โพสต์แนะนำ

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทุ่งโบราณสองพี่น้อง (๑)


ท่าจีน-จรเข้สามพัน
วิญญู บุญยงค์

ทุ่งโบราณสองพี่น้องในอดีต บริเวณวัดสองพี่น้อง
ภาพถ่ายเก่าจากศาลาการปรียญวัดสองพี่น้อง
    
         สองพี่น้อง เป็นชื่อของแหล่งย่านนามบางและผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแอ่งกระทะโบราณ อันเกิดจากอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกที่ยุบตัวลงมานาน จนกลายเป็นแอ่งพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่รองรับมวลน้ำมหาศาลที่ไหลบ่ามาแต่ละปี

ในราว ๒,๐๐๐ ปี ขณะที่ทะเลได้ถอยร่นลงไปในระดับใกล้เคียงกับขอบอ่าวไทยในปัจจุบัน  ประกอบกับอาจเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวหรือการยุบตัวของเปลือกโลก ส่งผลให้ป่าโบราณกลายเป็นแอ่งกระทะหรือทะเลสาบขนาดใหญ่กักเก็บน้ำที่ไหลมาจากทางตอนบนของประเทศตามเส้นทางของแม่น้ำท่าจีน และยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหลักที่ไหลมาจากแม่น้ำแม่กลองโดยมีต้นทางจากเขตภูเขาแถบตะวันตกทั้งจากประเทศเมียนมาร์และพื้นที่ภูเขาในจังหวัดกาญจนบุรี ทุ่งโบราณสองพี่น้องจึงดำรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง จนเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรน้ำและแร่ธาตุที่ถูกพัดพามากับสายน้ำ กลายเป็นแหล่งพืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนมายาวนาน

ทะเลข้าวในทุ่งสองพี่น้อง ภาพชินตาที่มาแต่อดีต

การยืนยันถึงการเป็นแหล่งอาศัยของผู้คน เห็นได้จากเครื่องมือเครื่องใช้โบราณจากแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่กระจายตัวตามแนวสันขอบกระทะและพื้นที่สูงพ้นน้ำ ด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกพบในเขตตัวเมืองสุพรรณบุรี เมืองอู่ทอง ไปจนถึงบ้านดอนตาเพชรในเขตอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ด้านทิศเหนือไปทางตะวันออกพบในเขตบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้อง ส่วนทางตอนใต้พบในเขตพื้นที่ดอนทั้งในเขตอำเภอสองพี่น้อง ขยับร่นออกไปในเขตอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยเกิดจากแม่น้ำจรเข้สามพันที่ต่อเนื่องมาจากอิทธิพลของลุ่มน้ำแม่กลองจากต้นทางจังหวัดกาญจนบุรี

พื้นที่ดอนในเขตอำเภอสองพี่น้อง  บริเวณวัดคลองมะดันเป็นขอบกระทะน้ำท่วมไม่ถึง

การเป็นพื้นที่แอ่งกระทะและพื้นที่แอ่งรับน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง เห็นได้จากในทุกปีราวปลายเดือนสิงหาคม(เดือน ๙ ไทย) มวลน้ำจากทางเหนือไหลลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วแยกตัวเข้าแม่น้ำท่าจีนบริเวณปากคลองมะขามเฒ่า เขตจังหวัดชัยนาท แล้วไหลลงมาเข้าเขตสุพรรณบุรีผ่านอำเภอเดิมบางนางบวช สามชุก ศรีประจันต์ เมืองสุพรรณบุรี บางปลาม้า และสองพี่น้อง เรียกบริเวณที่น้ำไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีว่า “แม่น้ำสุพรรณ” อีกทางหนึ่งไหลมาจากแม่น้ำจรเข้สามพัน จากต้นทางปากแม่น้ำแม่กลอง ไหลย้อนขึ้นบริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ์เรียกว่า “ลำน้ำทวน” แล้วไหลจากตอนใต้ขึ้นสู่ตอนเหนือที่เรียกกันว่าสายน้ำมหัศจรรย์ ตลอดเส้นทางเรียกว่า แม่น้ำจรเข้สามพัน มีลำน้ำสายเล็กแตกตัวแยกย่อยเป็นแพรกออกไปอีกหลายเส้นทาง

ทางแถบตะวันออก เส้นทางสายหลักลงไปทางอำเภอกำแพงแสนเขตจังหวัดนครปฐม จนไปถึงเมืองเก่านครปฐม ถัดขึ้นมาแยกตัวทางด้านตะวันออกเช่นกันบริเวณบ้านหัววัง ตำบลบ่อสุพรรณลงไปทางทิศใต้ของ อ.สองพี่น้องผ่านตำบลท่าไชย ตำบลศรีสำราญ เข้าคลองมะดัน แล้วไปชนกับคลองสองพี่น้องที่บ้านบางใหญ่ฝั่งตรงข้ามวัดสองพี่น้อง

คลองสองพี่น้อง บริเวณด้านใต้ตลาดบางลี่
จากบริเวณบ้านหัววัง บ่อสุพรรณ แม่น้ำจรเข้สามพันยังไหลย้อนขึ้นไปจนถึงตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง แล้วแยกตัวออกเป็นสองเส้นทาง โดยตอนบนแยกตัวจากบริเวณเยื้องกับร.พ.อู่ทอง แตกเป็นคลองย่อยขึ้นไปถึงขอบคูเมืองโบราณอู่ทอง ผ่านศาลเจ้าพ่อพระยาจักร วัดอู่ทอง จนไปชนกับคลองคุณฑีที่รองรับน้ำจากส่วนนี้ไหลไปตามเส้นทางลำน้ำท่าว้าออกไปยังเขตอำเภอสามชุก จากจุดแยกคลองคุณฑีในอำเภออู่ทองน้ำยังคง ไหลลงไป ผ่านวัดยางยี่แส วัดบ้านกล้วย และวัดไผ่ลูกนก

ส่วนเส้นทางสายล่างซึ่งเป็นสายหลักตรงจุดเยื้องกับร.พ.อู่ทอง หักขวาไปทางตะวันออก มีชื่อเรียกตามย่านที่ผ่านเช่น คลองนาลาว คลองบางบอน ไปชนกับเส้นบนบริเวณหมู่ที่ ๕ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอบางปลาม้า นับจากจุดนี้เริ่มเรียกว่า “คลองสองพี่น้อง” ผ่านลงไปในเขตอำเภอสองพี่น้อง ตามศาสนสถานรายทางเช่นวัดดอนสงวน วัดบางบอน วัดท่าจัด วักโคกงูเห่า ตลาดบางลี่ (แหล่งการค้าชุมชนชาวจีนโบราณ) วัดแม่พระประจักษ์(แห่งภูเขาคาร์แมล) วัดสองพี่น้อง วัดทองประดิษฐ์ วัดบางสาม (ชุมชนตลาดเก่าแก่) จนไปชนกับแม่น้ำสุพรรณ(ท่าจีน)บริเวณตำบลบางเลน ทางตะวันออกของอำเภอสองพี่น้อง

คลองสองพี่น้องกับสภาพบ้านเรือนที่เปลี่ยนไป

ทุ่งโบราณสองพี่น้องจึงเป็นแหล่งรับน้ำจากอิทธิพลของสองลุ่มน้ำสำคัญ  เกิดกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุน บริเวณพื้นที่ลุ่มจึงเริ่มเจิ่งนองในปลายเดือน ๙(สิงหาคม) พร้อมกับการปรับเปลี่ยนในวิถีชีวิตผู้คนที่เริ่มเขาสู่ฤดูน้ำ นับจากนี้ไปอีกนานจนถึงเดือนมีนาคม(เดือน ๔ ไทย)ของปีถัดไป

ระหว่างนี้ชาวนาจึงกลายไปเป็นชาวน้ำ คลื่นชีวิตทุกโมงยามเลื่อนไหลไปตามกลไกธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง มันเป็นอย่างนั้น และเป็นอย่างนั้นมา...เนิ่นนาน.

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ลอยกระทง


นางกษัตริย์คืนเดือนเพ็ญ
ศิลปะภาคใต้ นครศรีธรรมราช


ประติมากรรมกระเบื้องเคลือบสามสี รูปนางกษัตริย์แห่งเมือง12นักษัตร ลอยกระทงประทีปคืนเพ็ญเดือน12 ในแม่น้ำตาปี (เมืองนครศรีธรรมราช) อายุราวพุทธศตวรรษที่19-20 พบในแหล่งเตาเผากระเบื้องเคลือบในเขตเทือกเขานครศรีธรรมราช ศิลปะเมืองนครศรีธรรมราช  หลังจากเมืองภาคใต้ไปจรดปลายแหลมมาลายูตกอยู่ในอำนาจของ “เสียน” จนถึง “เสียนหลอหู” อาณาจักรซึ่งทรงอิทธิพลอยู่ทางตอนบน พื้นที่นี้มีความเจริญทางพุทธศาสนา ศิลปะ ประเพณี การเมืองการปกครอง และวัฒนธรรม



ประเพณีลอยประทีปบูชาพระคงคาที่ได้แบบอย่างมาจากลังกาและอินเดีย ตามตำราพุทธเถรวาทลอยกระทงด้วยเป้าประสงค์หลายประการ อาทิเพื่อขอขมาบูชาแม่น้ำ บูชาพระเกศาของพระพุทธเจ้า( พระจุฬามณี) บนสวรรค์ เพื่อต้อนรับองค์พระสัมมาสัมโพธิญาณเสด็จกลับจากเทวโลกหลังจากแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา เพื่อบูชาพระอุปคุตะเถระที่บำเพ็ญตะบะในท้องทะเล ภาคใต้ในสมัยโบราณกษัตริย์ ขุนนาง และชาวเมือง ไปลอยกระทงประทีปในแม่น้ำตาปี หรือแม่น้ำหลวง แม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในภาคใต้มีต้นกำเนิดจากเขาหลวงอ.พิปูนจ.นครศรีธรรมราชลงสู่อ่าวไทยที่อ.บ้านดอนจ.สุราษฎร์ธานี


แม่น้ำตาปี มีการตั้งชื่อให้พ้องกับแม่น้ำ “ตาปติ” เช่นเดียวกับเมืองสุราษฎร์ธานีพ้องกับ “เมืองสุรัฏฐ”ในชมพูทวีป ที่มีต้นทางจากภูเขาสัตตปุระ ไหลสู่ปากแม่น้ำเมืองสุรัฏฐ หรืออ่าวแคมเบย์ มหาสมุทรอินเดีย ในสมัยโบราณชาวเดินเรือต่างชาติทั้งจากจีน อินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย ต่างรู้จักกันดี โดยเฉพาะนักเดินเรือชาติกรีก ปโตเลมี(Cludius Ptolemy)ที่เข้ามาในแดนสุวรรณภูมิในปลายพุทธศตวรรษที่ 7 ได้เรียกแม่น้ำตาปีว่า แม่น้ำอัตตาบาส์. (ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Album Pirun Wongsawarn)


*********

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ข่าว-ประวัติศาสตร์


สุจิตต์ ชี้ “เจ้านครอินทร์” ยิ่งใหญ่ ของจริง

สุจิตต์ กราด เจ้านครอินทร์แห่งสุพรรณเป็นเจ้าอาณาจักรสยามครั้งแรก แต่ไม่มีคนพูดถึง ชี้ให้ไปดูขุมทองที่กรุวัดราชบูรณะ และประจักษ์พยานรอบด้าน จะเข้าใจประวัติศาสตร์ที่แท้จริง
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 เวลา 13.30-16.00 น. นายสุจิตต์ วงษ์เทศ นักเขียนนักประวัติศาสตร์-โบราณคดี ได้บรรยายในหัวข้อ “สุพรรณภูมิ : เอาเขมรคืนไปเอาความเป็นไทยใส่อยุธยา” จัดโดยชมรมโบราณคดี (สมัครเล่น) เมืองสุพรรณ  ณ หอประชุมวัดพระรูป เมืองสุพรรณบุรี โดยมีผู้สนใจมาร่วมงานและร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
นอกเหนือจากประเด็นความเป็นมาจากต้นทางเมืองอู่ทองและเมืองนครปฐมจนมาถึงสุพรรณภูมิ ทางฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นนามสืบเนื่องมาจาก “สุวรรณภูมิ”ในคัมภีร์อินเดียและลังกาแล้ว นายสุจิตต์ยังย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของกษัตริย์สุพรรณภูมิ นับตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่๑(ขุนหลวงพ่องั่ว) จนถึงสมเด็จพระนครินทราธิราช(เจ้านครอินทร์) ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองสู่อยุธยา แต่ที่ผ่านมามีผู้ให้ความสำคัญน้อย โดยเฉพาะพระนามเจ้านครอินทร์หายไปจากห้วงคำนึงของผู้คน ทั้งๆที่พระองค์สร้างชาติจนแผ่นดินเป็นปึกแผ่นมั่นคง
“เจ้านครอินทร์เป็นเจ้าอาณาจักรสยามตั้งแต่แรก แต่ไม่ใครพูดถึง ให้ไปดูหลักฐานเครื่องทองที่กรุวัดราชบูรณะว่ายุคสมัยของพระองค์มั่งคั่งแค่ไหน ซึ่งเจ้าสามพระยาทรงสร้างวัดราชบูรณะถวายเจ้านครอินทร์พระราชบิดาแต่ในบันทึกทั่วไปบอกแค่ว่าสร้างในคราวเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาสิ้นพระชนม์เท่านั้น”
นายสุจิตต์ ยังกล่าวด้วยว่า เจ้านครอินทร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ราชสำนักจีนในสมัยราชวงศ์หมิงให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบการค้าระหว่างสยามกับจีน รวมถึงนานาประเทศในเวลานั้นเข้ามาทำการค้าขาย จนอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“ผมเคยเห็นบางหน่วยงานจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสุพรรณบุรี กล่าวถึงขุนหลวงพ่องั่ว แต่ไม่มีเจ้านครอินทร์ ตัดเจ้านครอินทร์ออกไปเลย ผมไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรกันอยู่”
ทั้งนี้ในการบรรยาย ได้มีผู้สนใจทั้งนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น ศิลปิน นักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ ประชาชนชาวสุพรรณ จังหวัดใกล้เคียง และจากกรุงเทพมหานคร ต่างเดินทางมารับฟังคำบรรยาย และสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณและร่องรอยวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อในแต่ละช่วงเวลาระหว่างสุพรรณภูมิกับอยุธยา รวมถึงประเด็นต่าง ๆอย่างหลากหลาย.



นายสุจิตต์ วงษ์เทศ นักเขียน นักประวัติศาสตร์-โบราณคดี

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ รามคำแหง ร่วมตอบข้อซักถาม

ภาพจาก : Matichon Online


ภาพจาก : ชมรมโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณฯ

ภาพจาก : ชมรมโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณฯ




วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Gandhara Terracotta


เทพธิดาคันธาราฐ
Gandhara Terracotta




หน้ากากเทพธิดา สร้างจากวัสดุดินเผาสมัยคันธารราฐ(Gandhara)
พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอายุร่วมสมัยกับศิลปะกรีก-อินเดีย ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1-2
Goddess mask, Gandhara terracotta Greek Art in1-2th A.D.

**********

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พระศรีอาริย์คันธาระ


พระศรีอริยเมตไตรย
ศิลปะคันธาระ(Gandhara)


            
            พระศรีอริยเมตไตรย เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแห่งภัทรกัปนี้ นับจากพระศาสนาของพระศรีศากยมุนีโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ้นสุดไปแล้วหลายล้านปี มนุษย์โลกจะทยอยเข้าสู่ความเสื่อมถอย อายุขัยจะลดลงเหลือ ๑๐ ปีเป็นยุคมิคสัญญี ผู้คนไร้ทางออกจนเกิดสังเวชใจหันกลับมาสร้างความดี จนอายุขัยเพิ่มขึ้น ๑ อสงไขยปี ก่อนจะลดลงเหลือ ๘๐,๐๐๐ ปี จึงจะบังเกิดพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีมาแสนนานจนครบ ๘๐ อสงไขยแสนมหากัป บรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณในมัชฌิมยาม ถึงซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณพุทธเจ้า



            ปฏิมากรรมพระศรีอริยเมตไตรย ศิลปะสมัยคันธาระ(Gandhara) ในภาพเป็นงานหล่อขึ้นจากโลหะสำริด มีอายุอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒ หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ พบในดินแดนแถบภาคใต้ของสยาม ที่ในอดีตมีการหลั่งไหลของวัฒนธรรมอินเดีย ผสมผสานทั้งพุทธและพราหมณ์(Hindu-Buddhism)อยู่เป็นเวลาช้านาน เชื่อว่าต้นแบบของปฏิมากรรมนี้นำมาจากอินเดีย เมื่อเข้าสู่สุวรรณภูมิจึงนำแร่โลหะที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติมาสร้างหล่อ ภาคใต้ของสยามจึงเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ และยังส่งออกไปยังประเทศแคว้นรัฐที่นับถือในพุทธศาสนาอีกทอดหนึ่ง .(ขอขอบคุณภาพจาก : Album Pirun Wongsawarn)

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

2498 เสด็จสุพรรณฯ(4)

๒๑ กันยายน ๒๔๙๘

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินดอนเจดีย์






*********

2498 เสด็จสุพรรณฯ(3)

กันยายน ๒๔๙๘

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เสวยพระกระยาหารที่จวนผู้ว่าสุพรรณบุรี
ท่ามกลางชาวสุพรรณที่มาเข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมี







*********

2498 เสด็จสุพรรณฯ(2)


กันยายน ๒๔๙๘

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนิน วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร













*********

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

2498 เสด็จสุพรรณฯ


๒๐ กันยายน ๒๔๙๘








  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ 
และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนิน เมืองโบราณอู่ทอง

 *********

















วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทวารวดีเสด็จจากดาวดึงส์


พระพุทธรูปทวารวดี

พระศรีศากยมุนี ปางแสดงธรรม
เสด็จลงจากดาวดึงส์ พระพักตร์ตรงเหลือบพระเนตรลงต่ำ
แย้มพระโอษฐ์ มีพระมัสสุริมพระโอษฐ์
ประทับยืนบนบัลลังก์บัวคว่ำบัวหงาย
หล่อด้วยโลหะสำริดกะไหล่ทอง
ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕




โครงการศึกษาศิลปะปฏิมากรรมทางศาสนา

*********

ทวารวดีตริภังค์


พระพุทธรูปทวารวดี

พระศรีศากยมุนี รัศมีรอบพระเศียร
พระพักตร์ก้มมองต่ำ ระหว่างพระขนงมีอุณาโลม
ประทับยืนแบบตริภังค์ ปางแสดงธรรม บนบัลลังก์บัวคว่ำบัวหงาย
หล่อด้วยโลหะสำริดกะไหล่ทอง
ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕




โครงการศึกษาศิลปะปฏิมากรรมทางศาสนา

*********


วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ระฆังวันนี้


กังวานของระฆัง
พุทธศักราช ๒๕๖๑

ระฆังสำริดวัดโพธิ์คลาน เมืองสุพรรณ สร้างสมัยพระเจ้าปราสาททอง(1)

ประวัติศาสตร์ทางพุทธศาสนา บอกเล่าความเป็นมาให้คนในวันนี้รับรู้ว่า “ระฆัง” มีการสร้างมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยนางวิสาขา อริยะบุคคลผู้ศรัทธาธรรมสำเร็จขั้นพระโสดาบัน สร้างระฆังรายรอบพระอารามหลังฟังธรรม กังวานเสียงดุจการบอกกล่าวถึงปิติภาวะที่ได้กระทำ เป็นที่จดจำและทำตามอย่างกันมา ปรากฏอยู่ทุกประเทศรัฐแคว้นที่นับถือศรัทธาในพุทธศาสนาทั่วโลก

เช่นเดียวกับ “สุวรรณภูมิ” ระฆังปรากฏอยู่ทุกที่ที่พุทธศาสนาแผ่ผ่าน ตั้งแต่ระฆังที่สกัดจากหินเป็นแผ่นกว้างใหญ่ด้านบนเจาะรูไว้สำหรับแขวนลอยตัว จนสมัยต่อมาผู้มีจิตศรัทธาสร้างระฆังหล่อด้วยโลหะสำริดเพื่อความแข็งแกร่งและคงทน อานุภาคของโมเลกุลในเนื้อโลหะมีคุณสมบัติการใช้งานที่ดังก้องกังวานไปทั่วคุ้งน้ำย่านบาง เป็นสัญญาณของวันใหม่ ระหว่างวัน และสิ้นสุดพลบเพลา อยู่คู่กับวัดวาอารามนับแต่อดีตมาถึงกึ่งพุทธกาล

ในตัวเมืองสุพรรณ พบระฆังใบใหญ่ที่วัดโพธิ์คลานอารามริมแม่น้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๕ ซ.ม.สูง ๘๒ ซ.ม.เส้นรอบวงกว้าง ๑๔๑ ซ.ม.มีจารึกปรากฏอยู่รายรอบ บ่งบอกว่า พุทธศักราช ๒๑๘๑ พระยารามกับออกหมื่นเทพ ข้าหลวงสมัยพระเจ้าปราสาททอง ร่วมกับทายกทายิกา รวบรวมปัจจัยได้ ๑๕๐ ชั่งในการสร้างบุญ พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันหล่อระฆังสำริดขึ้นถวายแด่พุทธศาสนา เพื่อภายภาคหน้าหวังให้ได้พบพระศรีอาริย

สมัยรัตนโกสินทร์ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) สร้างหอระฆังที่วัดท่านฝั่งธนบุรี บอกบุญให้คนมาร่วม ใครศรัทธาบริจาคทรัพย์หรือกำลังแรงกาย ท่านก็แจกพระสมเด็จฯวัดระฆัง เป็นสิ่งระลึกในเนื้อนาบุญ ผลบุญของผู้คนที่ศรัทธาในวันนั้น ส่งผลให้ลูกหลานมีโอกาสครอบครองพระเครื่องอันทรงคุณค่าในวันนี้

เป็นเพียงอาทิตัวอย่างอันน้อยนิดของระฆังที่กระจายเดื่อนเกลื่อนแผ่นดิน กังวานของระฆังมิใช่เป็นสิ่งปรุงแต่งให้ผู้ได้ยินเร่าร้อนหรืองุ่นง่าน หากยังเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผ่านไปสู่ภาวะจิตธรรมทั้งเพศบรรพชิต และพุทธมามกะที่อาศัยอยู่รายรอบพระอาราม ต่างก็ใช้สัญญาณนี้ต่อการรำลึกในสัจธรรมแห่งการเวียนว่ายตายเกิด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เว้นแม้แต่ในสรรพสัตว์ ยังรวมถึงสุนัขที่หอนขาน ยังรับเอาโสตเสียงนี้เป็นวิถีร่วมกับผู้คน อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน.

**********
(1) ภาพประกอบจาก ฐานจารึกข้อมูลประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร (องค์กรมหาชน)