โพสต์แนะนำ

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระนางพญา ๔


พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง
กรุวัดนางพญา เมืองพิษณุโลก


              โดยปกติพระนางพญา พิษณุโลก แต่ละพิมพ์ทรงจะมีพิมพ์แยกย่อยออกไปอีก ทั้งขนาดองค์พระ และกรอบพิมพ์ก็อาจใหญ่เล็กแตกต่างกันบ้าง อยู่ที่การถ่ายแบบพิมพ์ การตัดกรอบ และความร้อนระหว่างการเผา ดังนั้นทั้งขนาด และสีของเนื้อพระจึงมีความหลากหลายอยู่ในตัวเอง

              พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง องค์นี้มีขนาดฐานกว้าง ๒.๐ ซ.ม.สูงจากฐานถึงยอดสามเหลี่ยม ๓.๐ ซ.ม. พระพักตร์กลมมน เหนือพระนลาฏ(หน้าผาก) เป็นแนวเส้นกระจังครอบจากบนต่อเนื่องลงไปเป็นพระกรรณ(หู)ทั้งสองข้าง เหนือแนวเส้นเป็นยอดพระเกศแบบเกศบัวตูมปลายแหลมจรดขอบสามเหลี่ยมบน


              พระกรรณซ้ายยาวลงมาจรดขอบสังฆาฏิเหนือพระอังสา(ไหล่)ซ้าย ด้านในเป็นเส้นพระศอลงมาจรดขอบริ้วจีวรบน พระกรรณขวา ยาวลงมาเหนือพระอังสาขวา ด้านในมีเส้นพระศอยาวลงมาจรดพระอังสาขวา สังฆาฏิพาดเฉียงลงมาจรดพระนาภี(ท้อง) ชายจีวรบนพาดเฉียงไปใต้พระกัจฉะ(รักแร้)ขวา

              พระพาหา(แขนท่อนบน)ขวาวางตรงลงมา ข้อพระกร(มือ)พาดเลยพระชานุ(เข่า)ขวาลงไป เป็นที่มาของชื่อพิมพ์ว่า “พิมพ์เข่าตรงมือตกข่า) พระพาหาซ้ายวางลงมา ข้อพระกัประ(ศอก)โค้ง วงพระกร(แขนท่อนล่าง)วางโค้งตกท้องช้าง ปลายเลยไปด้านข้างพระนาภีขวา พระเพลา(ตัก)เป็นเส้นพระชงฆ์(แข้ง)วางขนานเส้นตรง


              พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง องค์นี้วรรณะออกสีดำคราบกรุสีแดงอิฐ เข้าใจว่ามวลสารมงคลที่นำมาสร้างมีส่วนผสมว่านเป็นตัวนำ เนื้อพระจึงหดเหี่ยวเป็นริ้วย่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง นอกจากนั้นยังเป็นพระเครื่องโบราณที่ได้รับการเก็บรักษามาเป็นอย่างดี องค์พระจึงอยู่สภาพเดิม และยังปรากฏละอองปรอทภายในกรุเกาะกุมให้เห็นอยู่ทั่วไป.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระนางพญา ๓


พระนางพญา พิมพ์เทวดา
กรุวัดนางพญา พิษณุโลก


              พระนางพญา พิมพ์ทรงเทวดา มีขนาดฐานกว้างประมาณ ๑.๕ ซ.ม. สูงจากฐานถึงยอดสามเหลี่ยมประมาณ ๒.๕ ซ.ม.พุทธปฏิมาคล้ายกับพิมพ์ทรงสังฆาฏิ แต่แตกต่างอย่างชัดเจนบริเวณส่วนบนที่พระพักตร์เต็มนูนคล้ายหยดน้ำ พระนลาฏ(หน้าผาก)กว้าง พระหนุ(คาง)แหลมลงไปยังพระศอ(คอ) พระเกศเป็นกระจัง พระกรรณ(หู)ซ้ายยาวลงมาจรดขอบจีวรที่อังสา(บ่า)เป็นเส้นเดียว พระกรรณขวายาวลงมาจรดพระอังสา(ขวา) พระเกศเป็นแบบเกศบัวตูม


              พระอังสาสองด้านสง่าผ่าเผย พระพาหา(แขนท่อนบน)ซ้ายโค้งเล็กน้อยลงมา ก่อนจะหักเข้าเป็นเส้นโค้งใต้พระนาภี(ท้อง) ใต้พระกัประ(ข้อศอก)ปรากฏเส้นชายจีวรพาดเฉียงออกไปชนพระชานุ(เข่า)ซ้าย  พระพาหาขวาวางผายออก ปลายพระกรวางลงบนพระชานุ(เข่า)ขวา ข้อพระกรเอียงเข้าด้านใน


              พระนางพญา พิมพ์ทรงเทวดาองค์นี้ เป็นแบบเนื้อเขียวคราบสีแดงอิฐ เหนือคราบปรากฏราดำทั่วทั้งองค์ เป็นพระเครื่องขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมอีกพิมพ์ทรงหนึ่ง.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............
*********

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระนางพญา ๒


พระนางพญา สังฆาฏิ
กรุวัดนางพญา พิษณุโลก



              พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ มีขนาดฐานกว้างประมาณ ๑.๘ ซ.ม.สูงจากฐานถึงยอดสามเหลี่ยมประมาณ ๒.๔ ซ.ม. องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย พระพักตร์คล้ายสามเหลี่ยมมุมตัด พระนลาฏ(หน้าผาก)ยุบ พระเศียรคล้ายกระจัง  พระเกศโคนเล็กขึ้นเป็นเปลวคล้ายดอกบัวตูมปลายยาวจรดขอบบน พระปราง(แก้ม)ทั้งสองข้างตอบ พระกรรณทั้งสองข้างขนานเป็นแนวยาวลงมาข้างพระปราง



              ปลายพระกรรณ(หู)ทั้งสองด้านแยกออกเป็นสามเหลี่ยม รับกับพระอังสา(บ่า)ทั้งสองข้างอย่างสง่าพระกรรณซ้ายโค้งเข้า ปลายด้านในวิ่งเป็นแนวยาวต่อเนื่องไปกับขอบจีวรเหนือพระอุระพาดเฉียงขวาลงไปใต้พระกัจฉะ (รักแร้) ปลายด้านนอกแตกออกชนกับพระอังสา(บ่า)ซ้าย สังฆาฏิพาดเฉียงจากพระอังสาซ้ายลงไปเหนือพระนาภี (ท้อง,สะดือ) พระกรขวาวางเหนือพระชานุ(เข่า)ในลักษณะผายออก วงพระกรซ้ายวางโค้งคล้ายประคองพระนาภี พระเพลาแบบขัดสมาธิกว้าง ด้านหลังปาดเรียบปรากฏรอยนิ้วมือกดพิมพ์


              พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ องค์นี้ออกสีดอกพิกุลแห้ง ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๑๒ สีของพระนางพญา ผิวปรากฏคราบราดำทั่วทั้งองค์ คล้ายพระผงสุพรรณ และพระซุ้มกอ จัดเป็นพระเครื่องกรุหลักที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด และเป็นที่นิยมมากอีกพิมพ์ทรงหนึ่ง.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............


*********




พระนางพญา ๑


นางพญาอกนูนเล็ก
กรุวัดนางพญา พิษณุโลก


พระนางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก 

ด้านหลังพิมพ์อกนูนเล็ก สีมะขามเปียก สีแดง และสีเหลือง

              พระนางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ ๑.๕ ซ.ม.สูงประมาณ ๒.๕ ซ.ม. พุทธปฏิมาประทับนั่งปางมารวิชัย พระพักตร์กลมเรียว พระเกศขึ้นตรงไปจรดขอบมุมสามเหลี่ยมด้านบน พระกรรณแนบพระปรางค์ ด้านซ้ายยาวจรดพระอังสา พระอุระนูนเด่นเป็นสัญลักษณ์ของพิมพ์ทรง เป็นพระขนาดเล็ก ที่ได้รับความนิยมในหมู่สุภาพสตรี 


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯวัดพลับ


พระสมเด็จวัดพลับ
สมเด็จพระสังฆราช(สุก ไก่เถื่อน)


             พระเครื่องที่พบในพระเจดีย์เก่ากรุกระรอกเผือกที่วัดราชสิทธารามฯ(วัดพลับ) ฝั่งธนบุรี  มีอยู่ด้วยกันหลายแบบพิมพ์ทรง อาทิ พิมพ์วันทาเสมา(พิมพ์ถือบัว) พิมพ์ตุ๊กตาใหญ่-เล็ก พิมพ์พุงป่องใหญ่-เล็กพิมพ์สมาธิใหญ่-เล็ก พิมพ์สมาธิเข่ากว้าง พิมพ์ปิดตา  และพิมพ์อื่น ๆ สร้างจากเนื้อปูนปั้น แกะแบบพิมพ์ขึ้นอย่างง่าย ๆ แต่ทรงคุณค่าทางภูมิปัญญา และความศรัทธาต่อมหาชนมาช้านาน

พระสมเด็จวัดพลับ พิมพ์ตุ๊กตาใหญ่ ด้านหน้า
             การสร้างพระสมเด็จวัดพลับ เป็นการแกะแม่พิมพ์แบบนูนต่ำเฉพาะส่วนขององค์พระ เมื่อจะทำการกดพิมพ์ ช่างจะนำเนื้อผงที่ผสมกันอย่างได้สัดส่วนแล้วมาปั้นแล้วกดลงไปในแบบพิมพ์ จากนั้นจึงกดแต่งด้านนอกให้เป็นหลังอูมหรือหลังนูน แล้วจึงเคาะออกจากแบบพิมพ์ ดังนั้นพระแต่ละองค์แม้จะเป็นพิมพ์เดียวกัน จึงอาจมีขนาดไม่เท่ากัน เพราะช่างแต่ละคนใช้ปริมาณของก้อนผงไม่เท่ากัน

ด้านหลัง พิมพ์ตุ๊กตาใหญ่
              นอกจากนั้น ความแน่นของเนื้อก็แตกต่างกันจากน้ำหนักการกดพิมพ์ของช่างแต่ละคน เมื่อพระผ่านการตากจนแห้งแล้วนำไปบรรจุกรุ ความแน่นของเนื้อจะมีส่วนสำคัญต่อการคงสภาพขององค์พระ จึงเห็นได้ว่าในบางองค์ด้านข้างองค์พระปริ บางองค์ปริมากจนแตกก็มี ส่วนบางองค์การกดพิมพ์ให้น้ำหนักพอดีและกดแต่งด้านหลังอย่างพิถีพิถัน พระในกลุ่มนี้จึงมีความสวยงาม พิมพ์ติดชัดเจน และเนื้อองค์แน่นไม่ปริแตกง่าย ทั้งนี้ทุกขั้นตอนตั้งแต่การผสมมวลสาร การกดแบบพิมพ์ และนำไปบรรจุกรุ จึงล้วนมีส่วนสำคัญที่มีผลต่อองค์พระทั้งสิ้น

ด้านหน้า พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก
              พระสมเด็จวัดพลับ ผ่านการบรรจุภายในเจดีย์ที่ผ่านร้อนผ่านเย็นมาเป็นเวลานาน จึงเกิดคราบน้ำตามรูรั่วและรอยร้าวของพระเจดีย์ รวมถึงคราบฝุ่นละอองที่มีอุณหภูมิภายในเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา กลายเป็นคราบกรุที่นำมาศึกษากัน คราบกรุที่ปรากฏขึ้นบนผิวองค์พระ ในองค์ที่ไม่ผ่านการใช้บูชา เนื้อพระออกขาวอมเหลือง  คราบกรุเป็นสีน้ำตาลอ่อนเข้มและแห้งผาก เหนือคราบน้ำตาลปรากฏคราบฝ้ากระจายเคลือบเป็นหย่อม ๆ คราบฝ้านี้แท้ที่จริงก็คือคราบปรอทตายนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีการงอกของเนื้อ และคราบฟองเต้าหู้ที่เกิดขึ้นจากการระเหิดของน้ำประสานภายใน และแห้งฝ่อเมื่อปะทะกับความร้อนอบอ้าวภายในกรุ
ด้านหลัง พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก
              สมเด็จวัดพลับที่นำมาลงนี้ มีอยู่ด้วยการ ๒ พิมพ์คือพิมพ์ตุ๊กตาใหญ่ และพิมพ์ตุ๊กตาเล็ก อย่างละ ๓ องค์ เพื่อให้ได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงขนาดและพิมพ์ทรง ที่มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นงานทำด้วยมือ ส่วนที่มีความเหมือนกันนั้นก็คือธรรมชาติของผิวองค์พระที่ได้รับการบรรจุไว้ภายในกรุนั่นเอง

เปรียบเทียบขนาดความแตกต่างระหว่างพิมพ์ตุ๊กตาใหญ่และตุ๊กตาเล็ก
              ในพระสมเด็จวัดพลับ องค์ที่ผ่านการใช้บูชา โดยเฉพาะในอดีตนิยมนำมาถูเหงื่อไคล พื้นที่ส่วนที่สูงจึงเกิดความมันเลื่อม เผยให้เห็นรอยแตกระแหงซึ่งกลายเป็นลายธรรมชาติขององค์พระ แต่ส่วนพื้นที่ต่ำจะยังคงมีธรรมชาติดั้งเดิมเหลืออยู่ ปัจจุบันนิยมเลือกสะสมกันในสภาพเดิม เพราะง่ายต่อการพิจารณา ลองศึกษาเปรียบเทียบกันดูครับ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ ๒๔


สมเด็จอะระหัง
พิมพ์สังฆาฏิ



             พระสมเด็จอะระหัง เป็นพระเนื้อปูนปั้นพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟักสร้างโดยสมเด็จพระอริยวงษญาณ(สุก ญาณสังวร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระอริยสงฆ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงกำชับให้พระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าหลานยาเธอทุกพระองค์ต้องไปร่ำเรียนพุทธศาสตร์กับพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนวิปัสสนาธุระกับธุดงควัตรให้เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) และเชื่อกันว่าพระเครื่องพิมพ์สมเด็จอะระหัง เป็นต้นแบบที่เจ้าประคุณสมเด็จฯโต นำมาพัฒนาต่อจนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางคือพระสมเด็จฯวัดระฆัง พระสมเด็จฯบางขุนพรหม และพระสมเด็จฯเกศไชโย



              พระสมเด็จฯอะระหัง พิมพ์สังฆาฏิ ที่นำมาลงไว้นี้เป็นหนึ่งในหลายพิมพ์ที่สมเด็จพระสังฆราชสุกได้สร้างไว้หลังจากเสด็จจากวัดราชสิทธารามฯมาประทับยังวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ สำหรับรูปแบบพิมพ์ทรง องค์พระประทับนั่งปางสมาธิภายในซุ้มครอบแก้ว พระพัตร์กลมคล้ายผลสมอ พระเกศส่วนโคนคอด ส่วนกลางหนา ปล่อยปลายขึ้นไปชนกับขอบซุ้ม พระกรรณห่างจากพระพักตร์ ด้านขวาองค์พระสูงกว่าด้านซ้าย กลางพระองค์ปรากฏสังฆาฏิพาดเฉียงลงไปยังพระนาภี ฐานทั้ง ๓ ชั้นเรียงตามยาวลดหลั่นกันไป ฐานบนคล้ายหมอนปลายโค้งขึ้นรับกับพระชานุ(เข่า) ฐานกลางเป็นเส้นบางที่สุด ฐานชั้นล่างยาวหนาปลายทั้งสองด้านปาดเฉียงลง เส้นซุ้มจากเส้นฐานและโดยรวมมีขนาดเล็ก ภายนอกเป็นเส้นบังคับพิมพ์สี่เหลี่ยมผืนผ้า การตัดขอบด้านข้างห่างจากเส้นบังคับพิมพ์เล็กน้อย ด้านหลังปรากฏรอยจารอักขระขอม “อะระหัง” อันเป็นสัญลักษณ์ของพิมพ์ทรง


              เนื้อหาโดยรวมออกสีขาวหม่นไปทางเหลือง ผิวด้านบนทาด้วยรักน้ำเกลี้ยงแต่หลุดร่อนออกไปเหลือเพียงบางส่วน เนื้อออกหนึกนุ่มซึ้งตาจากการคลายตัวของน้ำประสานภายใน พื้นผิวภายนอกเห็นเป็นมวลสารสีน้ำตาล สีแดง และสีดำ กระจายอยู่ทั่วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บางส่วนคล้ายก้อนเนื้อผงสีขาวฝังตัวอยู่ มีเศษซากออแกนิคฝังอยู่ในโพรงขนาดเล็ก ตามเป็นธรรมชาติของพระเนื้อผงที่ผ่านกาลเวลามานานร่วม ๒๐๐ ปี

              สมเด็จฯอะระหัง ของสมเด็จพระสังฆราชสุก จึงเป็นพระเครื่องอีกองค์หนึ่งที่มีผู้ปรารถนาจะครอบครอง ด้วยเหตุผลที่สร้างโดยประมุขสูงสุดแห่งพุทธจักร ทรงเป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นพระอาจารย์ของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑-๔  และยังทรงเป็นพระอาจารย์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............


*********










วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๒๓


สมเด็จฯวัดระฆัง
พิมพ์ใหญ่ กรอบกระจก


              พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ กรอบกระจก เป็นพระที่ตัดด้านข้างทั้ง ๔ ด้านเกินเส้นบังคับพิมพ์ ทำให้องค์พระ เส้นซุ้ม และกรอบบังคับพิมพ์ ลอยเด่นอย่างเป็นอิสระ จึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบพิมพ์อื่นที่ตัดชิดเส้นบังคับพิมพ์ มีขนาดความกว้าง ๒.๖ ซ.ม.สูง ๓.๘ ซ.ม.


              เอกลักษณ์ของพระสมเด็จฯพิมพ์นี้ อยู่ที่เส้นบังคับพิมพ์ค่อนข้างหนา ด้านขวาองค์พระเป็นเส้นคู่วิ่งลงมาจากขอบบน เส้นในชนเส้นซุ้มบริเวณฐานที่ ๒ เส้นนอกวิ่งเลยลงมาชนกับกรอบล่าง ส่วนเส้นบังคับด้านซ้ายวิ่งลงมาจากด้านบนแล้วเบียดเข้ากับเส้นซุ้มบริเวณฐานชั้นที่ ๒ เส้นซุ้มครอบแก้วส่วนบนทั้งสองด้านค่อนข้างได้สัดส่วน พื้นในกรอบผนังด้านนอกสูงกว่าผนังภายในเส้นซุ้ม สำหรับด้านหลังของพระองค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นหลังกระดาน เกิดจากการปาดจากด้านซ้ายไปขวา ขอบกระดานหรือวัสดุที่ใช้ปาดไม่ราบเรียบเสมอกัน จึงทำให้เกิดร่องเป็นระยะ



              ส่วนสภาพผิวเนื้อขององค์พระ ส่วนนอกสุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีการลงรักน้ำเกลี้ยงมาแต่เดิม เนื้อพระด้านหน้าแตกร่องระแหง เกิดจากขั้นตอนการตากสภาพอากาศร้อนกว่าปกติจึงดูดซับความชื้นได้ค่อนข้างมาก เมื่อนำมาลงรัก ผ่านกาลเวลาผิวรักหลุดร่อนออกไป เหลือติดค้างอยู่ภายในร่องจึงเห็นรอยรานอย่างชัดเจน ส่วนด้านหลังไม่ได้รับผลกระทบจากไอแดด เนื้อพระจึงไม่มีรอยแต่อย่างใด มีเพียงรอยรั้งด้านข้างองค์พระบางส่วน ซึ่งเกิดขึ้นจากการยุบตัวของเนื้อพระนั่นเอง

              พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่กรอบกระจก จัดเป็นพระที่สวยงามได้สัดส่วน ปัจจุบันพบเห็นการทำเลียนแบบค่อนข้างมาก แต่มีความแตกต่างจากของเดิม เนื่องจากความหนึกนุ่ม รอยพรุนปลายเข็ม และธรรมชาติของพระเนื้อผงที่มีอายุเกินศตวรรษยังทำได้ไม่เหมือน อย่างไรก็ดี ในพระสมเด็จฯพิมพ์นี้ บางองค์ตัดชิดกรอบบังคับพิมพ์ก็มีครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

พระสมเด็จฯ๒๒

พระสมเด็จฯวัดระฆัง
พิมพ์ฐานแซม


              พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) สร้างขึ้นจากเนื้อผงวิเศษ ๕ ประการมีปูนเป็นเนื้อประธาน มีอยู่หลายพิมพ์ทรง ที่นำมาลงไว้นี้เป็นพิมพ์ทรงมาตรฐาน สมัยก่อนนิยมเรียกกันว่า “อกร่อง หูยาน ซานแซม” เป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์พิมพ์อย่างลงตัว


              สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซมองค์นี้ เนื้อออกสีเหลืองน้ำตาล ด้านหน้าแตกรานละเอียดแบบไข่นกปรอด ผิวมีน้ำตั่งอิ้วคลายตัวขึ้นมาฉาบทั้งองค์ทำให้แลดูเหมือนแผ่นฟิล์มบาง ๆตำหนิธรรมชาติมีหลุม แอ่ง และรอยรากผักชี ที่เห็นชัดบริเวณข้างพระกรรณขวา ด้านข้างตัดชิดกรอบพิมพ์ ด้านหลังเรียบพื้นไม่แตก มีเพียงรอยรั้งของเนื้อด้านข้างเล็กน้อย 


              หากใช้แว่นขยายส่องจะพบธรรมชาติความพระสมเด็จฯอยู่ทุกส่วน โดยเฉพาะรอยพรุนปลายเข็มอันเกิดจากยุบตัวหดตัวของเนื้อพระ จะต้องมีในพระสมเด็จฯทุกองค์ นอกจากนั้นทั้งความหนึกนุ่ม และร่อยรอยที่ผ่านกาลเวลาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............


*********

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร ภาคใต้



พระยืนประทานพร
กรุวัดนางตรา นครศรีธรรมราช

พระยืนประทานพร ศิลปะบายน
เป็นพระพิมพ์ลึกรายละเอียดติดชัดเจนทุกส่วน
              
             พระยืนปางประทานพร เนื้อตะกั่วสนิมแดง ศิลปะเขมรแบบบายน พบที่กรุวัดนางตรา จ.นครศรีธรรมราช ลักษณะเด่นของพระเครื่องในศิลปะนี้ พระพักตร์ก้ม พระเนตรดุดัน พระโอษฐ์หนา แสยะยิ้ม พระวรกายบึกบึนเข้มแข็ง แสดงถึงความเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ และมีพลังอำนาจน่าเกรงขาม

ด้านหลัง เป็นแบบหลังร่อง หรือหลังรางปืน

              ในประเทศไทย พระยืนปางประทานพร ที่พบโดยมากเป็นศิลปะแบบลพบุรี โดยพัฒนามาจากศิลปะแบบบายน ผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม จึงได้ความนุ่มนวลแทนความดุดันแข็งกระด้าง โดยพระพักตร์และดวงเนตรจะแสดงความอ่อนหวาน พระโอษฐ์ปรากฏรอยพระสรวลเล็กน้อย แสดงถึงความมีเมตตา พระวรกายสมส่วนไม่บึกบึน แสดงถึงความเป็นธรรมราชาของพระมหากษัตริย์ที่ใช้หลักเมตตาธรรมปกครองแผ่นดิน.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********

พระซุ้มกอปรกโพธิ์


ซุ้มกอปรกโพธิ์
กรุวัดซุ้มกอ กำแพงเพชร


             ในบรรดาพระเครื่องตระกูลกำแพงเพชร ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็น “พระซุ้มกอ”พระพิมพ์ปางสมาธิขอบซุ้มกนก เป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมหนึ่งในพระชุดเบญจภาคี แต่ในจำนวนพระที่ขึ้นจากกรุในจำนวนราว ๕๐ กรุทั้งฝั่งในและนอกทุ่งเศรษฐีนั้น มีพระพิมพ์หนึ่งที่เรียกว่า “พระซุ้มกอพิมพ์ปรกโพธิ์”รวมอยู่ด้วย


              พระซุ้มกอพิมพ์ปรกโพธิ์ ตามคำบอกล่าของคนในอดีตยืนยันว่าขึ้นจากกรุวัดซุ้มกอ ฝั่งทุ่งเศรษฐี รูปทรงสัณฐานเป็นแบบเล็บมือ กว้าง ๒.๒ ซ.ม.สูงจากฐานถึงยอดบน ๓.๔ ซ.ม.องค์พระขนาดหน้าตัก ๒ ซ.ม.สูงจากฐานถึงยอดพระเกศ ๒.๕ ซ.ม.ประทับนั่งปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ พระพักตร์กลมนูนแบบอนุราชปุระ พระเกศตรงชนรัศมี ลำพระองค์อวบตัน ซอกพระพาหา(แขน)ลึกทั้งสองด้าน หัตถ์ทั้งสองข้างประสานบนพระเพลา(ตัก) ประทับนั่งบนฐานบัว ๕ กลีบ ภายในซุ้มเรือนแก้ว นอกซุ้มเรือนแก้วเป็นกิ่งก้านและใบโพธิ์เรียงสองชั้นอยู่โดยรอบส่วนบน ด้านหลังเป็นแบบหลังนูน

              พระซุ้มกอพิมพ์นี้ เป็นพระที่สร้างขึ้นจากเนื้อดินผสมมวลสารนานาชนิดอันเป็นมงคล ปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่แม้จะเป็นพระเนื้อดินแต่ก็มีการคลายตัวของส่วนผสมภายในองค์พระ ดุจเดียวกับพระสมเด็จฯที่บรรจุไว้ในกรุพระเจดีย์ จึงเชื่อได้ว่าพระซุ้มกอพิมพ์ปรกโพธิ์นี้มีส่วนผสมที่เป็นน้ำประสาน(Linseed)เพื่อให้เนื้อหามวลสารต่าง ๆเข้ากันเป็นเนื้อเดียว เมื่อผ่านเวลามานานจึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมี


              องค์พระที่นำไปประดิษฐานภายในกรุต่าง ๆ ผ่านความร้อน อบอ้าว เย็น และชื้นตามสภาพอากาศ มีผลให้น้ำประสานที่อยู่ภายในไหลออกมาอาบภายนอกองค์พระจนทั่ว ในบางตำแหน่งจะพบรอยรูขนาดเล็กที่เป็นเส้นทางของการหลั่งสารภายใน และเกิดราดำราขาวเข้าเกาะกุมผิวอีกชั้นหนึ่ง ผสมผสานกับฝุ่นละอองเศษอิฐเศษดินกลายเป็นคราบกรุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าหลายร้อยปี

              ลักษณะเนื้อพระตามที่นำมากล่าวนี้ อาจพบได้ในพระแบบพิมพ์อื่นที่อยู่ตระกูลกำแพงเพชร หากมีโอกาสพบก็ควรอนุรักษ์ไว้ แม้จะไม่ได้รับความนิยมจากกระแส แต่ก็เป็นพระเครื่องโบราณที่ผ่านกระบวนการสร้างและพุทธาภิเษกอย่างเข้มขลัง ทั้งพุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระพิมพ์นิยมทุกประการ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

พระยืนประทานพร เกศแฉก


พระยืนประทานพร
เกศแฉก ฐานสามชั้น

              
              พระยืนประทานพรองค์ที่นำมาลงไว้นี้มีความพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนพระร่วงรางปืนพิมพ์อื่น ๆ ตอนบนเหนือเทริด(กระบังหน้า)มีเกศเป็นขนนก ๕ แฉก พระขนง(คิ้ว)กางเอียงแบบปีกกา พระพักตร์เล็ก ลำพระองค์ได้สัดส่วน พระหัตถ์ขวายกขึ้นทาบพระอุระ(อก)ดูคล้ายคว่ำฝ่าพระหัตถ์เป็นปื้นเฉียง ส่วนโคนพระหัตถ์มีเนื้อแยกขึ้นตรงคล้ายพระอังคุฐ(นิ้วโป้ง) เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ 

ด้านหน้าเกศแฉก พระพักตร์เล็ก ฐานสามชั้น
              
              พระพาหาซ้าย(แขนท่อนบน)ปล่อยลงเบียดข้างลำพระองค์เล็กน้อย ก่อนจะผายออกตั้งแต่พระกัประ (ข้อศอก)อกไปชนชายจีวรด้านข้าง พระหัตถ์เหยียดตรงลงไปตามแนวจีวร พระกฤษฎี(เอว)บาง ผายออกไปเป็นพระโสณี(สะโพก) ใต้พระนาภี(ท้อง,สะดือ)เป็นขอบสบงรัดประคด ปล่อยชายจีบสบงลงไปยังพระชงฆ์(แข้ง)ประทับยืนภายในซุ้มเรือนแก้วบนฐานสามชั้น โดยส่วนประกอบต่าง ๆเหมือนพระร่วงยืนทั่วไปทุกประการ จัดเป็นศิลปะลพบุรีที่สร้างโดยช่างท้องถิ่นโดยยึดรูปแบบจากศิลปะบายน

              ด้านหลังองค์พระเป็นร่องรางปืนเบี่ยงไปทางขวาเล็กน้อย รอยร่องเป็นแอ่งตื้น ขึ้นจากโคนไปสิ้นสุดบริเวณพระเกศด้านหน้า ภายในร่องปรากฏเส้นเสี้ยนของวัสดุที่กดทับเป็นรอยขวางและแนวเฉียง หากพิจารณาตรงส่วนโคนของรางปืนจะพบว่าเป็นแอ่งลึกลงไป แอ่งนี้เกิดจากการเซ็ตตัวของเนื้อโลหะที่ยุบตัวลงไปภายหลังการบรรจุกรุ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ใช้สำหรับการพิจารณา


ด้านหลังรางปืน โคนล่างเป็นแอ่งลึก มีเส้นเสี้ยนปรากฏตลอดแนวขึ้นไป

              สนิมชั้นนอกที่เห็นเป็นสีขาวขุ่น เกิดจากสนิมแป้งที่ผุดขึ้นผ่านชั้นสนิมไขมองเห็นรอยรานแตกระแหงขนาดต่าง ๆทั่วทั้งองค์พระ รอยรานมีทั้งวิ่งเป็นแนวตรงและแตกลายออกเป็นใยแมงมุม ปะปนด้วยรอยริ้วที่เกิดจากการหดตัวเนื้อพระ และเม็ดผดเป็นหย่อม ๆ ใต้สนิมไขลงไปเป็นสนิมแดงออกเป็นสีส้ม สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม และบางส่วนคล้ำจนเป็นสีเปลือกมังคุด         

รอยแตกรานและยุบย่นที่ปรากฏบนผิวองค์พระ
   
             พระร่วงยืนพิมพ์ทรงนี้ตลอดราว ๓๐ ปีเคยพบเพียง ๓ องค์ที่เหลือพบในเว็ปไซต์ จึงจัดว่าค่อนหายาก ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เท่าที่สอบถามเป็นมรดกตกมาอีกทอดหนึ่ง มีบางองค์ที่นำมาลงโชว์ไว้พร้อมระบุข้อความเป็นพระของตระกูลอย่างภาคภูมิใจ ความพิเศษของพระพิมพ์นี้อยู่ที่องค์พระและกรอบพิมพ์โดยรวมมีการออกแบบได้สัดส่วนอย่างลงตัว นอกจากเนื้อโลหะที่ผ่านกาลเวลาทำให้เกิดสนิมผุดพรายขึ้นปกคลุมองค์พระอย่างมีเสน่ห์แล้ว ยังเป็นพระร่วงรางปืนแบบพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********