โพสต์แนะนำ

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๗



ไม่มีม่านมืดประวัติศาสตร์สุพรรณภูมิ

รัชกาลที่.๕ ทรงพระราชทานให้นานแล้ว



ข้อมูลเกี่ยวกับ "สุพรรณภูมิ" ในฐานะรัฐแรกเริ่มของอาณาจักรสยามนั้น ไม่เคยหายไปไหน ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ทุกคนคงเคยอ่านเคยสัมผัส แต่ในอดีตไม่ได้ให้ความสำคัญนัก อาจเพราะการอ่านยาก หรือการตีความที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ศึกษาต้องเปลี่ยนใจไปตั้งหลักใหม่ 

แท้ที่จริงแล้ว เรื่องความเป็นมาของสยาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้คนไทยทั้งประเทศตั้งแต่ปลายรัชกาล โดยหลวงเจนจีนอักษร(สุดใจ) พนักงานหอพระสมุดวชิรญาณ แปลถวายจากหนังสือจีน ๓ ฉบับ คือ หนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่ หนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้า และหนังสือยี่จั๋บสี่ซื้อ ตอนเหม็งซื้องั่วก๊กเลี่ยต้วน ถูกจัดพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง)” และในคราวต่อ ๆมา ได้รับการจัดพิมพ์ในชื่อ "จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีในระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน"


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์สยามอย่างมาก
โดยหลวงเจนจีนอักษร(สุดใจ) จากหอสมุดวชิรญาณ ได้เป็นผู้แปล "จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณฯ"ถวาย
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


หนังสือฉบับนี้เป็นพระราชพงศาวดารจีนที่กล่าวถึงพระราชไมตรีที่กรุงสยามได้มีมากับกรุงจีน ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มอาณาจักรสยามจากราชธานีรัฐสุพรรณภูมิ ก่อนย้ายไปพระนครศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์

เหตุที่เกิดภาพไม่ชัดทางประวัติศาสตร์ มีเหตุผลสำคัญอยู่ด้วยกันหลายประการ อาทิ การกำหนดให้สุโขทัยเป็นรัฐแรกเริ่มจากหลักฐานศิลาจารึกหลักที่ ๑ สมัยพ่อขุนรามคำแหง จึงเรียงสมัยเป็น สุโขทัย ลพบุรี อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ในจำนวนนี้ไม่มี สุพรรณภูมิ และกลุ่มเมืองบริวารที่กระจายตัวอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา แม้จะมีซากโบราณสถานอายุกว่า ๒,๐๐๐ ปีที่อู่ทอง และซากโบราณสมัยสุพรรณภูมิกระจายอยู่ทั่วไปก็ตาม นอกจากนั้นการตีความในลำดับราชวงศ์ และลำดับปีพุทธศักราช เป็นไปตามพระราชพงศาวดารที่มีมาแต่เดิมและถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่ ข้อมูลจากพงศาวดารจีนจึงถูกจัดเข้าหมวดตามที่วางไว้ในพงศาวดารไทย

ต่อมาในระยะหลังเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น ทั้งการถอดความจากศิลาจารึกในสมัยต่าง ๆ ทั้งแผ่นใบลานโลหะเงิน ทองคำ ทองแดง และดีบุก ตลอดจนข้อมูลจากเอกสารต่างประเทศในอดีตจากหลายที่หลายแหล่ง ความเชื่อดั้งเดิมจึงค่อยคลายตัวลง จนปัจจุบันเข้าใจตรงกันว่า สุพรรณภูมิคือ “เสียน” ตามที่ราชสำนักจีนออกเสียงมาจากคำว่า สยาม

ในชั้นเดิมที่ยังไม่พบหลักฐานจากพงศาวดารจีน จนทำให้ “สุพรรณภูมิ” รัฐเริ่มแรกของสยามถูกมองผ่านไปนั้น เป็นเพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรมีน้อยเกินไปจนเกิดข้อขัดข้องในการตีความ แต่หากสังเกตก็จะพบสาเหตุที่แท้จริงว่า ในแคว้นรัฐที่ถูกครอบครองด้วยวัฒนธรรมขอมมาแต่เดิม จนต่อมาแม้อิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เสื่อมลง แต่ระยะเปลี่ยนถ่ายนั้นบางรัฐแคว้นก็ยังดำรงวัฒนธรรมบางอย่างของขอมอยู่ เช่นในรัฐสุโขทัยยังใช้วิธีจารึกโองการผ่านหลักศิลา ขณะที่สยามสลัดวัฒนธรรมขอมออกไปเป็นการจารึกลงแผ่นลานเงินลานทองแล้วบรรจุลงในสถูปเจดีย์ตามคตินิยมในพุทธเถรวาท ข้อดีมีอยู่มาก แต่ข้อเสียก็คือคนที่พบในชั้นหลังเห็นเป็นสิ่งมีค่าก็นำลานทองไปหลอม ประวัติศาสตร์ที่บรรพชนสั่งสมมาจึงหายไปกับความร้อนที่ละลายทอง ขณะที่ศิลาจารึกมีคุณค่ามหาศาลในทางประวัติศาสตร์ กลับถูกปล่อยทิ้งตากแดดฝนเพราะถูกมองค่าแค่ศิลาสกัด

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 
ทรงเป็นผู้คำนำอธิบายเบื้องต้น ในจดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณฯ
ภาาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อย่างไรก็ดี แม้จะยอมรับกันว่า เสียน”(สยาม) คือสุพรรณภูมิ แต่พงศาวดารที่หลวงเจนจีนอักษรแปลฉบับนี้ก็ยังถูกลืมไป เหตุผลเพราะการกำหนดความหมายในพงศาวดารฉบับนี้ ยังมีความคลุมเครือต่อภาษาสำนวนที่ชวนสับสน และการตีความก็อยู่ภายใต้กรอบสุโขทัยเป็นเสียน รวมถึงรายพระนามพระมหากษัตริย์ และระยะปีการครองราชย์ ก็คำนึงถึงการสอดรับกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเป็นสำคัญ จึงทำให้ผู้ศึกษาในชั้นหลังเกิดความสับสน ยากจะหาคำตอบที่แท้จริง จึงละเลยเลิกสนใจ

แต่หากเราหันกลับมาพิจารณาและทำความเข้าใจอย่างใจเย็นอีกครั้ง จะพบว่าทุกเอกสารโบราณของจีนได้ระบุถึงเหตุการณ์วันเดือนปีไว้อย่างชัดเจน ด้วยกระบวนการจารึกและเก็บรักษาอย่างมีระบบภายใต้กรอบจริยธรรมของราชสำนักอย่างเข้มงวด ดังจะเห็นได้จากประเทศต่าง ๆทั่วโลกที่เคยดำเนินความสัมพันธ์กับจีนโบราณ ต่างเชื่อถือ และใช้ข้อมูลจากพงศาวดารเหล่านี้อ้างอิงเสมอมา

 จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ และทุกเอกสารโบราณของจีนที่กล่าวถึงสยาม มีการแปลออกมาย้อนเวลาไปมากที่สุดเพียงราชวงศ์หยวน(พ.ศ.๑๘๑๔-๑๙๑๑) แม้เพียงเท่านั้น ก็ทำให้เรารู้ว่า สยาม เป็นรัฐแรกเริ่มในลุ่มเจ้าพระยาที่เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของอิทธิพลขอมนับแต่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ก็ค่อย ๆยืนหยัดจนยกระดับสถานะเป็นเมืองอย่างชัดเจน จนถึงปีพ.ศ.๑๘๒๕ กุบไล ข่าน แห่งจักรวรรดิหยวน ได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม แม้จะไม่ได้บอกว่าพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยามทรงพระนามใด แต่ก็พออนุมานได้ว่าอาจเป็นสมเด็จพระอัยกา(ปู่)ของขุนหลวงพ่องั่ว

เอกสารโบราณของจีนยังบอกด้วยว่า การส่งคณะราชทูตมาสยามของราชสำนักหยวนในครั้งแรก ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสำเภาอับปางเสียก่อนมาถึง แต่อีก ๑๑ ปีต่อมาในปีพ.ศ.๑๘๓๖ ฮ่องเต้หยวนสี่จงก็ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีอีกครั้ง  จากนั้นในปีรุ่งขึ้นพ.ศ.๑๘๓๗ พระเจ้าแผ่นดินสยาม(สันนิษฐานว่าเป็นสมเด็จพระราชบิดาขุนหลวงพ่องั่ว) ได้เสด็จไปยังราชสำนักจีนเป็นครั้งแรก  จากนั้นก็พัฒนาความสัมพันธ์เรื่อยมา

พ.ศ.๑๘๓๙ สมเด็จพระราชบิดา ส่งราชทูตไปยังราชสำนักจีนเพื่อขอม้า สอดคล้องกับศิลาจารึกพ่อขุนราม ที่ได้รับการตีความว่าเวลานั้นสุโขทัยเข้าควบคุมสุพรรณภูมิไปจนถึงหัวเมืองทางตอนใต้ ฮ่องเต้จีนได้พระราชทานม้าไปพร้อมกับเสื้อยศลายทอง อาจเป็นนัยเพื่อประกาศว่า สยามกับจีนเป็นหนึ่งเดียวกัน สงครามดำรงอยู่ระยะสั้น ๆ พอเข้าพ.ศ.๑๘๔๑ พ่อขุนรามคำแหงก็สวรรคต จากนั้นในปีพ.ศ.๑๘๔๓ พระเจ้าแผ่นดินสยามก็เสด็จไปจีนอีกครั้ง เท่ากับในสมัยสมเด็จพระราชบิดาขุนหลวงพ่องั่ว เสด็จฯไปจีนถึง ๒ ครั้ง

จักรพรรดิหยวนซื่อจู กุบไล ข่าน ส่งราชทูตมาเจริญราชไมตรีกับสยาม 
หลังการสถาปนาราชวงศ์หยวนได้ ๓ ปี พ.ศ.๑๘๒๕ และพ.ศ.๑๘๓๖
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สาระสำคัญของจดหมายเหตุจีนโบราณว่าด้วยกรุงสยาม และเอกสารโบราณของจีน บอกถึงรายละเอียดของช่วงเวลา และสาระของการเจริญราชไมตรีกับแผ่นดินสยาม นับตั้งแต่ราชวงศ์หยวน(พ.ศ.๑๘๑๔-๑๙๑๑) ราชวงศ์หมิง (พ.ศ.๑๙๑๑-๒๑๘๗) และราชวงศ์ชิง (พ.ศ.๒๑๘๗-๒๔๕๕)  เป็นฐานข้อมูลที่รวมระยะเวลาได้ถึง ๖๔๑ ปี นับมีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์ชาติสยามเป็นอย่างยิ่ง

ชื่อ สยามจึงเป็นนามราชอาณาจักรที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หากแต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมีเฉพาะการย้ายราชธานีหรือศูนย์กลางบังคับบัญชา เริ่มจาก พระนครสุพรรณภูมิ  พระมหานครศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน คำตอบที่คิดว่าประวัติศาสตร์สุพรรณภูมิหายไปนั้น  แท้จริงล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ พระราชทานให้คนไทยนานกว่าร้อยปีแล้วนั่นเอง

บันทึกจากเอกสารจีนโบราณมีการแปลออกมาหลายครั้ง และล่าสุด หมิงสือลู่-ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและชิงฯของมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ปีพ.ศ.๒๕๕๙ ก็ให้รายละเอียดและความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น เมื่อรวมกับเอกสารก่อนหน้านี้ ทั้งพงศาวดารไทย และหลักฐานทางโบราณคดี  หากนำมาสังเคราะห์ร่วมอย่างมีระบบ จะทำให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ได้รับองค์ความรู้ก้อนใหญ่ในบริบทของต้นทางสยามจากสุพรรณภูมิจนถึงรัตนโกสินทร์

องค์ความรู้ที่ได้นี้ เมื่อนำมาเชื่อมต่อกับการศึกษาของทุกฝ่ายนับแต่อดีต ณ จุดเริ่มต้นของ สุวรรณภูมิเมืองอู่ทองโบราณ ที่เชื่อกันว่าซากโบราณสถานที่ยืนตระหง่านง้ำผ่านกาลเวลา จากสมัยเริ่มต้นของการเป็นเมืองท่าเขตการค้าทางทะเล มีการสั่งสมองค์ความรู้จากความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับการค้า เกิดการพัฒนาเมืองจากนวัตกรรมใหม่ จนเข้าสู่การครอบงำของวัฒนธรรมฟูนัน การแทรกตัวของศิลปะอินเดีย เข้าสู่สมัยทวารวดี ผสมผสานกับศรีวิชัยในช่วงเวลาเหลื่อมไล่กัน จนเข้าสู่ระยะกลางของพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และเริ่มคลี่คลายจากอิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  ก่อนจะแยกตัวตั้งตนสร้างบ้านแปงเมืองจนบทบาทของ “สุวรรณภูมิ” กลับมาอีกครั้งในนาม “สุพรรณภูมิ”

องค์ความรู้จากต้นทางและปลายทางนี้ จะสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด อยู่ที่ทุกคนไม่ละเลยที่จะใส่ใจแม้รายละเอียดเพียงเล็กน้อย เพราะข้อมูลเพียงไม่กี่คำอาจช่วยเติมต่อให้ประวัติศาสตร์กลับมามีชีวิต ไม่ให้หลงผิดไปกับข้อมูลหว่านล้อมที่นับวันจะเบ่งบานราวทานตะวันหลงทิศ 

หากจะกล่าวไปแล้ว ข้อมูลและหลักฐานจากเอกสารจีนที่นำมากล่าวถึงแม้เพียงเล็กน้อย ยังสามารถเดินทางข้ามอดีตไปถึงราชวงศ์หยวน จนส่งผลให้สยามมีอายุยาวนานมากกว่า ๗๐๐ ปี

นี่ยังไม่รวมหลักฐานจากโบราณวัตถุจำพวกเศษกระเบื้องใต้เคลือบลายสมัยราชวงศ์ซ่ง ที่มีอายุย้อนหลังไปอีก ๓๐๐ ปี กระจัดกระจาย...นอนนิ่งสนิท...อยู่ใต้ซากกำแพงเมืองโบราณสุพรรณภูมิ.




สืบค้นให้หนัก ให้ได้ภาพชัด "สุพรรณภูมิ"
...............วิญญู บุญยงค์..............




**********



วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

Kendi สมัยราชวงศ์หมิง


ภาชนะใส่น้ำ(Kendi)กระเบื้องเคลือบ
ตกแต่งใต้เงาพืชและดอกไม้สีเดียว 
ตอนบนที่จับเป็นสิงโตน้ำเคียงข้างพวย
สมัยราชวงศ์หมิง มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20-22








*********

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561

จานห้าสีปลาเล่นคลื่น



จานห้าสีขอบลายคราม 
ท้องจานเป็นรูปปลาเล่นคลื่น
ด้านนอกขอบลายห้าสี ก้นจานเป็นรูปคน
สมัยราชวงศ์ชิง พุทธศตวรรษที่ 20-22







*********

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๖


                             ขุนหลวงพ่องั่ว ราชันย์ ที่ต้าหมิงต้องจารึก

          ขุนหลวงพ่องั่วส่งเจ้านครอินทร์เป็นราชทูตไปจีนตั้งแต่พระชนม์ ๑๒ พรรษา ขณะสถานการณ์ภายในยังครุกรุ่นด้วยสงครามและแผนการโค่นล้มราชบัลลังก์

            ราชสำนักจีนมีอิทธิพลต่อรัฐแคว้นทางแถบใต้อยู่ไม่น้อย แม้จะอยู่ห่างไกลกัน แต่หากมีความสัมพันธ์อันดีต่อจีนก็เสมือนเป็นเกราะกำบังได้เป็นอย่างดี สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า (ขุนหลวงพ่องั่ว) จึงดำเนินพระราโชบายกระชับความสัมพันธ์กับจักรวรรดิต้าหมิงมาตั้งแต่เริ่มต้นรัชกาลหลังจากหมิงไท่จงฮ่องเต้ส่งคณะราชทูตมาเจริญความสัมพันธ์  มีเหตุผลอันเชื่อได้ว่าขุนหลวงพ่องั่วซื้อใจจักรพรรดิต้าหมิง ด้วยการส่งพระราชโอรสเป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีตั้งแต่ครั้งแรกหลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ในกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา

จูหยวนจาง หมิงไท่จงฮ่องเต้ แห่งจักรวรรดิต้าหมิง (พ.ศ.๑๘๗๑-๑๙๔๑)
ภาพจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

บันทึกของจีนจากพงศาวดารยี่จับสี่ซื้อ(1)ระบุว่าในปีพ.ศ.๑๙๑๔ “...เสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋อง เซียนเลียดเจี่ยวปีเองี่ย(สมเด็จเจ้าพระยา)ให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนแลพาช้างกับเต่าหกเท้า(1)แลสิ่งของในพื้นประเทศมาเจริญทางพระราชไมตรีพร้อมกันกับหลุยจงจุ่น(ชื่อราชทูตจีน)...” และยังมีข้อมูลขยายความจากหนังสือหมิงสือลู่(บันทึกเกี่ยวกับราชวงศ์หมิง) ที่ระบุว่าเป็น “เดือนกันยายน” และราชทูตที่นำคณะไปในครั้งนี้ชื่อ“เจ้าอังกุ”(2)

             แต่ในหนังสือหมิงสือลู่-ชิงสือลู่ (พ.ศ.2559) ระบุชัดเจนว่า "...หลี่จงจิ้น เดินทางกลับจากราชอาณาจักรสยาม ซานเลี่ยเจาผีหยา กษัตริย์แห่งอาณาจักรนั้น ทรงแต่งตั้งราชทูตนามว่า เจาเอี้ยนกูหมาน แลคณะติดตามหลี่จงจิ้นมาเข้าเฝ้า..” ซึ่งดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร บรรณาธิการและผู้แปล ให้ความหมายของ “เจาเอี้ยนกูหมาน”ว่า คือ”เจ้าอินทรกุมาร”(3)            

              เจ้าอินทรกุมาร ขณะนั้นอยู่ในวัยเพียง ๑๒ ชันษาเท่านั้น เมื่อไปถึงราชสำนักจีนในบันทึกยี่จับสี่ซื้อระบุว่า “...พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้(2)รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาแพรม้วนประทานไปให้อ๋อง กับประทานผ้าม้วนให้ราชทูตด้วย” ซึ่งผ้าแพรผ้าม้วนที่ว่านี้ปกติฮ่องเต้จีนจะพระราชทานให้กับกษัตริย์หรือราชวงศ์ระดับสูงเท่านั้น การพระราชทานผ้าม้วนให้ราชทูต ยืนยันได้ว่าราชทูตมีความสำคัญมาก และไปสอดรับกับบันทึกฉบับเดียวกันระบุพ.ศ.๑๙๑๗หรือ ๓ ปีต่อมาว่า 

            “...ในปีนั้นสี่จื๊อ(3)ของซูมั่นบังอ๋อง(4)ชื่อ เจี่ยวหลกควานอิน(เจ้านครอินทร์)ให้ราชทูตถือหนังสือมาถวายฮองไถ่จื้อ(พระราชโอรส)และมีสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานนำราชทูตเข้าเฝ้าตงกง(มเหสี)แล้วก็ให้เลี้ยงดูราชทูตกับประทานสิ่งของตอบแทนให้ราชทูตนำกลับไปให้สี่จื๊อ” องค์ฮองไถ่จื๊อหรือพระราชโอรสพระองค์นี้ ต่อมาก็คือจักรพรรดิหย่งเล่อ ผู้สร้างตำนานอาณาจักรบนมหาสุมทรที่ควบคุมโดยขันทีเจิ้งเหอนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า เจ้านครอินทร์ ทรงรู้จักกับพระราชโอรสมาก่อน มิใช่จู่ ๆก็จะให้ราชทูตถือหนังสือไปกับคณะ  ปัจจัยสนับสนุนคือฮ่องเต้ต้าหมิงก็ทรงอำนวยความสะดวกให้ราชทูตเป็นอย่างดี พร้อมกับพระราชทานสิ่งของกลับมาให้เจ้านครอินทร์

จากพระราชดำริของขุนหลวงพ่องั่ว เจ้านครอินทร์ดูจะเป็นที่โปรดปรานต่อหมิงไท่จงฮ่องเต้อยู่มาก เห็นได้จากในปีพ.ศ.๑๙๒๐ ขณะเจ้านครอินทร์มีพระชนมายุ ๑๘ พรรษา บันทึกราชวงศ์หมิงจารึกอักษรว่า “ซูมั่นบังอ๋องให้สี่จื้อ ชื่อ เจี่ยวหลกควานอิน มาเฝ้า พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้มีความยินดี รับสั่งให้ยงไวล่าง...ตอบราชสาสน กับตราไปให้อ๋องดวงหนึ่ง อักษรในดวงตรามีว่า เสี้ยมหลอก๊กอ๋องจืออิ่น  แลประทานเครื่องยศกับค่าใช้จ่ายในระหว่างไปมาให้แก่สี่จื้อเจี่ยวหลกควานอิน ตั้งแต่นั้นต่อไป ก็เรียกชื่อประเทศตามอักษรในดวงตราว่า เสี้ยมหลอก๊ก...”(4)

ในดวงตราที่มีอักษรว่า เสี้ยมหลอก๊กจืออิ่น เคยมีการขยายความมาแต่ชั้นเดิมว่าหมายถึง ตราของเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง อาจไม่ตรงนัก แต่ควรจะเป็นตราตั้งมีความหมายถึงการแสดงออกของราชสำนักจีนที่เห็นชอบว่า  เจ้านครอินทร์คือองค์รัชทายาทเสี้ยมหลอก๊ก จึงใส่อักษร”จือ”(สี่จื๊อ)และ“อิน”(เจ้านครอินทร์)ลงไป พร้อมกันนี้จักรพรรดิหมิงไท่จงได้พระราชทาน“เครื่องยศ”ซึ่งต้องเป็นเครื่องยศแบบองค์รัชทายาทราชสำนักจีนเช่นกัน อาจเป็นจุดนี้กระมังที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ฮ่องเต้ต้าหมิงทรงรับเจ้านครอินทร์เป็นพระราชโอรสบุญธรรม  นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางแก่เจ้านครอินทร์ ถือเป็นกรณีพิเศษที่ราชสำนักจีนได้กระทำ

จักรพรรดิหย่งเล่อ (พ.ศ.๑๙๐๓-๑๙๖๗) พระสหายในเยาว์วัยกับเจ้านครอินทร์
มีบทบาทสำคัญในรัชกาลสมเด็จพระนครินทราธิราช (ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)


สิ่งที่เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่ง คือตราประทับที่หมิงไท่จงฮ่องเต้ รับสั่งให้ราชทูตนำมาถวายขุนหลวงพ่องั่ว ระบุอักษร เสี้ยมหลอก๊กจืออิ่นและหลังจากนั้นชื่อเสี้ยมหลอฮกก๊กที่เคยถูกเรียกขานมาแต่เดิม ก็ถูกเรียกตามตราประทับใหม่ว่า เสี้ยมหลอก๊กโดยตัดคำว่า ฮกออกไป  

คำว่าฮกในภาษาจีนแต้จิ๋ว หรือคำว่าหูในภาษาจีนกลางนั้น ออกเสียงมาจากคำว่าละโว้เพราะฉะนั้นการตัดคำว่าฮกหรือ หูออกไปก็เท่ากับตัด ละโว้ออกไปนั่นเอง ดูแล้วเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอาจหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายในพระราชอาณาจักรทีเดียว แต่เรื่องนี้ก็มีนัยสำคัญซ่อนอยู่

เหตุผลนั้น น่าจะอยู่ที่ ในระยะต้นรัชกาลของสมเด็จพระบรมราชาธิราช หลังจากที่ได้เจริญสัมพันธไมตรีต่อราชสำนักต้าหมิงราว ๓ ครั้งแล้ว  ในปีพ.ศ.๑๙๑๖ ท้าวอินทรสุรินทรในพระเจ้าอู่ทองซึ่งเป็นพระขนิษฐาของขุนหลวงพ่องั่วและเป็นพระราชมารดาพระราเมศวร ส่งสาส์นไปยังราชสำนักจีน ดังในบันทึกระบุดังนี้

ในปีนั้น (พ.ศ.๑๙๑๖)นางเซียนเลียะซือลิ่ง (สมเด็จสุรินทร) ซึ่งเป็นพระพี่นาง (ความเป็นจริงเป็นพระน้องนางขุนหลวงพ่องั่ว)ของเสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋อง ให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนซึ่งจารึกอักษรแผ่นทองคำ กับสิ่งของในพื้นประเทศมาถวายตงกง(พระมเหสี)ตงกงไม่รับและในปีเดียวกันนั้นเอง ท้าวอินทรสุรินทร ได้ส่งราชทูตกลับไปอีกครั้งเพื่อเข้าเฝ้าหมิงไท่จงฮ่องเต้ นางเซียนเลียะซื่อลิ่ง ให้ราชทูตนำสิ่งของกลับมาถวายอีก พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ก็ไม่ทรงรับ..(5)

เหตุการณ์ครั้งนี้ พงศาวดารจีนได้บันทึกอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ครั้งนั้นเสี้ยมหลอฮกก๊ก อ๋อง(พระราเมศวร)ไม่ปรีชาสามารถ ชาวประเทศก็เชิญเซียนเลียะเป๊าปี๊เองี่ยสือลี่ตอล่อหลก (สมเด็จเจ้าพระยาสุรินทราราช)ลุงของเสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋องขึ้นครองราชย์สมบัติ แล้วจัดให้ทูตมาทูลข้อความเรื่องนี้...(6)

จะเห็นได้ว่าจักรพรรดิหมิง ผู้เป็นเจ้าของตำนานโค่นราชวงศ์หยวนอันลือลั่น ทรงรู้เท่าทันถึงความพยายามของพระราเมศวรขณะพระชนมายุ ๓๑ พรรษา และยังปรารถนาจะกลับสู่ราชบัลลังก์อีกครั้ง โดยใช้ช่องทางผ่านพระราชมารดาที่เคยมีราชฐานันดรเป็นพระมเหสี เพื่อเข้าทางตงกงในฐานะพระมเหสีเช่นกัน เมื่อไม่ได้ผลก็เข้าทางตรงที่องค์จักรพรรดิ แต่ผลก็เป็นเช่นเดิม 

ความพยายามของพระราเมศวรในครั้งนั้น ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในราชวงศ์อู่ทองและราชสำนักละโว้ เพราะไม่มีหลักฐานใดในพงศาวดารของจีนที่ระบุถึงการครองราชย์ของพระราเมศวร และพระรามราชาหลังการสิ้นพระชนม์ของขุนหลวงพ่องั่ว แต่กลับเป็นเจ้านครอินทร์ พระราชโอรสสายตรงซึ่งเป็นที่ชื่นชมของจักรพรรดิต้าหมิง

บันทึกเอกสารจีนในราชวงศ์หมิง ระบุปีพ.ศ.๑๙๓๘ “สี่จื๊อเจี่ยวหลกควานอิน ให้ราชทูตนำราชสาสนกับสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย ในราชสาสนมีความว่า พระบิดาสิ้นพระชนม์...” เมื่อจักรพรรดิ หมิงไท่จง ทรงสดับความ จึงส่งขุนนางราชสำนักมายังราชอาณาจักรสยามทันที

“แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๘ อิดหาย(ตรงกับปีกุน จ.ศ.๗๕๗/พ.ศ.๑๙๓๘)...พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงวาง(ขุนนางในกรมขันที)ชื่อจ๋าวตะ นำราชสาสนกับเครื่องสังเวยไปคำนับศพ แลยกย่องสี่จื้อเจี่ยวหลกควานอินเปนอ๋อง กับพระราชทานสิ่งของไปเป็นอันมาก”(7)

            ในราชสาส์นที่จักรพรรดิหมิงรับสั่งให้จงวางจ๋าวตะ อัญเชิญมา มีใจความว่า

“ตั้งแต่เราครองราชย์สมบัติมานี้ ได้แต่งราชทูตออกไปนานาประเทศ ตามธรรมเนียมของวงษ์จิว(จู)ทั่วทั้งสี่ทิศถึงสามสิบหกประเทศ ภาษาพูดพ้องกันสามสิบเอ็ดประเทศ แต่แบบธรรมเนียมนั้นต่างกัน สมัยโน้นจึงมีประเทศใหญ่สิบแปดประเทศ ประเทศน้อยสี่สิบเก้าประเทศมาขึ้นวงษ์จิว เป็นแบบธรรมเนียมนับเนื่องมาถึงปัตยุบัน

ครั้งนี้ เสี้ยมหลอก๊กกับประเทศเราก็ไม่ใกล้กัน คราวนี้ราชทูตของท่านไปถึงเราทราบว่าเชยอ๋อง(อ๋ององค์ที่ล่วงลับ)ของท่านสิ้นพระชนม์ ขอให้อ๋องปกครองประเทศตามประเพณีของเชยอ๋องโดยความยุติธรรม ขุนนางแลราษฎรก็คงจะชื่นชมยินดี

บัดนี้เราจัดให้ขุนนางนำหนังสือยกย่องมาให้ท่าน ขอให้อ๋องปกครองประเทศอย่าให้ผิดแบบธรรมเนียม แลอย่าได้เพลิดเพลินในกามคุณแสวงหาความสำราญ ประเพณีของเซยอ๋องจึ่งจะเจริญ ขอให้ท่านประพฤติตามคำของเรานี้เถิด”

สาระสำคัญของพระราชสาส์นฉบับนี้ ได้บอกให้คนรุ่นเรารับรู้ว่า จักรพรรดิต้าหมิงทรงเทิดพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าที่บริหารปกครองประเทศมาเป็นอย่างดีทุกด้าน ทั้งทรงยกย่องเจ้านครอินทร์เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไป และชัดเจนกับประโยคที่ว่า “เสี้ยมหลอก๊กกับประเทศเราก็ไม่ใกล้กัน” ซึ่งความหมายนั้นย้ำว่า พระราชบิดาของเจ้านครอินทร์เป็น “เสี้ยมหลอก๊กอ๋อง” ซึ่งก็คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราช หรือขุนหลวงพ่องั่ว นั่นเอง


                                   พระเจดีย์ และปรางค์ใหญ่สัญลักษณ์สุพรรณภูมิ 
                                 ราชสำนักจีนเรียกเมืองนี้ว่า”กรุงพระนครศรีทวารวดี”

การส่งเจ้าอินทรกุมารไปในครั้งแรกของการเจริญราชไมตรีหลังการเข้าควบคุมพระนครศรีอยุธยาของขุนหลวงพ่องั่ว นับมีส่วนสำคัญต่อสัมพันธไมตรีระหว่างสองราชวงศ์เป็นอย่างมาก เป็นความกล้าหาญในการตัดสินพระทัยที่ส่งพระราชโอรสวัย ๑๒ ชันษาข้ามน้ำข้ามทะเลไปกับคณะราชทูตจีน และถือเป็นการซื้อใจจักรพรรดิหมิงไท่จงได้เป็นอย่างดี จะเห็นว่าองค์จักรพรรดิทรงให้ความเอ็นดูต่อเจ้านครอินทร์เป็นอย่างมาก และทรงให้ความสำคัญต่อขุนหลวงพ่องั่วเสมอมาในระดับการกระชับความสัมพันธ์ที่มีการติดต่อกันมาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๑๕ ครั้ง แน่นอนว่าพระองค์จะต้องล่วงรู้ความเป็นมาของขุนหลวงพ่องั่วในบริบทของราชานักรบและนักปกครองเป็นอย่างดี ขณะที่พระองค์ก็เอาชีวิตเป็นเดิมพันต่อสู้มาอย่างหนักกว่าจะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิจีนได้ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง หมิงไท่จงฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับขุนหลวงพ่องั่ว และเจ้านครอินทร์ จึงรับสั่งให้การถอดความจากพระราชสาส์นที่พระองค์ส่งมายังสยามจารึกลงในพงศาวดารให้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สืบไป

บันทึกในพงศาวดารจีนฉบับยี่จับสี่ซื้อ ระบุถึงการครองราชย์ของขุนหลวงพ่องั่ว ในราชธานี“พระมหานครศรีอยุทธยา”(ชื่อเมืองหลวงที่จีนเรียก)(5)เริ่มจากปีพ.ศ.๑๙๑๓ จนถึงพ.ศ.๑๙๓๘ ยาวนานถึง ๒๕ ปี และจักรพรรดิทรงยกย่องให้ สี่จื๊อเจี่ยวหลกควานอิน(องค์รัชทายาท) เป็นอ๋องขณะที่เจริญพระชนมายุ ๓๖ พรรษา และต่อมาพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ ก็ทรงนำพาสยาม สานต่อความมั่งคั่งตามปณิธานอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระราชบิดา

เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้แต่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิต้าหมิง ยังยกพระเกียรติขุนหลวงพ่องั่ว จนต้องบันทึกลงในพระราชพงศาวดาร แต่คนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่รู้จักพระองค์...แม้แต่รูปเคารพเล็ก ๆสักองค์ยังไม่มีให้ชื่นชมบูชา.



ความยิ่งใหญ่อาจมีคุณค่าเพียงตำนาน
..............วิญญู บุญยงค์..............

**********

เชิงอรรถ


(1).เต้าหกเท้า คล้ายเต้าทั่วไป แต่มีเดือยกระดูกอยู่ระหว่างขาหลังกับหางด้านละอัน ใช้สำหรับยันพื้นตอนเดินขึ้นเนินจึงดูเหมือนมีหกขา ขนาดลำตัวโตเต็มที่หนักประมาณ 30-40 ก.ก. ในอดีตมีอยู่มากทั้งในสยาม และประเทศใกล้เคียง

(2)พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ เรียกกันหลายพระนาม เช่น จูหยวนจาง หมิงไท่จง และหงหวู่ เป็นต้น

(3)สี่จื้อ แปลว่า พระราชโอรสที่จะได้ราชสมบัติ

(4)ซูมั่นบังอ๋อง คือคำที่ราชสำนักจีนราชวงศ์หมิงใช้เรียกพระเจ้าแผ่นดินแทนการใช้พระนามเต็ม เช่นในบันทึกราชสำนักจีน เรียกกษัตริย์ เจียมเสียก๊ก(จามปา)ว่า ซูมั่นตะล้า

(5)ราชสำนักจีนเรียก “กรุงพระมหานครศรีอยุทธยา” อ่านสะกดทับศัพท์ในสำเนียงแต้จิ๋วว่า “กู๊โล่งพะละม้าฮู้ลกควนสีเอี่ยวธีย่า”

อ้างอิง

1,,4,5,6,7.จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง),พิมพ์ครั้งแรกใน  ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ พิมพ์แจกในงานศพ จางวางโท พระยารณไชยชาญยุทธ (ศุข โชติกะเสถียร) ปีมเสงนพศก พ.ศ.๒๔๖๐.


2.ต้วน ลี เชิง,รศ.พลิกต้นตระกูลไทย(ข้อมูลจากหนังสือหมิงสือลู่(บันทึกเกี่ยวกับราชวงศ์หมิง).สำนักพิมพ์พิราบ.พิมพ์ครั้งที่ 2.พศ.2521.

3.หมิงสือลู่-ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง.จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี.กรุงเทพฯ.2559.

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

สุพรรณภูมิ ๕



เหตุใด “ขุนหลวงพ่องั่ว” ต้องเข้าอยุธยา

ก้าวสำคัญของการย้ายฐานอำนาจจากสุพรรณภูมิสู่กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เกิดจากสถานการณ์รอบด้านที่บีบบังคับ

ไม่มีหลักฐานใดในประวัติศาสตร์ ที่ยืนยันถึงความขัดแย้งระหว่างสุพรรณภูมิกับกรุงศรีอยุธยา ตลอดรัชสมัยการครองราชย์ ๑๙ ปีของพระเจ้าอู่ทอง(พ.ศ.๑๘๙๓-๑๙๑๒) แสดงให้เห็นถึงความลงตัวจากสมมุติฐานด้านความมั่นคงภายในพระราชอาณาจักรโดยขุนหลวงพ่องั่ว และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ไหลบ่าเข้ามาจากระบบการค้าและการทูตจากการบริหารจัดการของพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งส่งผลให้”สุพรรณภูมิ”เป็นพระนครเต็มรูปแบบ พร้อมกับ “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”ที่พระเจ้าอู่ทอง ทรงสร้างสถูปปรางค์ใหญ่(วัดพุทไธศวรรย์-พ.ศ.๑๘๙๖)เป็นสัญลักษณ์พระนครอันยิ่งใหญ่คู่ขนานตามมา 


พระนอนสมัยสุพรรณภูมิตอนปลาย ที่ได้รับการยอมรับว่าสวยงามที่สุดองค์หนึ่ง
ปัจจุบันประดิษฐานภายในวัดพระรูป เมืองสุพรรณบุรี

พันธะผูกพันนี้ย่อมเป็นที่รับรู้กันทั้งสองพระราชวงศ์ คือทั้งฝ่ายสุพรรณภูมิ และฝ่ายอู่ทอง และรูปแบบนี้อาจดำเนินต่อเนื่องไปหากพระราเมศวรยึดถือหลักปฏิบัติตามพระราชบิดา จะเห็นได้ว่าไม่มีหลักฐานใดที่ระบุว่าขุนหลวงพ่องั่วขัดขวางการขึ้นครองราชย์ในแผ่นดินอยุธยาของพระราเมศวรในระยะแรกหลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าอู่ทอง เอกสารโบราณระบุว่า “ศักราช ๗๓๑(พ.ศ.๑๙๑๒) ปีระกา เอกศก สมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จสวรรคต......สมเด็จพระรามเมศวรเสด็จมาแต่เมืองลพบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติ”(1) จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาร่วมหนึ่งปีหลังการสวรรคตของพระเจ้าอู่ทอง เมื่อพระราเมศวรเสด็จมาจากลพบุรีและสืบราชสมบัติ ไม่มีการขัดขวางการขึ้นครองราชย์จากขุนหลวงพ่องั่วหรือพระเจ้าลุงแต่อย่างใด

ขุนหลวงพ่องั่ว ปล่อยให้เวลาผ่านไปหลายเดือนจนเกือบหนึ่งปี จึงเสด็จมากรุงศรีอยุธยา “ครั้นถึงศักราช ๗๓๒(พ.ศ.๑๙๑๓) ปีจอ โทศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเข้ามา(แต่)เมืองสุพรรณบุรี เสนาบดีกราบทูลว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จมา สมเด็จพระรามเมศวร ก็ออกไปอัญเชิญเสด็จเข้ามาพระนครถวายราชสมบัติ ถวายบังคมลาขึ้นไปลพบุรีดังเก่า”(2)

สถูปใหญ่หรือปรางค์ประธานภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต

กรณีนี้มีนัยสำคัญที่บอกให้รู้ว่า ขุนหลวงพ่องั่วยังคงให้พระราเมศวรครองแผ่นดินสืบต่อจากพระเจ้าอู่ทองตามกลไกการสืบทอดอำนาจ แต่หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว ในระยะเวลาร่วมหนึ่งปีนั้นอยุธยาได้ดำเนินราโชบายอย่างไรต่อกรุงสุพรรณภูมิ เพราะหากทุกอย่างดำเนินไปดุจเดียวกับสมัยพระเจ้าอู่ทอง ขุนหลวงพ่องั่วคงไม่ต้องเดินทัพข้ามสายน้ำท่าจีน-เจ้าพระยามาพระนคร

เรื่องนี้พิเคราะห์ได้ว่า เมื่อพระราเมศวรปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา พระองค์ทรงยกเลิกกฎกติกาเดิม อาจด้วยพระองค์เอง หรือการยุยงของขุนนางในราชสำนัก และด้วยวัย ๒๗ พรรษาอาจมีความเชื่อมั่นในพระองค์สูงว่าจะทรงเป็นราชาที่เหนือราชาอื่นได้ จึงละเลยธรรมเนียมปฏิบัติต่อเจ้าลุงกรุงสุพรรณภูมิโดยลืมไปว่าพระองค์ยังไม่มีพระบารมีมากพอ และยังขาดประสบการณ์หลายด้าน เนื่องจากพระองค์ทรงเสด็จพระราชสมภพขึ้นมาในภาวะที่บ้านเมืองสงบร่มเย็น เป็นเจ้าชายที่ไม่เคยผ่านการรบ และตัดสินใจในภารกิจสำคัญ(1)

การหน่วงเวลาไปร่วมหนึ่งปีของขุนหลวงพ่องั่ว อาจเป็นการดูทีท่าทางกรุงศรีอยุธยา และพระองค์อาจจะปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกสักระยะก็ได้ หากหัวเมืองฝ่ายเหนือไม่กระด้างกระเดื่องและตั้งตัวแข็งเมืองต่อกรุงศรีอยุธยาในสภาวการณ์เปลี่ยนแผ่นดิน และมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญมากกว่าคือราชสำนักจีนไม่เชื่อมั่นในพระราเมศวร  ด้วยเหตุนี้ขุนหลวงพ่องั่วจึงไม่อาจปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป และตัดสินพระทัยยาตราทัพเข้ากรุงศรีอยุธยาเร่งปราบดาภิเษกเพื่อจัดระเบียบวางกฏเกณฑ์ราชสำนัก แต่ก็ยังไม่เรียบร้อยดี ราชทูตของราชวงศ์หมิงก็เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาพอดี ดังมีบันทึกระบุว่า

“แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๓ แกซุด (ตรงกับปีจอจ.ศ.๗๓๒/พ.ศ.๑๙๑๓)พระเจ้าไถ่โจ๊วฮ่องเต้ (ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง) รับสั่งให้ หลุยจงจุ่น เปนราชทูต ถือหนังสือรับสั่งไปชวนเสี้ยมหลอฮกก๊กให้เปนไมตรี”(3)

จากบันทึกของราชวงศ์หมิงกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในกรุงศรีอยุธยา เป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะลงตัวอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตามปกติแล้วเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่งจนเกิดความลงตัวแล้ว ราชสำนักจีนจะใช้นโยบายเจริญสัมพันธไมตรีเพื่อให้มาเป็นพวกเดียวกัน ซึ่งต้องใช้เวลานานนับปีทั้งการดูทีท่าและการเดินทางของคณะราชทูตซึ่งควรจะเป็นปีรุ่งขึ้นคือพ.ศ.๑๙๑๔ แต่การเดินทางของ “หลุยจงจุ่น”อาจออกจากนครนานกิงล่วงหน้าหลายเดือน กว่าที่ขุนหลวงพ่องั่วจะเข้ากรุงศรีอยุธยา เมื่อขุนหลวงพ่องั่วปราบดาภิเษก ราชทูตจีนจึงมาถึงพอดี แสดงให้เห็นว่า มีการหารือและเตรียมการระหว่างกรุงสุพรรณภูมิกับกรุงจีนมาอย่างต่อเนื่องโดยผ่านกลไกจากคนราชสำนักจีนที่ประจำอยู่เขตการค้ามะละกา และอาจทำให้มองย้อนกลับไปได้ด้วยว่า ตลอดเวลา ๑๙ ปีในการครองราชสมบัติของพระเจ้าอู่ทอง ขุนหลวงพ่องั่วและราชสำนักจีน มีการติดต่อสืบเนื่องกันมามิได้ว่างเว้น อันเป็นการสนับสนุนสมมติฐานการครองแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาภายใต้ร่มเงาของสุพรรณภูมิแจ่มชัดขึ้น

หมิงไท่จงฮ่องเต้  แห่งราชสำนักจีน มีบทบาทสำคัญในอยุธยาตอนต้น
ภาพจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อย่างไรก็ตาม ภายหลังขุนหลวงพ่องั่วเสด็จขึ้นบรมราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาในปีพ.ศ.๑๙๑๓ ทรงพระนาม “สมเด็จพระบรมราชาธิราช” หรือที่ราชสำนักจีนเรียกขานว่า“สมเด็จเจ้าพระยาสุรินทราราช”(2)แล้ว  และหลังพิธีการเจริญสัมพันธไมตรีของคณะราชทูตจีนเสร็จสิ้น ในปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๑๙๑๔ ด้านหนึ่งพระองค์เร่งให้จัดเตรียมคณะราชทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักจีน และเป็นการไปแบบไปขาเดียว เพราะไม่มีกองทัพเรือหรือสำเภาการค้าของกรุงศรีอยุธยานำคณะราชทูตไป แต่เป็นการร่วมเดินทางไปกับคณะราชทูตจีน ดังจดหมายเหตุจีนบันทึกไว้ชัดเจนว่า

“แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๔ ซินหาย (ตรงกับปีกุน จ.ศ.๗๓๓/พ.ศ.๑๙๑๔)เสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋อง เซียนเลียดเจี่ยวปีเองี่ย (สมเด็จพระเจ้ายา)ให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนแลพาช้างกับเต่าหกเท้า แลสิ่งของในพื้นประเทศมาเจริญทางพระราชไมตรีพร้อมกันกับหลุยจงจุ่น...”(4)

จึงประเมินได้ว่า เวลานั้นราชสำนักกรุงศรีอยุธยา มีภารกิจเร่งรีบหลายเรื่องที่ต้องกระทำไม่อาจเตรียมสำเภาให้พร้อมต่อการเดินทาง จึงให้คณะทูตกรุงศรีอยุธยาล่วงหน้าไปกับคณะทูตจีน ส่วนภายในราชอาณาจักร อีกด้านหนึ่งขุนหลวงพ่องั่ว ก็เร่งจัดเตรียมทัพไปตีหัวเมืองเหนือที่กระด้างกระเดื่อง(3) จนสามารถปราบได้ราบคาบ(5) จากนั้นเมื่อกลับถึงพระนครพระองค์ก็จัดเตรียมคณะราชทูตขึ้นมาอีกหนึ่งชุดแล้วเดินทางไปยังกรุงจีนเพื่อสมทบกับคณะทูตชุดแรกในช่วงปีใหม่พอดี บันทึกจีนได้ลงรายละเอียดไว้ว่า

“ในปีนั้น (พ.ศ.๑๙๑๔) เสียมหลอฮกก๊กอ๋อง ให้ราชทูตกลับมาถวายไชยมงคลในการขึ้นปีใหม่ พระเจ้าไถ่โจ๊วฮ่องเต้ รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาพงษาวดารเรื่องได้ราชสมบัติ กับแพรม้วนประทานไปให้อ๋อง”(6)

“พงษาวดารเรื่องได้ราชสมบัติ”ก็คือบันทึกการครองราชย์ของพระเจ้าไถ่โจ๊วฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง ที่เริ่มเกิดขึ้นจากกลุ่มกบฏชาวนาจนโค่นอำนาจราชวงศ์หยวน ซึ่งฮ่องเต้ต้าหมิงต้องการแสดงให้ขุนหลวงพ่องั่ว เชื่อถือและยอมรับในความชอบธรรมที่พระองค์ก้าวขึ้นมาปกครองจีนนั่นเอง

นับแต่นั้น บ้านเมืองก็เริ่มเดินหน้าต่อ แม้ขุนหลวงพ่องั่วจะต้องปราบปรามหัวเมืองประเทศราชเป็นระยะ แต่กลไกทางเศรษฐกิจก็ยังคงดำเนินไป ทั้งกับราชสำนักจีน ประเทศทางตอนใต้แถบมลายูและชวา ส่วนทางน่านน้ำฝั่งตะวันตกก็มีอินเดีย ลังกา เปอร์เชีย และอาหรับ คอยแวะเวียนซื้อขายแลกเปลี่ยนกันไปมา

 แต่ในเวลาเดียวกันที่เมืองลพบุรี พระราเมศวร ซึ่งพลาดโอกาสสำคัญในการครองราชย์ ก็เริ่มวางแผนช่วงชิงอำนาจ...เป็นการหวังช่วงชิงอำนาจ...จากพระเจ้าลุงผู้เป็นราชาที่ไว้ชีวิตต่อพระองค์.



สถานการณ์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
...............วิญญู บุญยงค์..............


**********
เชิงอรรถ

1.ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า พระจ้าอู่ทองให้พระราเมศวร ยกทัพไปปราบขอม ข้อมูลนี้อาจคลาดเคลื่อน ด้วยขณะนั้น พะราเมศวร มีพระชนมายุเพียง 10 พรรษา.
2.”สมเด็จเจ้าพระยาสุรินทราราช” เป็นพระนามที่ราชสำนักจีนกล่าวถึงขุนหลวงพ่องั่ว หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราช โดยสะกดดังนี้ “เซียนเลียะเป๊าปี๊เองียสือลี่ตอล่อหลก”
3.พ.ศ.๑๙๑๔ พงศาวดารระบุว่า สมเด็จพระราชาธิราช ทรงยกทัพไปตีเมืองฝ่ายเหนือและได้เมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง

อ้างอิง

1,2. พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม หน้า ๑-๓๗๐.
3,4,6.จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ(เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง),พิมพ์ครั้งแรกใน      ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ พิมพ์แจกในงานศพ จางวางโท พระยารณไชยชาญยุทธ (ศุข โชติกะเสถียร) ปีมเสงนพศก พ.ศ.๒๔๖๐.
5.ศิลปากร,กรม.พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา.


เกี่ยวกับผู้เขียน






วิญญู บุญยงค์
นักเขียนรางวัลพระราชทาน
สารคดี(เยาวชน)ดีเด่น ปี 2536  

-กองบรรณาธิการเศรษฐกิจการเมือง Consumer News paper
-บรรณาธิการหนังสือ Business in Thailand (ฉบับพิเศษ)
-บรรณาธิการบริหาร Bangkok Business News paper 
-บรรณาธิการการเมือง Thai Sky News Agency
-หัวหน้าคณะทำงานหนังสือสารคดีภูมิปัญญาและจังหวัดของเรา 4 ภาค 
จัดทำเป็นหนังสือสารคดีสำหรับเยาวชนและนักศึกษา 
เพื่อใช้ในห้องสมุดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ  
ในชื่อจริงและนามปากกา เป็นจำนวนกว่า 100 เล่ม
   -ผู้เขียนสารคดีภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิต 
ตีพิมพ์ในวารสารวัฒนธรรมไทยหลายปีติดต่อกัน
-บรรณาธิการกิจในโครงการการจัดทำหนังสือสารคดีเยาวชน กระทรวงศึกษาธิการ
-เจ้าของผลงานศึกษาค้นคว้าดีเด่น จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ปี 2546 เรื่อง
      Changing Way of Life in Suphan Community Basin
-ผู้แทนคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงผลงานวิจัย 
        งานสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
   นครศรีธรรมราช โดยการสนับสนุนของคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ
-ที่ปรึกษาบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ด้านการบริหารจัดการในพื้นที่พิเศษ
         ครอบคลุมชุมชน สังคม วิถีชีวิต ประเพณี ประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์
-ผู้ศึกษาค้นคว้าวิจัย พระอริยสงฆ์ และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์
-ผู้ศึกษาค้นคว้า ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - สุวัณณภูมิ

ฯลฯ

ส่วนหนึ่งผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง  
คนปาดตาล 
ตามรอยขุนช้างขุนแผน
ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ,
ธนบัตรสยาม
ยักษ์ในรามเกียรติ์
วานรในรามเกียรติ์ 
สมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวง และ 
สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พฺรหฺมรํสี : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี.