โพสต์แนะนำ

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๔



ขุนหลวงพ่องั่วไม่เคยขึ้นต่อกรุงศรีฯ

ฟื้นประวัติศาสตร์สุพรรณภูมิและการตีความใหม่ มีเหตุผลใดที่สุพรรณภูมิต้องขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา

ในช่วงเวลาจากปีพ.ศ.๑๘๘๖ หลังการบูรณะปรางค์ใหญ่เมืองสุพรรณภูมิของพระยาสุรินทราราช(1) (ขุนหลวงพ่องั่ว) จนถึงปีพ.ศ.๑๘๙๓ อันเป็นปีที่พระเจ้าอู่ทองจากแคว้นละโว้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  เป็นเรื่องต้องวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ต่อไปว่าระหว่าง ๗ ปีนี้ เกิดอะไรขึ้น เหตุใดขุนหลวงพ่องั่วจึงยอมให้พระเจ้าอู่ทองสถาปนาเมืองใหม่ในพื้นที่ชัยภูมิอโยธยาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสุพรรณภูมิ(2) ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างตีความว่าสุพรรณภูมิขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา ดังบันทึกหวางต้ายวนเขียนไว้ว่า “เสียนจำนนต่อหลอหู”(1) ว่ากันตามจริงแล้ว ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ตั้งแต่สมเด็จพระราชบิดาจนถึงขุนหลวงพ่องั่ว เป็นกษัตริย์นักรบที่ยิ่งใหญ่ ขยายดินแดนไปทางตะวันตกก่อนจะลงไปถึงตอนใต้ และยังมีราชสำนักจีนหนุนหลังมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พระเจ้าอู่ทอง แม้จะมีขอมอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้แต่ความสัมพันธ์ก็เปราะบาง หากจะต้องรบกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่อย่างไรเสียละโว้ก็ยากจะต่อกรได้



สุพรรณภูมิระยะนี้ตรงกับรัชกาล ฮ่องเต้ยุเหวียนฮุ่ยจง แห่งราชวงศ์หยวน
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี 


แต่ขณะเดียวกันเอกสารในอดีตก็บ่งบอกว่าพระเจ้าอู่ทอง ทรงยกพระเกียรติอย่างสูงต่อขุนหลวงพ่องั่ว ดังที่ระบุไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ตอนหนึ่งว่า“...ขุนหลวงพะงั่วซึ่งเป็นพี่พระมเหสี และตรัสเรียกว่าพระเชษฐานั้น เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า...”(2) แสดงให้เห็นว่าในเวลานั้นไม่มีความขัดแย้งระหว่างสองราชวงศ์และต่างทรงเกียรติของกษัตริย์ในระดับที่เรียกว่า “เจ้าพี่...เจ้าน้อง”

มีข้อสังเกตอยู่บางประการ ในพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม ระบุถึงเมืองที่ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยาภายหลังจากการสถาปนาเป็นราชธานีดังนี้ “ครั้งนั้นพระยาประเทศราชขึ้น ๑๖ เมือง คือ เมืองมะละกา เมืองชวา เมืองตะนาวศรี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองทวาย เมืองเมาะตะมะ เมืองเมาะลำเลิง เมืองสงขลา เมืองจันทบูร เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองพิจิตร เมืองกำแพงเพชร เมืองนครสวรรค์”(3) จะเห็นได้ว่าในจำนวนนี้ไม่มีรายชื่อ“เมืองสุพรรณภูมิ”เป็นประเทศราชหรือขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา เช่นเดียวกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับกรมพระปรมานุชิตชิโนรส(4)และ ฉบับพันจันทนุมาศ(5)ก็ไม่มีระบุไว้


ปรางค์ใหญ่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี
               ที่มา : ไม่ระบุ อ้างจาก กรมศิลปากร 2545.

นอกจากนั้นยังเห็นได้ว่าไม่มีเมืองชัยนาท แพรกศรีราชา นครไชยศรี ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นหัวเมืองรายรอบสุพรรณภูมิมาแต่เดิมด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า สุพรรณภูมิ และหัวเมืองบริวารนี้เป็นเมืองชั้นในและเป็นรัฐอิสระ 

ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า ๙ ใน ๑๖ เมืองที่ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยานั้น ล้วนเป็นเมืองท่าเขตการค้าทางทะเล รายรอบตั้งแต่ฝั่งอันดามัน ไปจรดปลายแหลมมลายู วกเข้าสู่อ่าวไทย และไปสิ้นสุดที่จันทบูร ซึ่ง ๙ เมืองเหล่านี้เป็นของสุพรรณภูมิ แม้เอกสารโบราณของจีนจะไม่ปรากฏชื่อทุกเมืองแต่ก็มีปลายแหลมมลายู หรือมะละกาเป็นกรณีพิพาทมาแต่สมัยพระราชบิดาขุนหลวงพ่องั่ว นอกจากนั้นหากจะพิจารณาที่ตั้งของเมืองท่าแล้วก็ล้วนอยู่ในทำเลที่ใกล้กับสุพรรณภูมิมากกว่าละโว้ เมื่อมาพิจารณาหัวเมืองตอนบนที่ถัดขึ้นไปจากนครสวรรค์จนถึงสุโขทัย ก็ล้วนแต่เป็นเมืองผลิตสินค้าภายในและรับซื้อสินค้าภายนอกผ่านกลไกการค้าจากกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น ผลประโยชน์ทางการค้าแบบผูกขาดมหาศาลเช่นนี้ เหตุใดขุนหลวงพ่องั่ว จึงให้อยู่ในมือของพระเจ้าอู่ทอง

เมื่อสืบค้นให้ลึกลงไปก็พบว่าพระราชประวัติความเป็นมาของพระเจ้าอู่ทองจากเอกสารทั่วไปไม่มีความชัดเจนนัก แต่ในพระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียม ระบุถึงเหตุการณ์ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาว่า

“ เบื้องว่ากัมพุชประเทศ(ละโว้)นั้น พระเจ้าแผ่นดินทิวงคต หาพระวงศ์มิได้ ชนทั้งปวงจึ่งยกเจ้าอู่ทองอันเป็นบุตรโชฎึกเศรษฐีมาราชาภิเษกผ่านถวัลราช..”(7)เป็นการบอกว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากตระกูลพ่อค้าในสภาวการณ์ที่ละโว้กำลังถดถอย เมื่อขึ้นเป็นเจ้ารัฐแคว้นอาจเล็งเห็นว่า สุพรรณภูมิ มีอำนาจทั้งการทหารมีความชำนาญการรบและได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากมหาอำนาจจีน จึงสู่ขอพระนางสุรินทรน้องนางในขุนหลวงพ่องั่ว เพื่อเกี่ยวดองกับฐานอำนาจสุพรรณภูมิ

ส่วนขุนหลวงพ่องั่ว พระองค์ทรงเป็นนักรบที่เกรียงไกรสืบต่อจากพระราชบิดาที่เป็นราชานักรบ ความเป็นต่อของสุพรรณภูมิจึงอยู่ที่กองกำลังทางการทหารอันเข้มแข็งในราชอาณาจักร และกองกำลังเสริมของราชสำนักจีนในมะละกาภายใต้ผลประโยชน์ที่ร่วมกันมายาวนาน

ด้านหนึ่งขุนหลวงพ่องั่ว อาจมีพระประสงค์จะสร้างพระนครสุพรรณภูมิให้ยิ่งใหญ่เป็นเกียรติสืบไป แต่การจะทำเช่นนั้นได้จำเป็นต้องใช้เวลาและเงินทุนมหาศาลเช่นกัน ประกอบกับละโว้ธานีเมืองที่พระขนิษฐาของพระองค์ไปเป็นมเหสีของพระเจ้าอู่ทอง เป็นชัยภูมิที่ล้าสมัยไปแล้ว เพราะโลกสมัยใหม่เวลานั้นเขาใช้ทะเลสร้างความมั่งคั่ง ขุนหลวงพ่องั่วจึงอาจใช้ความเป็นเจ้าเมืองละโว้และความถนัดทางการค้าของพระเจ้าอู่ทองกับความเกี่ยวดองเป็นญาติสนิท(น้องเขย)ที่ไว้ใจได้ ให้ใช้พื้นที่อโยธยาเป็นเมืองการค้าศูนย์กลางแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างภายในและนอกอาณาจักร และเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติจึงต้องมีการสถาปนาเมืองใหม่ขึ้นอย่างเป็นทางการ นาม“กรุงเทพทวารวดีศรีอยุทธยา”จึงเกิดขึ้น พร้อมกับการถูกวางบทบาทด้านการค้า การทูต และการเป็นรัฐกันชนไปพร้อมกัน

ความร่วมมือกันระหว่างกษัตริย์สองเมืองนี้จึงเกิดฐานะ“สุพรรณภูมิเมืองพี่ อโยธยาธานีเมืองน้อง” หรือเข้าทำนอง”ค้าขายน้องทำไป..เรื่องภายในพี่จัดการเอง” ดังเราจะเห็นความสัมพันธ์ของกรุงศรีอยุธยากับสุพรรณภูมิ เป็นไปอย่างแน่นแฟ้นและท่าทีที่เกรงใจ แม้กระนั้นก็จัดแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจน(3) ดังที่ในบันทึกของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ระบุชัดเจนถึงพระเจ้าอู่ทอง...ทรงแต่งราชทูตไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน และส่งสำเภาไปค้าขายที่เมืองกวางตุ้ง...”(9)

ปรางค์ใหญ่วัดพุทไธศวรรย์ ที่พระเจ้าอู่ทองสร้างขึ้นในระยะต้นรัชกาล

ขณะที่บทบาทของขุนหลวงพ่องั่ว เด่นชัดในเหตุการณ์”ขอมแปรพักตร์”ต้นรัชกาลพระเจ้าอู่ทอง ที่แสดงถึงแสนยานุภาพทางการทหารของพระองค์ซึ่งพระเจ้าอู่ทองแสดงความอ่อนน้อมและยกย่องขุนหลวงพ่องั่วเป็นอย่างมาก ดังในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ บันทึกไว้คราวพระเจ้าอู่ทอง โปรดเกล้าฯให้พระราเมศวรยกพล 5,000  ไปปราบขอม(พ.ศ.๑๘๙๕)แต่กลับถูกตีถอยร่นจนล่วงรู้ถึงกรุงศรีอยุธยา(4)

“...มีข่าวเข้ามาถึงพระนคร มีพระราชโองการให้ขุนตำรวจออกไปเชิญสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ผู้เป็นพระเชษฐา อยู่ณเมืองสุพรรณบุรี...”(10)

พระราชพงศาวดารฉบับนี้ แม้จะถูกเรียบเรียงขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอู่ทองแสดงความอ่อนน้อมและให้เกียรติต่อขุนหลวงพ่องั่วเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นบันทึกย่อเผ่าชาวเกาะที่ระบุว่า “เสียนยอมจำนนต่อหลอหู” จึงอาจเป็นข้อมูลที่“หวางต้ายวน”รับรู้มาอย่างคลาดเคลื่อน หรืออาจเป็นมุขปาถะลือเลื่องไปถึงเขมรในช่วงเวลานั้น เพราะไม่มีทีท่าใดที่ยืนยันว่าสุพรรณภูมิ(เสียน)ยอมจำนนต่อละโว้(หลอหู)

ฮ่องเต้หงอู่ ต้นราชวงศ์หมิง มีบทบาทสำคัญในระยะหลังรัชกาลพระเจ้าอู่ทอง
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

หาก”เสียนยอมจำนนต่อหลอหู”จริง เหตุใดพระเจ้าอู่ทองจึงกล้าพอที่จะตั้งเมืองหลวงห่างจากเมืองอริราชเพียงการเดินทางแค่หนึ่งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์”ขอมแปรพักตร์”พ.ศ.๑๘๙๕ กองทัพอยุธยายกขึ้นไปปราบขอมแต่สู้ไม่ได้ พระเจ้าอู่ทองจึงอัญเชิญขุนหลวงพ่องั่วให้มาช่วย ครั้งนั้นกองทัพสุพรรณภูมิยกมากรุงศรีอยุธยาก่อนแล้วจึงเลยขึ้นไปตีขอม หาก”เสียนยอมจำนนต่อหลอหู”จริง ขุนหลวงพ่องั่วคงไม่ยกทัพขึ้นไปช่วย แต่สามารถปลดพระเจ้าอู่ทองได้ตั้งแต่เข้าพระนคร   หรือหากเสียนต้องจำยอมจริง ขุนหลวงพ่องั่วไม่น่าจะเปิดโอกาสให้พระเจ้าอู่ทองครองราชย์ยาวนานถึง ๑๙ ปี(พ.ศ.๑๘๙๓-๑๙๑๒) และตลอด ๑๙ ปี เหตุใดจึงไม่พบเอกสารจีนที่ระบุถึงความพยายามของสุพรรณภูมิในการติดต่อกับกรุงจีนเพื่อกลับมาผงาดอีกครั้ง ทั้งที่ตามปกติราชสำนักจีนมักจะแทรกแซงโดยใช้วิธีเปิดโอกาสให้เมืองต่าง ๆเข้าถึงมาโดยตลอด และอีกข้อสังเกตหนึ่ง หาก“เสียนยอมจำนนต่อหลอหู”เหตุใดในเอกสารจีนสมัยราชวงศ์หมิงจึงไม่เรียกนาม”หู”นำหน้า”เสียน”เป็น“หูหลอเสียนก๊ก” แทนที่จะเป็น“เสียนหลอหูก๊ก”(5)

รวมความแล้ว ในรัชสมัยขุนหลวงพ่องั่ว สุพรรณภูมิมีอิทธิพลเหนือพระเจ้าอู่ทองแห่งแคว้นละโว้และอโยธยา ด้วยรูปการณ์นี้ จึงให้ความหมายได้เพียงอย่างเดียวว่า ขุนหลวงพ่องั่วกับพระเจ้าอู่ทอง มีสัตยาบรรณร่วมกัน และเป็นสัตยาบรรณของการสถาปนาเมืองใหม่ภายใต้ร่มเงาของ สุพรรณภูมิ.


สุพรรณภูมิเมืองพี่...อโยธยาธานีเมืองน้อง
...................วิญญู บุญยงค์...................


**********


เชิงอรรถ
1. พระยาสุรินทราราช ต่อมาเป็น สมเด็จเจ้าพระยาสุรินทราราช เป็นชื่อที่ราชสำนักจีนใช้เรียกขุนหลวงพ่องั่ว โดยสะกดเป็นคำว่า “เซียนเลียะเป๊าปี๊เองี่ยสือลี่ตอล่อหลก”
2.ยืนยันได้จากพระพุทธรูปขนาดใหญ่และวัดโบราณที่มีการสร้างมาก่อนสมัยอยุธยา โดยเฉพาะเศียรธรรมิกราช และหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง เป็นศิลปะสุพรรณภูมิ
3.มีเอกสารเพียงบางฉบับที่ระบุว่าพระเจ้าอู่ทองเคยนำทัพเพียงครั้งเดียวที่ไปกวาดต้อนชาวเขมรลงมากรุงศรีอยุธยา ๙ หมื่นคนในปีพ.ศ.๑๙๐๐ ดังปรากฏในพงศาวดารเขมร(8) ซึ่งพิเคราะห์แล้วอาจเป็นแม่ทัพกรุงศรีอยุธยานำทัพไปเช่นเดียวกับเมื่อครั้งพ.ศ.๑๘๙๕ ซึ่งไม่ใช่พระราเมศวรตามพงศาวดาร เพราะในปีพ.ศ.๑๘๙๕ พระราเมศวรเพิ่งมีพระชนม์เพียง ๑๐ พรรษา สงครามทั้งสองครั้งนั้นพงศาวดารเขมรระบุเป็น เจ้ารามาธิบดี”(พระเจ้าอู่ทอง)ซึ่งเอกสารส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน  อย่างไรก็ตาม การกวาดต้อนกำลังคนเขมรลงมาถึง ๙ หมื่นนั้น ย่อมมีเป้าหมายที่ต้องการใช้แรงงานเพื่อสร้างเมือง และอีกส่วนคือสนับสนุนการค้า
4.ควรจะเป็นพระศรีสวัสดิ์หรือแม่ทัพคนใดคนหนึ่งที่ไม่ใช่พระราเมศวร
5.คำว่า “เสียน” และ “เสี้ยม” ในอดีตมีการใช้สำเนียงแตกต่างกันไปตามผู้แปล กล่าวคือถ้าแปลด้วยสำเนียงจีนแต้จิ๋ว ก็จะออกเสียงเป็น”เสี้ยม” แต่ถ้าเป็นจีนกลางจะออกเสียงเป็น “เสียน” เช่นเดียวกับคำว่า “หลอฮก”เป็นสำเนียงจีนแต้จิ๋ว ส่วน “หลอหู” เป็นสำเนียงจีนกลาง ดังนั้นจึงเข้าใจตรงกันได้ว่า “เสียน”และ“เสี้ยม” มีความหมายว่า “สุพรรณภูมิ” ส่วน “หลอฮก” และ “หลอหู” มีความหมายว่า “ละโว้ หรือลพบุรี”

เอกสารอ้างอิง
1.อาคม พัฒิยะ และนิธิ เอียวศรีวงศ์.ศรีรามเทพนคร.รวมบทความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น.เรือนแก้วการพิมพ์.2527.
2.พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา.
3,7.พระราชพงศาวกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม.หน้า1-370.
4.พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เล่ม ๑ .พ.ศ.2485.
5,10.ประชุมพงศาวดารภาคที่ 64 พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม).พ.ศ.2479.
8.พงศาวดารเขมร.พิมพ์ครั้งแรกในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗
9.จดหมายเหตุวันวลิต.พ.ศ.๒๑๘๒.

ตุ๊กตาจักรพรรดิจีน


ตุ๊กตาจักรพรรดิ งานปั้นเคลือบลายคราม
ใต้เงาลายมังกร ก้อนเมฆ ดอกไม้ 
สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงฮ่องเต้(ชิงเกาจง) แห่งราชวงศ์ชิง
มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 23









*********




วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561

โถเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน


โถเคลือบคราม 

ใต้เคลือบลายเครือเถา ดอกไม้ หูจับเป็นมังกรสองข้าง
เป็นหัตถศิลป์สมัยราชวงศ์หยวน ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19-ต้น 20










Album Pirun wongsawan Photos

โถกระเบื้องห้าสี


โถกระเบื้องห้าสี (Jar Porcelain)
โถมีฝาปิดกระเบื้องเคลือบห้าสีลายพันธุ์ไม้น้ำ กอบัว นก แมลง 
หัตถศิลป์จีนสมัยจักรพรรดิคังซี ราชวงศ์ชิง ราวพุทธศตวรรษที่ 23













By Parot Samparn Photos.

*********









แจกันสมัยคังซี


แจกันกระเบื้องเคลือบ 
รูปทรงเป็นคอสูง เขียนลายพันธุ์ไม้ห้าสี 
คอคอดที่จับเป็นมังกรทั้งสองข้าง 
เป็นศิลปะงานสร้างสมัยจักรพรรดิคังซี แห่งราชวงศ์ชิง 
อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 23 (1661-1722 A.D.)








Album Pirun Wongsawan Photos








วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561

โถเคลือบครามราชวงศ์หมิง

โถกระเบื้องเคลือบคราม 
เขียนลายคนขี่ม้า และทิวทัศน์ท้องทุ่งภูเขา
งานหัตถศิลป์ สมัยราชวงศ์หมิง ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20-22 








Album Pirun Wongsawan Photos

โถเคลือบมังกรราชวงศ์หมิง

งานศิลปะปั้นเคลือบ
 โถเคลือบแดงพื้นขาว ใต้เคลือบลายปลาและพันธุ์ไม้น้ำ
หูบนปั้นเป็นมังกรทั้งสองข้าง ฝาปิดที่จับเป็นมังกร
สมัยราชวงศ์หมิง ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20-22














Album Pirun Wongsawan Photos


โถเคลือบราชวงศ์หมิง


โถเคลือบเขียว (Jar Celadon)
 ตกแต่งด้วยกวางใต้เงาลวดลายไม้และพืชพันธุ์ 
สมัยราชวงศ์หมิง ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20-22









**********

เครื่องปั้นดินเผาศรีวิชัย


เครื่องปั้นดินเผาคนฑี สมัยศรีวิชัย (อาณาจักรตามพรลึงค์) 
ลายขูดรูปคนสลักลายดอกไม้ก้านขด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-18







Album Pirun Wongsawan Photos

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๓



สงครามสุพรรณภูมิ-สุโขทัย

          สงครามครั้งสำคัญที่สุพรรณภูมิต้องส่งราชทูตไปขอกองทัพม้าจากราชสำนักจีน เพื่อรบกับพ่อขุนรามคำแหง แห่งกรุงสุโขทัย จนกลับมาผงาดอีกครั้ง พร้อมกับผนวกรัฐแคว้นต่าง ๆเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุพรรณภูมิ

สุพรรณภูมิ ในช่วงปีพ.ศ.๑๘๒๕ มีความเป็นปึกแผ่นขึ้นแล้ว และการสร้างสถูป(ปรางค์)ใหญ่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพระนครก็เป็นช่วงเวลานี้ ราชสำนักจีนจึงติดต่อเข้ามาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ดังบันทึกระบุว่า

แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๑๙ หยิมโหงวลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีมะเมีย จ.ศ.๖๔๔/พ.ศ.๑๘๒๕) พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ รับสั่งให้ขุนนางก๊วนกุนโหว ชื่อ หอจือจี่ เปนราชทูตไปเกลี้ยกล่อมเสี้ยมก๊ก(1)

บันทึกเอกสารจีน ยังยืนยันถึงการติดต่อระหว่างสองราชสำนักต่อเนื่องนับแต่ปีพ.ศ.๑๘๓๖-๑๘๓๘ จนถึงพ.ศ.๑๘๔๐ สุพรรณภูมิเข้าสู่ภาวะสงคราม ดังจะเห็นได้จากราชสำนักสุพรรณภูมิส่งราชทูตไปขอกองทัพม้าจากกรุงจีนเข้ามาสนับสนุน


หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ หรือ กุบไล ข่าน ต้นราชวงศ์หยวน(หงวน)
(ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

หงวนเสงจงฮ่องเต้ หรือ เตมูร์ ข่าน ผู้เป็นราชนัดดาของ กุบไล ข่าน
(ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ในแผ่นดินไต๊เต็ก...(ตรงกับปีระกา จ.ศ.๖๕๙/พ.ศ.๑๘๔๐)เสี้ยมก๊กให้ราชทูตมาขอม้า...” และในครั้งเดียวกันนี้ “..พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้ ประทานเสื้อกิมหลูอี้ (เสื้อยศลายทอง)ให้ไป(2)จึงเท่ากับเป็นการประกาศให้อริราชสุพรรณภูมิ รับรู้ทั่วกันว่า สุพรรณภูมิกับกับราชสำนักจีน เป็นหนึ่งเดียวกัน

กรณีนี้ได้ไปสอดคล้องกับหลักฐานศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑ ตอนที่ ๓ ระบุถึงอาณาเขตของสุโขทัย ตอนหนึ่งว่า ...เบื้องหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี...”(3)กรมศิลปากรกำหนดอายุไว้ในปีพ.ศ.๑๘๓๕ตามปีศักราชที่ระบุไว้ในจารึก แต่เนื่องจากอักษรที่ใช้ในตอนที่ ๓ ระบุถึงสุพรรณภูมิเป็นอาณาเขตของสุโขทัย ซึ่งอ่านโดยยอร์ช เซเดส์ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ “..จารึกภายหลัง(พ.ศ.๑๘๓๕)หลายปี เพราะตัวหนังสือไม่เหมือนกับตอนที่ ๑ และที่ ๒ คือตัวพยัญชนะลีบกว่าทั้งสระที่ใช้ก็ต่างกันบ้าง..”(4) ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่สุพรรณภูมิส่งราชทูตไปขอม้าจากเมืองจีนในปีพ.ศ.๑๘๔๐ ดังนั้นสุพรรณภูมิน่าจะถูกผนวกเข้ากับสุโขทัยในช่วงปีพ.ศ.๑๘๓๙ (พ.ศ.๑๘๓๘ สุพรรณภูมิยังติดต่อกับกรุงจีนอยู่)และแข็งเมืองทำสงครามกับพ่อขุนรามคำแหง ตั้งแต่ปีพ.ศ.๑๘๔๐ จนถึงพ.ศ.๑๘๔๑ ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงก็สวรรคตในปีนี้เช่นกัน จากนั้นสุโขทัยก็เข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่สุพรรณภูมิก็ฟื้นตัวขึ้นจนถึงปีพ.ศ.๑๘๔๓ พระเจ้ากรุงสุพรรณภูมิจึงเสด็จไปกรุงจีน

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1
(ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

แผ่นดินไต๋เต็ก (นามแผ่นดินของพระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้) ปีที่ ๔ แกจื้อลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีชวด จ.ศ.๖๖๒/พ.ศ.๑๘๔๓)เสี้ยมก๊กอ๋องมาเฝ้า(5)

แสดงให้เห็นว่าในช่วงปีพ.ศ.๑๘๔๓ สุพรรณภูมิในรัชสมัยของพระราชบิดาขุนหลวงพ่องั่วกลับมายืนหยัดมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ต่อมาอีก ๑๐ ปีให้หลังในปีพ.ศ.๑๘๕๓ มเหสีของพระองค์ก็ให้ประสูติกาลราชกุมารองค์รัชทายาท ซึ่งก็คือ “ขุนหลวงพ่องั่ว” นั่นเอง จนเมื่อผ่านเวลามาถึงรัชกาลขุนหลวงพ่องั่ว สถูป(ปรางค์)ใหญ่สัญลักษณ์แห่งพระนครจึงมีการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง ดังหลักฐานจากจารึกลานทองที่พบบนยอดนพศูลขององค์ปรางค์ใหญ่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี  ที่ระบุว่า

...พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธา ทรงพระนามว่าจักรพรรดิโปรดให้สร้างสถูปองค์นี้ขึ้นไว้ และทรงบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ภายใน แต่พระสถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พระโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในพื้นแผ่นดินทั้งมวลและเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี...”(6)

ปรางค์ หรือสถูปใหญ่ตามจารึก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี
(ภาพจาก : ไม่ระบุที่มา อ้างจาก กรมศิลปากร,2545)


ช่วงเวลานั้น สุพรรณภูมิเข้าสู่ยุครุ่งเรืองและเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศแล้ว จากข้อความที่ว่า “...พระโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในพื้นแผ่นดินทั้งมวลและเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี...อธิบายได้ว่าการสร้างสถูปนี้นอกจากเป็นการสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังแสดงถึงการประกาศเกียรติในฐานะองค์ราชาเหนือดินแดนแถบนี้

จารึกลานทองอีกแผ่นหนึ่งระบุช่วงเวลาดังกล่าวพระบารมีของ”ขุนหลวงพ่องั่ว”แผ่ไพศาล เห็นได้จากพระยาศรีธรรมโศกราช สร้างพระพิมพ์มาบรรจุในองค์สถูปหรืออปรางค์ใหญ่สุพรรณภูมิ

ศุภมัสดุ ๑๒๖๕ สิทธิการิยะแสดงบอกให้รู้ มีฤาษีทั้งสี่ตน พระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประทาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์มีสุวรรณเปนต้น คือบรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้ศรัทธา พระฤาษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทพยดามาช่วยกันทำพิธี.....แล้วท่านเอาไปประดิษฐ์สถานไว้ในสถูปใหญ่แห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม(สุพรรณภูมิ)...”(7)

ในพ.ศ.๑๘๘๖ ต้องเป็นพระราชพิธีมหากุศลเฉลิมฉลององค์ปรางค์ที่บูรณะใหม่อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีเจ้ารัฐแคว้นต่าง ๆเสด็จมาร่วมงานหรือส่งผู้แทนพระองค์มาอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะพระยาศรีธรรมโศกราช ตามที่ระบุพระนามไว้ในจารึกลานทอง เจ้าอู่ทองแห่งละโว้(เอกสารบางฉบับระบุชื่อพระยาราม)ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสุพรรณภูมิ ด้วยการที่เจ้าอู่ทองมีราชฐานะทั้งเป็นน้องเขยและเจ้าแคว้นละโว้(เจ้าอู่ทองเข้าราชพิธีสยุมพรกับพระขนิษฐาของขุนหลวงพ่องั่วก่อนพ.ศ.๑๘๘๕หรือก่อนมีพระประสูติกาลสมเด็จพระราเมศวร)ดังจะเห็นได้จากพระเครื่องเนื้อโลหะชินเงิน และสถูปสำริด ศิลปะลพบุรีหลังบายนอยู่ร่วมในกรุนี้ และต้องรวมถึงพระยางั่วนำถม หรือผู้แทนพระองค์จากกรุงสุโขทัย เนื่องจากพบหลักฐานพระพิมพ์เนื้อโลหะศิลปะสมัยสุโขทัยเป็นจำนวนมากบรรจุอยู่ภายในองค์ปรางค์

พระลีลากำแพงศอก ศิลปะสุโขทัยที่บรรจุอยู่ในปรางค์ใหญ่
(ภาพจาก : หนังสือพระฯเมืองสุพรรณ.มนัส โอภากุล.2536)

นอกจากนั้น จารึกยืนยันชัดเจนว่า สถูปปรางค์ใหญ่มีการสร้างขึ้นหนึ่งครั้งและบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโดยประเพณีการสร้างย่อมต้องบรรจุพระเครื่องพระพิมพ์ในสมัยปัจจุบันนั้นลงไป และเมื่อบูรณะขึ้นใหม่ก็ย่อมบรรจุพระเครื่องพระพิมพ์ในสมัยหลังลงไปด้วยเช่นกัน เหตุผลที่สนับสนุนแนวคิดนี้มาจากพระเครื่องบางส่วนที่ถูกค้นพบเป็นพระพิมพ์รัตนตรัยมหายานซึ่งยังมีอิทธิพลขอมแบบเก่าอยู่  ต่อมาเมื่อมีการบูรณะขึ้นในคราวหลังในปีพ.ศ.๑๘๘๖ (ศุภมัศดุ ๑๒๖๕) พระเครื่องที่พบจากการบรรจุครั้งหลังไม่มีอิทธิพลขอมเหลืออยู่เลย แต่เป็นศิลปะสกุลช่างสุพรรณภูมิ(อู่ทอง ๓) สุโขทัย ลพบุรี อันเป็นระยะเดียวกับที่รับเอาพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามา

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลานั้น ขุนหลวงพ่องั่ว มีพระชนมายุ 33 พรรษา จึงน่าจะผ่านการสถาปนาครองราชย์ไปแล้ว ทรงพระนาม“พระยาสุรินทราราช”(ตามเอกสารของจีน) และอาจเป็นช่วงเวลาของการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างขนานใหญ่ หากเราจะสังเกตถึงอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ของเขตเมืองสุพรรณภูมิที่ไม่เพียงเฉพาะเขตพระราชฐานเดิม แต่ด้านนอกโดยรอบของเมืองสุพรรณบุรียังเต็มไปด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่ วิหาร และพระเจดีย์ซึ่งเป็นงานสร้างในสมัยสุพรรณภูมิมากมายดารดาษอันเป็นประจักษ์พยานมาจนถึงทุกวันนี้.

...เรื่องราวของสุพรรณภูมิ ยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น และตอนต่อไป จะเป็นข้อมูลที่ลึกลงไปอีกว่า...แท้จริงแล้ว  “ขุนหลวงพ่องั่วไม่เคยขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา”.

ควันจากสงครามเป็นตำนานบรรพชน 
............วิญญู บุญยงค์.............
**********

เอกสารอ้างอิง

1,2,5.จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง),พิมพ์ครั้งแรกใน      ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ พิมพ์แจกในงานศพ จางวางโท พระยารณไชยชาญยุทธ (ศุข โชติกะเสถียร) ปีมเสงนพศก พ.ศ.๒๔๖๐.

3,4. ยอร์ช เซเดส์, “หลักที่ ๑ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง,” ใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๑ : เป็นจารึกกรุงสุโขทัยที่ได้พบก่อน พ.ศ. ๒๔๖๗ ([กรุงเทพฯ] : คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๒๑), ๒๗-๓๖.

6. ฉ่ำ ทองคำวรรณ, “หลักที่ ๔๗ จารึกลานทองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี,” ใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๓ : ประมวลจารึกที่พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย อันจารึกด้วยอักษรและภาษาไทย, ขอม, มอญ, บาลีสันสกฤต (พระนคร : คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๐๘), ๗๕-๗๖.

7.มนัส โอภากุล.พระฯเมืองสุพรรณ.มนัสการพิมพ์.สุพรรณบุรี.๒๕๓๖.หน้า ๑๐๕.

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๒


  
สมัยพระราชบิดาขุนหลวงพ่องั่ว
วิญญู บุญยงค์


ข้อสรุปของคำว่า “เสียน เสียม เสียมก๊ก และเสี้ยมก๊ก คือสุพรรณภูมิ”มีผลต่อเนื่องไปถึงการตีความในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุพรรณภูมิจากหนังสือหลวง คิมเตี้ยชกทงจี ที่ได้รับการรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นจากบันทึกโบราณโดย 66 ขุนนาง ในแผ่นดินเขียนหลงปีที่ 32 ราชวงศ์เชง(จ.ศ.1129 พ.ศ.2310) ถึงแผ่นดินเขียนหลงปีที่ 50 ขุนนางจ๋อโตวหงือซื้อ ชื่อ กีก๊ก เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายขวา กับขุนนางต๋ายลี้ยี่เคง (ขุนนางกรมในกระทรวงเมือง)ชื่อ เล็กเซียะหิม ได้ชำระหนังสือ คิมเต้ยซกทงจี อีกครั้งหนึ่ง ต่อมาขุนเจนจีนอักษร(สุดใจ) ได้แปลออกมาเป็นหนังสือเรื่องเสี้ยมก๊ก หลอฮกก๊ก เปนพระราชไมตรีกับกรุงจีน ถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และรู้จักกันในชื่อ “จดหมายเหตุว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง)”

แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงแนวคิดของราชสำนักจีนที่มีต่อบรรดาประเทศต่าง ๆ เสียก่อน โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายเบื้องต้นไว้ว่า

“... ต้องไม่ลืมว่าวิไสยพระเจ้าแผ่นดินจีนชอบยกย่องเกียรติยศของตนเองแต่ไร ๆ มา บรรดาเมืองต่างประเทศที่ไปมาค้าขายหรือแต่งราชทูตไปเมืองจีน จีนจดหมายเหตุตีขลุมเอาว่าๆไปอ่อนน้อมยอมขึ้นต่อกรุงจีนไม่เลือกหน้าว่าประเทศไหน ๆ พระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศไม่ว่ายุโรปหรือเอเชีย จดหมายเหตุจีนไม่ยอมยกเกียรติให้ใครเปน “ฮ่องเต้” ให้เปนเพียง “อ๋อง” ทุกประเทศ ต่างประเทศที่ไปมาค้าขายหรือเกี่ยวข้องกับจีน เมื่อยังไม่รู้หนังสือแลภาษาจีนก็ไม่รู้เท่าจีน การเปนดังนี้มาหลายร้อยปี...”

ช่วงปลายแผ่นดินจนถึงหลังการสวรรคตของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7(สวรรคต พ.ศ.1761) ล่วงสู่สมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2(พ.ศ.1762-1786) จนถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 8(พ.ศ.1786-1838) ประเทศต่าง ๆ ในแถบตะวันตก ตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรขอมต่างค่อย ๆแยกตัวเป็นอิสระ กล่าวคือ ในปีพ.ศ. 1792 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แยกตัวออกจากขอมแล้วสถาปนากรุงสุโขทัย

สุพรรณภูมิ นครรัฐโบราณก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา
ภาพจาก : วารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ ๔๒.๔


ในช่วงเวลาใกล้กันสุพรรณภูมิก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาพร้อมกับการผนวกนครไชยศรี ราชบุรีและพริบพรี ก่อนที่จะขยายลงไปผนวกนครศรีธรรมราชจนถึงมะละกา เพื่อจุดประสงค์ขยายพื้นที่การค้าทางทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เนื่องจากการลดระดับของน้ำทะเล จากจุดนี้เองที่ราชสำนักจีนในสมัยพระเจ้าหงวนสีจงฮ่องเต้(เป็นช่วงเวลาที่มองโกลยึดกรุงจีน)ต้องการขยายอิทธิพลและการค้ามายังแถบนี้ จึงส่งราชทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับเจ้ากรุงสุพรรณภูมิ ดังจดหมายเหตุจีน ระบุไว้ว่า

            “แผ่นดินจี่หงวนปีที่ 19 หยิมโหงวลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีมะเมีย จ.ศ.644/พ.ศ.1825) พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ รับสั่งให้ขุนนางก๊วนกุนโหว ชื่อ หอจือจี่ เปนราชทูตไปเกลี้ยกล่อมเสี้ยมก๊ก”

เห็นได้ว่าในช่วงนี้ สุพรรณภูมิ ได้ก่อร่างสร้างตัวและลงหลักปักฐานสถาปนาเมืองอย่างชัดเจน หลังจากที่ต้องใช้เวลารบพุ่งและรวบรวมกำลังพลจนยืนหยัดขึ้นเป็นอาณาจักรอีกครั้ง ราชสำนักจีนเล็งเห็นประโยชน์จึงส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี   แต่การมาของคณะราชทูตในครั้งนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากสำเภาอับปางเสียก่อน หลังจากนั้นอีก 11 ปีต่อมา พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ จึงได้ส่งราชทูตเข้ามาอีกครั้ง ดังมีบันทึกว่า

“แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๓๐ กุ่ยจี๋สี่หง้วย (ตรงกับเดือนหก ปีมะเส็ง จ.ศ.655/พ.ศ.1836) พระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮ่องเต้รับสั่งให้ราชทูตไปทำพระราชไมตรีด้วยพระเจ้าเสี้ยมก๊ก”

เขตแดนราชวงศ์หยวน ราวปีพ.ศ.1837
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


จากนั้นในปีรุ่งขึ้นพระเจ้ากรุงสุพรรณภูมิ จึงเสด็จไปจีน แต่พระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮ่องเต้ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแผ่นดิน พระเจ้ากรุงสุวรรณภูมิ จึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้จีนพระองค์ใหม่ บันทึกระบุว่า

“แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๓๑ กะโหงวชิดหง้วย(ตรงกับเดือนเก้า ปีมะเมีย จ.ศ.656/พ.ศ.1837)ในปีนั้นพระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮ่องเต้สวรรคต พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนนามแผ่นดิน เสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งมาเฝ้า พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้รับสั่งกับเสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งว่า แม้ท่านคิดว่าเปนไมตรีกันแล้วก็ควรให้ลูกชายหรือขุนนางมาเปนจำนำไว้บ้าง”

มีความเป็นไปได้ว่าเสี้ยมก๊ก หรือกรุงสุพรรณภูมิเล็งเห็นว่าสัมพันธไมตรีกับราชสำนักจีนน่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย แม้ในบันทึกไม่ได้ระบุว่าพระเจ้ากรุงสุพรรณภูมิส่งเจ้าชายรัชทายาท หรือขุนนางไปยังราชสำนักจีนหรือไม่ แต่ในเวลานั้นภายในราชสำนักจีนก็คลาคล่ำไปด้วยรัชทายาทของประเทศต่าง ๆเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก

ด้วยความที่กรุงสุพรรณภูมิตั้งอยู่ชัยภูมิที่ด้านหลังเป็นแผ่นดินกว้างใหญ่มีแม่น้ำสายใหญ่สายรองเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมต่อกันได้สะดวก ขณะที่ตอนล่างครอบครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลมีท่าเรือการค้าอยู่เรียงราย ภายใต้กองทัพที่แข็งแกร่งทั้งภาคพื้นและภาคสมุทร ราชสำนักจีนจึงเลือกใช้วิธีปฏิบัติต่อสุพรรณภูมิ แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยผ่อนปรน แม้ว่าในบางสถานการณ์สุพรรณภูมิเข้าไปขัดผลประโยชน์ในพื้นที่การค้าของจีน เช่นกรณีการบุกโจมตีหัวเมืองทางตอนล่างแถบมลายู ในช่วงพ.ศ.1838 ถือเป็นกลยุทธสำคัญที่ราชสำนักกรุงสุพรรณภูมิเลือกใช้วิธี“ตีก่อน..แจ้งทีหลัง”บันทึกจากเอกสารจีนระบุว่า

“เสี้ยมก๊กให้ราชทูตนำราชสาสนอักษรเขียนด้วยน้ำทองมาถวาย ด้วยเสี้ยมก๊กกับม่าลี้อี๋เอ้อก๊ก (มลายู)ทำสงครามโดยสาเหตุความอาฆาฏกัน เฉียวเถง(รัฐบาล)แต่งให้ราชทูตนำหนังสือตอบราชสาสนไปถึงเสี้ยมก๊กว่ากล่าวประนีประนอมให้เลิกสงครามกันเสียทั้งสองฝ่าย”

เครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


กล่าวได้ว่าสุพรรณภูมิเวลานั้น ด้านหนึ่งต้องสร้างกลไกที่มั่นทางการค้าด้วยการใช้กำลังเพื่อบุกยึดพื้นที่เป้าหมายสำคัญ อีกด้านหนึ่งต้องรักษาความมั่นคงภายในอาณาจักร การมีไมตรีที่ดีต่อกรุงจีนจึงเป็นประโยชน์ต่อสุพรรณภูมิ ข้อดีคือจีนเป็นมหาอำนาจในเวลานั้นการเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนเท่ากับมีราชสำนักจีนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และปัจจัยสำคัญคือกรุงจีนกับสุพรรณภูมิอยู่ห่างไกลกัน หากมีข้อพิพาทก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะสะสางได้ และแน่นอนว่าราชสำนักจีนก็ได้ประโยชน์จากการค้าที่มีสุพรรณภูมิเป็นทัพหน้าอยู่ไม่น้อย ดังบันทึกระบุว่า

“ในแผ่นดินไต๊เต็ก...(ตรงกับปีระกา จ.ศ.659/พ.ศ.1840)เสี้ยมก๊กให้ราชทูตมาขอม้า พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้ ประทานเสื้อกิมหลูอี้ (เสื้อยศลายทอง)ให้ไป” ราชไมตรีระหว่างสองราชสำนักยังมีมาอย่างต่อเนื่อง บันทึกระบุต่อมาว่า “แผ่นดินไต๋เต็ก (นามแผ่นดินของพระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้) ปีที่ ๔ แกจื้อลักหง้วย (ตรงกับเดือนแปด ปีชวด จ.ศ.662/พ.ศ.1843)เสี้ยมก๊กอ๋องมาเฝ้า”

การถวายส่งเสื้อยศลายทองของฮ่องเต้หงวนเสงจง ต่อเจ้ากรุงสุวรรณภูมิ เป็นการแสดงถึงการให้เกียรติอย่างสูง เสมือนเป็นการประกาศให้รับรู้กันทั่วไปว่าสุพรรณภูมิกับกรุงจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยังยืนยันได้จากบันทึกว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ.1836-1843 เจ้ากรุงสุพรรณภูมิได้เดินทางไปจีนถึง 2 ครั้ง

“สุพรรณภูมิ” ที่มีต้นทางมาอย่างยาวไกล จึงไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เหตุการณ์พาไป และมาก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ในพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 นี่เอง.


**********

เอกสารอ้างอิง
-จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง),พิมพ์ครั้งแรกใน      ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ พิมพ์แจกในงานศพ จางวางโท พระยารณไชยชาญยุทธ (ศุข โชติกะเสถียร) ปีมเสงนพศก พ.ศ.๒๔๖๐.