินมีเป็นจำนวนมาก จึงนำของมีค่าทั้งทองคำ นาก เงิน เครื่องทองเหลืองจำพวกขันทัพพีตักบาตร เชี่ยนหมาก หรือสารพัดที่มีตามแต่ละฐานะครัวเรือน แต่ที่นิยมมากที่สุดคือทองคำและนาก โดยจะนำมาร่วมสร้างบุญด้วยการให้ช่างหล่อหลอมลงไปในเบ้า


              ดังนั้นเนื้อพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินจะมีความละม้ายกันเฉพาะการหล่อแต่ละครั้ง ที่ใช้คำว่าละม้ายก็เพราะยังต้องขยายความต่อไปว่า ในการหล่อแต่ละครั้ง เนื้อพระก็จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เนื่องจากอุณหภูมิความร้อนไม่สูงมากพอที่โลหะแต่ละชนิดจะหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมดอย่างแท้จริง  จึงพบว่าพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินบางองค์แก่ทองบางองค์แก่นาก เป็นต้น อย่างไรก็ดีแม้ว่าเนื้อพระจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็มีวิธีพิจารณาพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินได้ไม่ยากจนเกินไป

              การพิจารณาพระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน ให้คำนึงถึงสภาพโลหะที่มีอายุกว่า ๑๐๐ ปี แม้สภาพพื้นผิวจะมีความขรุขระอยู่บ้างแต่จะเรียบลื่นไม่สะดุดมือ ส่วนที่ถูกสัมผัสบ่อยจะมันฉ่ำ ตามซอกหรือตำแหน่งที่สัมผัสยากมักมีคราบดำและน้ำตาลเข้มเรียกว่าคราบเบ้า


              สำหรับพระที่ไม่ผ่านการใช้(องค์ในภาพ) และถูกเก็บไว้ในที่อับจะเกิดคราบสนิมเขียวขึ้น นานวันเกิดปรอทที่อยู่ในอากาศเกาะกินคราบต่าง ๆบนผิวพระ จึงเกิดประกายละอองของปรอท แต่หากนำพระออกมาไว้ภายนอกปรอทจะเปลี่ยนสภาพเป็นฝ้าขาวขุ่น เป็นภาวะที่เรียกว่า “ปรอทตาย” ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งในการพิจารณาธรรมชาติของพระเนื้อโลหะโบราณ

              เมื่อใช้แว่นขยายจะพบเนื้อโลหะหดตัวยับย่น มีทั้งเป็นเป็นริ้วถี่ และการหดตัวที่มีลักษณะเป็นตามุ้ง คือเป็นตารางตัดกันแบบไม่สม่ำเสมอ รวมถึงประกายส่าทองที่เหลือบอยู่ภายใน เหล่านี้คือคุณสมบัติของโลหะที่ได้อายุเป็นหลักในการพิจารณาพระแท้  และสามารถนำไปใช้ได้กับพระเนื้อโลหะที่มีอายุใกล้เคียงกัน

              “แต่หากจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินที่มีการกำหนดไว้เป็นหลักหลายล้านบาทต่อองค์ ก็ต้องพิจารณาพิมพ์ทรงควบคู่กันไป” อันนี้เป็นหลักการที่ปรมาจารย์ตรียัมปวาย ท่านให้ไว้นานแล้ว นั่นเอง.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............
*********

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร เกศแฉก


พระยืนประทานพร
เกศแฉก ฐานสามชั้น

              
              พระยืนประทานพรองค์ที่นำมาลงไว้นี้มีความพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนพระร่วงรางปืนพิมพ์อื่น ๆ ตอนบนเหนือเทริด(กระบังหน้า)มีเกศเป็นขนนก ๕ แฉก พระขนง(คิ้ว)กางเอียงแบบปีกกา พระพักตร์เล็ก ลำพระองค์ได้สัดส่วน พระหัตถ์ขวายกขึ้นทาบพระอุระ(อก)ดูคล้ายคว่ำฝ่าพระหัตถ์เป็นปื้นเฉียง ส่วนโคนพระหัตถ์มีเนื้อแยกขึ้นตรงคล้ายพระอังคุฐ(นิ้วโป้ง) เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ 

ด้านหน้าเกศแฉก พระพักตร์เล็ก ฐานสามชั้น
              
              พระพาหาซ้าย(แขนท่อนบน)ปล่อยลงเบียดข้างลำพระองค์เล็กน้อย ก่อนจะผายออกตั้งแต่พระกัประ (ข้อศอก)อกไปชนชายจีวรด้านข้าง พระหัตถ์เหยียดตรงลงไปตามแนวจีวร พระกฤษฎี(เอว)บาง ผายออกไปเป็นพระโสณี(สะโพก) ใต้พระนาภี(ท้อง,สะดือ)เป็นขอบสบงรัดประคด ปล่อยชายจีบสบงลงไปยังพระชงฆ์(แข้ง)ประทับยืนภายในซุ้มเรือนแก้วบนฐานสามชั้น โดยส่วนประกอบต่าง ๆเหมือนพระร่วงยืนทั่วไปทุกประการ จัดเป็นศิลปะลพบุรีที่สร้างโดยช่างท้องถิ่นโดยยึดรูปแบบจากศิลปะบายน

              ด้านหลังองค์พระเป็นร่องรางปืนเบี่ยงไปทางขวาเล็กน้อย รอยร่องเป็นแอ่งตื้น ขึ้นจากโคนไปสิ้นสุดบริเวณพระเกศด้านหน้า ภายในร่องปรากฏเส้นเสี้ยนของวัสดุที่กดทับเป็นรอยขวางและแนวเฉียง หากพิจารณาตรงส่วนโคนของรางปืนจะพบว่าเป็นแอ่งลึกลงไป แอ่งนี้เกิดจากการเซ็ตตัวของเนื้อโลหะที่ยุบตัวลงไปภายหลังการบรรจุกรุ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ใช้สำหรับการพิจารณา


ด้านหลังรางปืน โคนล่างเป็นแอ่งลึก มีเส้นเสี้ยนปรากฏตลอดแนวขึ้นไป

              สนิมชั้นนอกที่เห็นเป็นสีขาวขุ่น เกิดจากสนิมแป้งที่ผุดขึ้นผ่านชั้นสนิมไขมองเห็นรอยรานแตกระแหงขนาดต่าง ๆทั่วทั้งองค์พระ รอยรานมีทั้งวิ่งเป็นแนวตรงและแตกลายออกเป็นใยแมงมุม ปะปนด้วยรอยริ้วที่เกิดจากการหดตัวเนื้อพระ และเม็ดผดเป็นหย่อม ๆ ใต้สนิมไขลงไปเป็นสนิมแดงออกเป็นสีส้ม สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม และบางส่วนคล้ำจนเป็นสีเปลือกมังคุด         

รอยแตกรานและยุบย่นที่ปรากฏบนผิวองค์พระ
   
             พระร่วงยืนพิมพ์ทรงนี้ตลอดราว ๓๐ ปีเคยพบเพียง ๓ องค์ที่เหลือพบในเว็ปไซต์ จึงจัดว่าค่อนหายาก ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เท่าที่สอบถามเป็นมรดกตกมาอีกทอดหนึ่ง มีบางองค์ที่นำมาลงโชว์ไว้พร้อมระบุข้อความเป็นพระของตระกูลอย่างภาคภูมิใจ ความพิเศษของพระพิมพ์นี้อยู่ที่องค์พระและกรอบพิมพ์โดยรวมมีการออกแบบได้สัดส่วนอย่างลงตัว นอกจากเนื้อโลหะที่ผ่านกาลเวลาทำให้เกิดสนิมผุดพรายขึ้นปกคลุมองค์พระอย่างมีเสน่ห์แล้ว ยังเป็นพระร่วงรางปืนแบบพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร สุโขทัย


พระยืนประทานพร
กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุโขทัย
              พระร่วงสุโขทัย แตกกรุในปีพ.ศ.๒๔๙๓ ด้วยศิลปะการสร้างและสถานที่พบคือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ(ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดพระปรางค์) ยืนยันว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เมื่อนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๖๑) พระร่วงสุโขทัย จึงมีอายุการสร้างอยู่ในราว ๘๐๐ ปี


               พระร่วง มีพุทธลักษณ์เป็นศิลปะบายน เกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๒)ทรงเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนามหายาน-วัชรยานตันตระ เพื่อเอื้อให้พระองค์ดำรงภาวะ”ธรรมราชา”ในคติพุทธ และพิธีบรมราชาภิเษกเป็น“เทวราชา”ตามคติพราหมณ์ฮินดู กลายเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต พระพุทธรูปในรัชสมัยพระองค์จึงทรงอาภรณ์และเครื่องประดับตามคติความเชื่อที่ผสมผสานกัน ซึ่งพระร่วงก็เป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของการสร้างพระพุทธรูปในสมัยนี้

ด้านหลังในร่องรางปืนปรากฏรอยเสี้ยนของวัสดุที่กดลงไปในแบบพิมพ์

               พระร่วง หรือพระยืนปางประทานพร พระหัตถ์ขวายกทาบพระอุระเหยียดพระหัตถ์ปรากฏเป็นข้อนิ้วพระหัตถ์ชัดเจนทั้ง ๕ นิ้ว พระพาหาซ้าย(ไหล่-แขนท่อนบน)วางแนบลำพระองค์จนถึงพระกัประ(ศอก)แล้วค่อย ๆผายออกด้านข้างก่อนจะเหยียดพระหัตถ์ลงล่างเป็นแนวตรงรับกับชายจีวร องค์พระประดิษฐานภายในซุ้มเรือนแก้ว ตอนบนทรงเครื่องเทริด(กระบังหน้า) สวมมงกุฎทรงกรวย พระพักตร์ก้มต่ำทำให้ดูเหมือนพระเนตรเหลือบต่ำลง ริมพระโอษฐ์ทั้งสองด้านยุบตัว เรียกกันว่า”ยิ้มแบบบายน”ประดับกรองศอ(สร้อย)พระกฤษฎี(เอว)คอด ผายออกรับพระโสณี(สะโพก) ขอบสบงคาดรัดประคดใต้พระนาภี(สะดือ)กึ่งกลางมีประจำยามหนึ่งดวง รอยจีบหน้าสบงยาวลงไปถึงพระชงฆ์(หน้าแข้ง) จีวรแนบองค์พระปล่อยชายลงมาทั้งสองด้านยาวเหนือขอบล่างสบง

รอยร่องรานที่สนิมกินจากภายในองค์พระ
มักจะพบในพระที่วางอยู่ในตำแหนงโพรงหรือรูรั่วในกรุ
              เนื้อพระร่วงสร้างขึ้นจากดีบุกและตะกั่วเป็นหลักมีปรอทเป็นส่วนผสม เมื่อผ่านกาลเวลามานานกว่า ๘๐๐ ปี ทำให้เนื้อโดยรวมแปรสภาพเป็นสนิม เรียกว่า “สนิมแดง” ออกสีเหลืองน้ำตาลอ่อนเข้มทั่วองค์พระ เหนือสนิมแดงเป็นสนิมไข มีคราบสนิมแป้ง หากสนิมแป้งหลุดออกไปจะทำให้องค์พระเกิดความมันวาว และปรากฏรอยรานทั่วทั้งองค์พระ บางตำแหน่งหากรอยรานแตกจะเห็นสนิมภายในเนื้อองค์พระอย่างชัดเจน

              ธรรมชาติของพระร่วงสนิมแดง หากไม่ได้นำองค์พระไปกัดล้างด้วยน้ำยา วรรณะส่วนใหญ่จะแลดูกระดำกระด่าง ไม่เป็นสีเรียบเสมอทั้งองค์ หากพิจารณาย่างถ้วนถี่ก็จะรอยเปิดของผิวพระ ตั้งแต่ชั้นแรกที่เป็นเนื้อสนิมแดงซึ่งนอกจากจะมีรอยรานแล้วยังปรากฏรอยพรุนปลายเข็มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีรอยริ้ว รอยคลื่น รอยขีด รอยหยัก และเส้นเสี้ยน อันเกิดจากการหดตัวของเนื้อโลหะทั้งด้านหน้าและด้านหลังในร่องรางปืน เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการพิจารณาพระร่วงเนื้อตะกั่วสนิมแดง

              อย่างไรก็ดี พระร่วงรางปืน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุโขทัย เป็นพระที่ขึ้นจากกรุจำนวนน้อย และได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งของพระตระกูลยอดขุนพลเบญจภาคีเนื้อชิน ดังนั้นโอกาสที่จะพบเห็นทั่วไปนับเป็นเรื่องยากเต็มที แต่ก็มีพระเครื่องในตระกูลนี้อยู่อีกมากมายหลายกรุกระจายอยู่ทั่วประเทศ ก็ใช้บูชาแทนพระกรุหลักครอบคลุมพุทธคุณทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม ได้เช่นกัน ครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********


วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ซุ้มกอหล่อโบราณ


ซุ้มกอพิมพ์ใหญ่
เนื้อตะกั่วสนิมแดง


เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในบรรดาพระเครื่องตระกูลเบญจภาคี พระสมเด็จฯวัดระฆัง เป็นเนื้อปูนปั้น (Stucco) ส่วนพระซุ้มกอ นางพญา ผงสุพรรณ และพระรอด เป็นพระเนื้อดินผสมมวลสารศักดิ์สิทธิ์โดยเป็นการรับรู้กันอย่างกว้าง ๆ แต่แท้ที่จริงแล้วพระเครื่องในตระกูลนี้มีทั้งการสร้างด้วยเนื้อโลหะทองคำ เนื้อชินเงิน เนื้อชินตะกั่ว หรือแม้แต่เนื้อว่าน ซึ่งไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันมากนัก อาจเป็นเพราะมีพระเป็นจำนวนน้อยไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือไม่ได้รับการเผยแพร่เท่าที่ควรจึงทำให้อยู่ในความสนใจของคนทั่วไปน้อยกว่าที่ควรจะเป็น


สำหรับ พระเครื่ององค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ กรุวัดหนองพิกุล เนื้อชินตะกั่ว คือสร้างจากโลหะตะกั่วเป็นประธาน มีส่วนผสมของปรอทที่เป็นตัวนำให้เนื้อตะกั่วแล่นเข้าแม่พิมพ์ง่ายขึ้น จากการพิจารณาพบว่า ใช้แบบพิมพ์เดียวกับพระที่สร้างด้วยเนื้อดิน แต่เมื่อผ่านกาลเวลามานาน การหดตัวของเนื้อโลหะจะทำให้องค์พระมีขนาดย่อมลงกว่าพระเนื้อดินเล็กน้อย ขณะเดียวกันรายละเอียดเส้นสายที่เป็นกนกและองค์พระก็จะยิ่งรัดตัวชัดเจนมากขึ้น


การเทเนื้อโลหะไปยังแบบแม่พิมพ์นั้น เป็นการคว่ำให้ด้านหน้าองค์พระอยู่ด้านล่าง เมื่อเทจนเต็มพื้นด้านบนจะแลดูราบเรียบ ก่อนจะค่อย ๆยุบตัวเป็นแอ่ง เนื่องจากเนื้อโลหะภายในเซ็ทตัวมากขึ้น ลักษณะของด้านหลังแบบนี้ เราจะพบเห็นได้ในพระท่ากระดานซึ่งมีอายุใกล้เคียงกัน มีการยุบตัวเป็นแอ่งเช่นกัน


จากการสังเกตด้านข้างพบว่ามีการหดตัวของเนื้อโลหะเป็นสองชั้น จึงสันนิษฐานได้ว่าช่างผู้ทำการหล่อเทเนื้อโลหะที่ผ่านจุดหลอมละลายไปยังแม่พิมพ์สองครั้ง  ในครั้งแรกเป็นการเทลงไปครึ่งแบบแม่พิมพ์เพื่อให้เนื้อโลหะไหลไปยังส่วนหน้าขององค์พระให้เต็มก่อน จากนั้นจึงเทซ้ำอีกครั้งเพื่อเติมให้เนื้อโลหะเต็มแบบแม่พิมพ์  อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการหล่อจำนวนมากในแต่ครั้งละ โดยวางแม่พิมพ์เรียงติดต่อกันแล้วเทลงไปประมาณครึ่งแบบแม่พิมพ์จนครบทุกองค์ จากนั้นจึงเวียนมาเทซ้ำอีกครั้งให้เต็มนั่นเอง


สำหรับสภาพพื้นผิวของพระซุ้มกอ เนื้อชินตะกั่วนี้ เมื่อผ่านเวลามานานหลายร้อยปี เนื้อโลหะจะทำปฏิกิริยากับสภาพความอบอ้าวและความชื้นภายในกรุเจดีย์ จนปรอทที่เกาะกุมผิวพระเปลี่ยนสภาพเป็นดำคล้ำ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นสนิมแดง จากนั้นสารภายในองค์พระได้ขับตัวออกมาจนเกิดเป็นสนิมไขหุ้มสนิมแดงอีกชั้นหนึ่ง ในพระบางองค์หากอยู่ในอุณหภูมิที่ร้อนและชื้นสูง จะมีการขับสารออกมาคลุมเนื้อพระอีกชั้นหนึ่งเรียกว่าสนิมแป้ง ซึ่งสนิมต่าง ๆในแต่ละชั้น เป็นเสมือนปราการป้องกันองค์พระไปในตัว

พระซุ้มกอ เนื้อตะกั่วสนิมแดง แม้จะมีมูลค่าการแลกเปลี่ยนไม่สูงมาก เนื่องจากเกิดความนิยมในพระเนื้อดินมากกว่า แต่เป็นพระเครื่องที่ทรงคุณค่าอันเปี่ยมล้น เพราะสร้างเป็นจำนวนน้อย อีกทั้งกระบวนการสร้างโดยฤาษี ปลุกเสกจากมหาเถระผู้ทรงอภิญญา โดยพระยาลิไททรงเป็นองค์อุปถัมภ์ จึงไม่ต้องอธิบายถึงพลังพุทธคุณ หากมีโอกาสพบพิจารณาให้มั่นใจก่อน  เพราะของปลอมก็มีแพร่ระบาดมานานแล้วนั่นเอง.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********