โพสต์แนะนำ

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระกริ่ง ๑



พระกริ่งบาเก็ง
(กริ่งพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์)


ในอาณาจักรขอม พุทธศาสนามหายานรุ่งเรืองควบคู่ไปกับศาสนาพราหมณ์ และขึ้นสูงสุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๓)  ในช่วงต่อมาบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งกันถึงขนาดทำลายศาสนาของฝ่ายตรงกันข้าม ดังจะเห็นได้จากโบราณสถานปราสาทหินหลายแห่งมีร่องรอยการแปลงกลับไปกลับมาระหว่างเทวสถานกับพุทธสถาน 

ตามคตินิยมพุทธมหายานให้ความเคารพนับถือพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าทางการบำบัดรักษาโรค จึงมีการสร้างองค์พระพุทธรูปถือหม้อยาไว้ตามศาสนสถานเพื่อให้ผู้คนได้มาบูชากราบไหว้ขอพรและวิงวอนให้หายจากอาการเจ็บป่วย อีกส่วนหนึ่งมีการจำลองพระไภษัชยคุรุเป็นขนาดเล็กภายในก้นฐานบรรจุกริ่งที่เรียกว่าพระกริ่งนำไปประดิษฐานไว้ในขันน้ำมนต์หรือภาชนะที่ทางศาสนสถานจัดเตรียมไว้ และผู้คนก็จะนำน้ำนั้นมาดื่มหรือประพรมตามร่างกายเพื่อให้หายจากโรคภัย

พระกริ่งปทุมสุริยวงศ์(บาเก็ง)ปางมารวิชัย
พระหัตถ์ซ้ายถือวชิราวุธ ประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย ๗ กลีบ

ด้านหลังองค์พระไม่มีบัวกลีบ และไม่แสดงสัญลักษณ์อื่นใด

มีหลักฐานสำคัญปรากฏอยู่ใน “นิราศนครวัด” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ไว้คราวเสด็จเยือนกัมพูชาเป็นการส่วนพระองค์ในระหว่างวันที่  ๑๖ พฤศจิกายน-๑๔ ธันวาคม ๒๔๗๖  พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย พระธิดา 3 พระองค์ และศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès) โดยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้านายในกรุงกัมพูชา และทางการฝรั่งเศส 

ในวันที่ ๒๖พฤศจิกายน ๒๔๗๖ เสด็จทอดพระเนตรเทวสถานบนเขาพนมบาเกง(บาแค็ง,บาเก็ง-ผู้เขียน) โดยมีนายอองรี มาร์ชาล(Henri Marchal) นายช่างผู้เชี่ยวชาญดูแลรักษาโบราณสถานชาวฝรั่งเศส ร่วมนำเสด็จทอดพระเนตร  ในพระนิพนธ์มีเรื่องราวของพระกริ่งโดยตรง ตอนหนึ่งว่า

อนึ่งเรามาเที่ยวนี้ได้ตั้งใจสืบสวนการเรื่องหนึ่ง คือเรื่องพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ซึ่งเรียกกันว่าพระกริ่ง เปนของที่นับถือและขวนขวายหากันในเมืองเรามาแต่ก่อน กล่าวกันว่าเปนพระของพระเจ้าปทุมสุริวงศ(สุริยวงศ์-ผู้เขียน)สร้างไว้ เพราะได้ไปจากเมืองเขมรทั้งนั้น เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ พระอมรโมลี(นพ)วัดบุบผาราม ลงมาส่งมหาปานราชาคณะธรรมยุติในกรุงกัมพูชาองค์แรก ซึ่งต่อมาได้เปนสมเด็จพระสุคนธ์นั้น มาได้พระกริ่งขึ้นไปให้คุณตา (พระยาอัพภันตริกามาตย์) ท่านให้แก่เราแต่ยังเปนเด็กองค์หนึ่ง เมื่อเราบวชเณรนำไปถวายเสด็จพระอุปัชฌาย์(สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) ทอดพระเนตร์ ท่านตรัสว่า เปนกริ่งพระเจ้าปทุมสุริวงศแท้ และทรงอธิบายต่อไปว่าพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริวงศนั้นมี ๒ อย่าง เปนสีดำอย่าง ๑ เปนสีเหลืององค์ย่อมลงมากว่าสีดำอย่าง ๑ แต่อย่างสีเหลืองนั้นเราไม่เคยเห็น ได้เห็นของผู้อื่นก็เป็นอย่างสีดำทั้งนั้น

ต่อมาเมื่อเราอยู่กระทรวงมหาดไทย พระครูเมืองสุรินทร์เข้ามากรุงเทพฯ เอาพระกริ่งมาให้อีกองค์หนึ่ง ก็เปนอย่างสีดำ ได้พิจารณาเทียบเคียงกันดูกับองค์ที่คุณตาให้ เห็นเหมือนกันไม่ผิดเลย จึงเข้าใจว่าพระกริ่งนั่น เดิมเห็นจะตีพิมพ์ทำทีละมาก ๆ และรูปสัณฐานเห็นว่าเปนพระพุทธรูปมหายานอย่างจีน มาได้หลักฐานเมื่อเร็ว ๆ นี้ ด้วยราชทูตต่างประเทศคนหนึ่งเคยไปอยู่เมืองปักกิ่ง ได้พระกริ่งทองของจีนมาองค์หนึ่ง ขนาดเท่ากันเปนแต่พระพักตร์มิใช่พิมพ์เดียวกับพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริวงศ ถึงกระนั้นก็เปนหลักฐานว่าพระกริ่งเปนของมาแต่เมืองจีนแน่ มาเที่ยวนี้จึงตั้งใจจะสืบหาหลักฐานว่าพระกริ่งนั้นหากันได้ที่ไหนในเมืองเขมร ครั้นมาถึงเมืองพนมเพ็ญ(พนมเปญ-ผู้เขียน) พอพระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ลองไต่ถามก็ไม่มีใครรู้เรื่องพระกริ่งและไม่เคยเห็น มีออกญาจักรีคนเดียวบอกว่าสัก ๒๐ ปีมาแล้วได้เคยเห็นของชาวบ้านนอกองค์หนึ่งเปนพระชนิดเช่นว่าแต่ก็หาได้เอาใจใส่ไม่

ครั้นมาถึงพระนครวัด จึงมาได้ความจากมองสิเออมาร์ชาล ผู้จัดการรักษาโบราณสถาน ว่าเมื่อสัก ๒-๓ เดือนมาแล้วเขาขุดซ่อมเทวสถานซึ่งแปลงเปนวัดพระพุทธศาสนา อยู่บนยอดเขาบาเกง ริมนครธมข้างด้านใต้ พบพระพุทธรูปเล็ก ๆ อยู่ในหม้อใบหนึ่งหลายองค์ เอามาให้เราดู เปนพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริวงศทั้งนั้น มีทั้งอย่างดำและอย่างเหลือง ตรงกับที่สมเด็จพระอุปัชฌาย์ทรงอธิบาย จึงเป็นอันได้ความแน่ว่าพระกริ่งที่ได้ไปยังประเทศเราแต่ก่อนนั้น เปนของที่หาได้ในกรุงกัมพูชาแน่ แต่จะทำมาจำหน่ายจากเมืองจีน หรือพวกขอมจะเอาแบบพระจีนมาคิดหล่อขึ้นในประเทศขอม ข้อนี้ทราบไม่ได้ “(นิราศนครวัด,85-86)

คราบสนิมสีเขียวที่เกิดจากปฏิกิริยาของเนื้อโลหะที่บรรจุไว้ภายในหม้อเป็นเวลานาน

กริ่งพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ชื่อนี้มีที่มาอย่างไรไม่แน่ชัด แต่มีการค้นพบที่เขาพนมบาเกง โดยนายอองรี มาร์ชาล ระบุว่า เทวสถานซึ่งแปลงเป็นวัดพระพุทธศาสนาจึงน่าจะมีการประดิษฐานพระไภษัชยคุรุและหม้อน้ำมนต์ที่ภายในบรรจุพระกริ่งอยู่ ด้วยเหตุนี้พระกริ่งที่นายอองรี มาร์ชาล พบ จึงถูกบรรจุอยู่ในหม้อ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นหม้อน้ำมนต์นั่นเอง

ด้านหลังมีคราบสนิมน้ำตาลปะปนกับสนิมเขียวและสนิมแป้ง
ส่วนปราสาทบาเกงนี้ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ายโสวรมันที่ 1 (พ.ศ.๑๔๓๒-๑๔๔๓) เป็นเทวสถานฮินดูในลัทธิไศวนิกาย ช่วงต่อมามีกษัตริย์ที่นับถือพุทธมหายานก้าวขึ้นมามีอำนาจอีกหลายพระองค์ อาทิ พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 1(พ.ศ.๑๔๗๘)ในสมัยปลายอาณาจักรเจนละ จนเข้าสู่สมัยพระนคร พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๒(พ.ศ.๑๖๙๓-๑๗๐๓) และรุ่งเรืองสุดขีดในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๓ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเทวสถานมาเป็นพุทธสถาน และสร้างพระกริ่งบรรจุในหม้อน้ำมนต์ก็อาจเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของระยะนี้ อายุการสร้างของพระกริ่งปทุมสุริยวงศ์(กริ่งบาเก็ง)จึงอยู่ระหว่างประมาณ ๘๐๐-๑,๐๐๐ ปี.


*********


พระสมเด็จฯ๘


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่


พระสมเด็จฯเนื้อผงวิเศษ ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) มีการสร้างหลายวาระหลายโอกาส เนื้อหามวลสารอาจมีความแตกต่างกันบ้าง แต่สิ่งที่ต้องมีทุกครั้งคือผงวิเศษ ๕ ประการ ถือเป็นสูตรการสร้างสำคัญของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ส่วนด้านรูปแบบพิมพ์ทรงนั้นมีทั้งช่วงหลวงและช่างราษฎร์ ที่ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นผู้นับถือศรัทธาเจ้าพระคุณสมเด็จฯด้วยกันทุกคน


มีเรื่องล่าบอกต่อกันมาผ่านบันทึกต่าง ๆที่ถูกนำมาตีพิมพ์ตรงกันอยู่เรื่องหนึ่งว่า วัตรปฏิบัติของเจ้าประคุณสมเด็จฯ คือการบิณฑบาตโปรดญาติโยมอยู่เป็นประจำทั้งทางบกและทางน้ำ เมื่อญาติโยมถวายภัตตาหารใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯมักให้พรแล้วแจกพระสมเด็จฯให้ไป ส่วนหนึ่งเป็นพระที่ทำสำเร็จแล้วเป็นองค์เดี่ยว บางส่วนเป็นพระสมเด็จฯที่ทำเป็นแม่พิมพ์เรียงติดกันหลายองค์ เมื่อนำออกจากแม่พิมพ์แล้วพระจะติดเรียงกันเป็นแถว และมีร่องระหว่างองค์ไปในตัว เมื่อพระถูกตากจนแห้งสนิทก็จะได้พระเป็นแถวยาว หลังผ่านการปลุกเสกแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯจึงนำติดย่ามไปแล้วแจกให้ญาติโยมด้วยการหักออกทีละองค์


พระสมเด็จฯวัดระฆัง ที่ทำจากขั้นตอนนี้ จะสังเกตได้จากด้านข้างมีรอยหักไม่เรียบร้อยเหมือนการตัดขอบพระทีละองค์แบบทั่วไป แต่ก็กลายเป็นลักษณะเด่นของพระสมเด็จฯวัดระฆังไปอีกแบบหนึ่ง

พระองค์ที่นำมาลงนี้ เป็นพระสมเด็จฯวัดระฆัง ที่ด้านหักมีร่องรอยคล้ายการหักออกระหว่างองค์ เป็นแบบพิมพ์ทรงใหญ่ มีเส้นบังคับพิมพ์ตามแบบพิมพ์นิยม แต่ศิลปะการแกะแบบพิมพ์ค่อนข้างตื้น ซุ้มครอบแก้วค่อนข้างบาง เข้าใจว่าเป็นช่างราษฎร์หรือบรรดาชาวบ้านที่เป็นลูกศิษย์เจ้าประคุณสมเด็จฯที่คอยแวะเวียนมาช่วยงานที่วัดระฆังกันอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งที่บ่งชี้ถึงความเป็นสมเด็จฯวัดระฆังคือเนื้อหามวลสารที่มีอยู่อย่างครบครัน ทั้งการกระจายตัวของเกสรดอกไม้ที่เมื่อผ่านกาลเวลาเกสรจะหดตัวทำให้พื้นผิวกลายเป็นหลุมเล็กหลุมน้อย บางส่วนเห็นปากหลุมเล็กน้อยแต่ภายในเป็นโพรงยังมีเศษเกสรคาอยู่ไม่หลุดร่วงออกมาก็มีอยู่มาก  นอกจากนั้นร่องรอยการหดตัวที่เรียกว่า ปูไต่ หนอนด้น รากผักชี และหลุมแอ่งขนาดเล็กใหญ่ก็มีอยู่ครบถ้วน


พิมพ์ทรงของสมเด็จฯวัดระฆังนี้ มีผู้ครอบครองกันอย่างแพร่หลาย บางท่านว่าเป็นสมเด็จฯวัดระฆัง และบางท่านว่าเป็นสมเด็จฯบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) ซึ่งจากที่เห็นผ่านตามา พบว่าพระสมเด็จฯวัดระฆังพิมพ์ทรงนี้ มีทั้งของวัดระฆัง และของวัดบางขุนพรหม เข้าใจว่าแรกเริ่มเดิมที เป็นพระที่สร้างจากวัดระฆัง แต่ในขณะที่เสมียนตราด้วง ผู้เป็นโยมอุปัฏฐาก ของเจ้าประคุณสมเด็จฯมาบูรณะวัดบางขุนพรหม เจ้าประคุณสมเด็จฯได้ให้ขรัวตาพลอย รวบรวมพระสมเด็จฯวัดระฆังที่มีอยู่ขณะนั้นนำมารวมกับพระที่สร้างขึ้นใหม่ให้ครบ ๘๔,๐๐๐ องค์เท่าพระธรรมขันธ์ แล้วบรรจุลงในพระเจดีย์ที่เสมียนตราด้วงทำการบูรณะ



การพิจารณาให้ดูที่คราบกรุเป็นสำคัญ หากองค์พระสะอาดหนึกนุ่มก็เป็นของวัดระฆัง ส่วนองค์ที่มีคราบกรุทั้งที่เป็นคราบฝ้าละอองติดฝังแน่นและคราบดินโคลนที่เกิดจากคราวน้ำท่วม และคราบปูดแบบฟองเต้าหู้ ก็จะเป็นกรุบางขุนพรหม ที่เรียกว่า”พระสองคลอง”นั่นเอง.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................


*********

ข้อมูลประกอบบทความ

หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.









วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อริยสงฆ์สยาม ๙


หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต
วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม






หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เป็นชาวสมุทรสงครามโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ ๓ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๐๗ ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๒ ปีเพื่อศึกษาเล่าเรียนจนอายุได้ ๑๙ ปีจึงลาสิกขาออกมาเพื่อทำหน้าที่บุตรรับใช้ช่วยเหลือในกิจการงานที่บิดามารดาทำอยู่ จากนั้นในปีรุ่งขึ้นเมื่ออายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงเข้าอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดเหมืองใหม่ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๒๗ โดยมีพระอาจารย์ด้วง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจุ้ย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการทิม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ธมฺมโชโต”

หลังจากอุปสมบท ท่านได้ศึกษาคัมภีร์มูลกัจจาย จนสามารถแปลธรรมบทได้อย่างคล่องแคล่ว ท่านยังศึกษาวิชชาเวทย์วิทยาคมกับพระอาจารย์ด้วง พระอุปัชฌาย์ผู้ทรงภูมิด้านผงวิเศษ หลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง ผู้ทรงภูมิวิชชานะปัดตลอด หลวงพ่อหรุ่น วัดช้างเผือก ผู้ทรงภูมิในวิปัสสนากัมมัฏฐาน นอกจากนั้นท่านยังให้ความเคารพนับถือต่อพระผู้ทรงภูมิอีกหลายรูป อาทิ หลวงพ่ออยู่ วัดบางน้อย หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม และหลวงพ่อแท่น วัดป่าแป้น เป็นต้น

นอกจากนี้ หลวงพ่อคง ยังอยู่ร่วมสมัยกับพระอริยะรูปสำคัญในเวลานั้นอีกมากมาย อาทิ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา สุพรรณบุรี, หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน สุพรรณบุรี, หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก พระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระนครศรีอยุธยา และหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง เพชรบุรี เป็นต้น

ในราวปีพ.ศ.๒๔๔๖ ท่านได้ส่งเสริมให้ญาติโยมและบรรดาลูกศิษย์ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนกล่าวได้ว่ามีผู้สนใจมาเล่าเรียนกันเป็นจำนวนมาก จนถึงพรรษาที่ ๒๑ วัดบางกะพ้อม ไม่มีผู้ปกครองและวัดก็ยังมีสภาพเสื่อมโทรม ชาวบ้านจึงอาราธนาให้ท่านไปปกครอง และท่านก็ดูแลวัดแห่งนี้เรื่อยมา

ในบั้นปลายของหลวงพ่อคง ท่านดำเนินวัตรปฏิบัติอย่างไม่บกพร่อง ทั้งยังสร้างพระพุทธรูป วัตถุมงคล อีกมากมาย จนถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๕ ท่านขึ้นนั่งร้านไปตกแต่งพระประธานองค์ใหม่ของวัดบางกะพ้อม หลังจากถึงขั้นตอนสุดท้ายท่านได้สวมเกศพระประธาน ก็เกิดอาการหน้ามืดจึงประคองสติลงลงนั่งอยู่บนนั่งร้านแล้วเขาสมาธิฌาน ส่วนบรรดาลูกศิษย์ที่ช่วยงานอยู่ด้านล่างเห็นหลวงพ่อนั่งอยู่นานผิดสังเกต ขึ้นไปดูจึงรู้ว่าท่านได้ละสังขาร ณ เบื้องหน้าพระประธานอย่าง “ผู้รุ่งเรืองในธรรม”ตามฉายา “ธมฺมโชโต” ที่ท่านดำเนินมาตลอดการครองสมณะเพศแล้ว รวมสิริอายุได้ ๗๘ ปี ๕๘ พรรษา มีชีวิตยาวนานถึง ๕ แผ่นดินรัชกาล.


พระคาถาบูชาหลวงพ่อคง

นะโม ๓ จบ แล้วว่า

พุทธัง เพชรคงฆัง ธัมมัง เพชรคงฆัง สังฆัง เพชรคงฆัง

พุทธัง มาเรโส ธัมมัง มาเรโส สังฆัง มาเรโส.

*****

พระคามงคลศักดิ์สิทธิ์
หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม

นะโม ๓ จบฯ แล้วว่า

นะโมพุทธายะ มะอะอุ สิวัง มหาอุต มังคลานิ สัมพุทธะ คัพภะเวสันโต.

(สวดภาวนาเช้าเย็น ป้องกันภัย เทวดาคุ้มครอง)



จันทร์พลูหลวง...รวบรวม/เรียบเรียง.

พระท่ากระดาน กรุเก่า


พระท่ากระดาน
ขุนศึกแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง


พระท่ากระดาน พระเครื่องศิลปะสมัยสุพรรณภูมิ(อู่ทอง) สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๒๐ จัดเป็นหนึ่งในเบญจภาคีพระยอดขุนพลเนื้อชิน ที่ชาวเมืองกาญจนบุรีภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง 

พระท่ากระดาน สร้างจากเนื้อตะกั่วนิ่ม บางทีเรียกกันว่า ตะกั่วน้ำนม มีส่วนผสมของปรอท ส่วนใหญ่เท่าทีพบในสภาพเดิม จะถูกปิดทองด้านหน้าเต็มองค์อย่างประณีต แสดงให้เห็นว่าเป็นงานสร้างระดับสูง ด้วยพุทธปฏิมาที่งามสง่า น่าเกรงขาม และพุทธคุณทางคงกระพันชาตรี พระท่ากระดาน จึงได้รับการขนานนามเป็น “ขุนศึกแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง”

พระท่ากระดาน กรุเก่าศรีสวัสดิ์ ด้านหน้าปิดทองมาแต่เดิม

พุทธศิลป์แบบนูนสูงด้านหลังเรียบ องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย พระเกศยาวเรียวต่อจากพระเมาลี  วงพระพักตร์ด้านบนเป็นกระจัง ถัดมาเป็นพระขนงแบบปีกกา พระนาสิกโคนเรียวปลายใหญ่คล้ายหยดน้ำ รับกับพระโอษฐ์ยิ้มแบบเครียด พระเนตรโคนใหญ่ปลายเรียว พระศอลึกลงไป

พระอังสา(บ่า)ผึ่งผาย พระพาหา(ไหล่ แขน)โค้งลงด้านซ้ายวางลงบนพระเพลา(ตัก)พระกรใหญ่ ด้านขวาวางทอดลงบนพระชานุ(เข่า)พระกรใหญ่เช่นกัน พระอุระ(อก)กว้าง ปรากฏเส้นสังฆาฏิวางพาดเฉียงจากด้านบนซ้ายลงไปยังพระอุทร(ท้อง) พระบาทขวาวางทาบบนพระชงฆ์(แข้ง)ซ้าย บนฐานสำเภาชั้นเดียว ด้วยพุทธลักษณ์เช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศิลป์หลายท่านต่างให้ทัศนะว่า คล้ายพระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

ด้านหลังพระท่ากระดาน จะปรากฏแอ่งจากการยุบตัวของเนื้อตะกั่ว

พระท่ากระดานมีขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๘ ซ.ม.ความสูงจากฐานถึงปลายพระเกศไม่แน่นอน เนื่องจากพระเกศของพระท่ากระดานเป็นปลายเรียวยาว เมื่อผ่านกาลเวลามานานปลายพระเกศจึงหักบ้าง บิดบ้าง จนมีการขนานนามตามลักษณะพระเกศ เช่นเกศตูม เกศตรง เกศยาว และเกศคด เป็นต้น สำหรับองค์ที่นำมาลงไว้นี้เป็นแบบพระเกศตรง วัดความสูงจากฐานถึงยอดพระเกศได้ ๔.๕ ซ.ม.

การพิจารณาพระท่ากระดาน นอกจากรูปทรงตามมาตรฐานแล้ว สังเกตที่พื้นผิวของพระทั้งองค์ จะเป็นสนิมแดงเข้มจัดจนเป็นสีเปลือกมังคุด สนิมแดงนี้จะเกาะกุมองค์พระอย่างแนบสนิท ที่สำคัญ ผิวของสนิมแดงจะเหี่ยวย่นเป็น”ตามุ้ง” เหนือสนิมแดงจะปรากฏสนิมไข และสนิมแป้ง

ลักษณะของ"ตามุ้ง"เรียงตัวเกาะกันอย่างไม่เป็นระเบียบ

บริเวณด้านหน้าส่วนใหญ่มักปิดทับด้วยแผ่นทองคำเปลว ในองค์ที่ไม่ผ่านการใช้จะมีคราบฝ้าปกคลุมจนไม่เห็นเนื้อทองคำเปลว เรียกกันว่า “กรุทับทอง” แต่หากทำความสะอาดปัดคราบฝ้าแป้งออกจึงจะเห็นแผ่นทองคำที่มีสนิมออกแดงส้มปกคลุมอยู่ประปราย นอกจากนั้นในบางองค์จะพบสนิมไขดันทะลุแผ่นทองขึ้นมา เรียกว่า “ทองทับกรุ”

ส่วนด้านหลังของพระท่ากระดาน  จะปรากฏเป็นแอ่งยุบตัวลงไป เห็นได้ชัดบริเวณที่ตรงกับพระพักตร์ และด้านล่างบริเวณพระเพลา(ตัก) เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่อยู่ลึกกว่าจุดอื่น ในขณะทำการหล่อองค์พระ แม่พิมพ์เป็นลักษณะคว่ำหน้า เนื้อตะกั่วที่เทลงในเบ้าพิมพ์ขณะยังร้อนอยู่จะราบเรียบเสมอกัน ต่อเมื่อความร้อนคลายตัวจนเนื้อตะกั่วเย็นลง จึงจะปรากฏการยุบตัวให้เห็นชัด ขณะเดียวกันโดยรอบขอบองค์พระด้านหลังจะสูงกว่าเนื้อด้านในโดยรวม

การยุบตัว รอยเหี่ยวย่น และพื้นผิว  เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณา

ปัจจุบันพระท่ากระดาน จัดเป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆของเมืองไทย จึงมีของทำเลียนแบบออกมามากมายอย่างต่อเนื่อง แต่ฝีมือการทำ หากศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ค่อย ๆพินิจพิจารณาก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................


*********


วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โถห้าสีสมัยคังซี



โถกระเบื้องห้าสี (Jar Porcelain)
โถมีฝาปิดกระเบื้องเคลือบห้าสีลายพันธุ์ไม้น้ำ กอบัว นก แมลง 
หัตถศิลป์จีนสมัยจักรพรรดิคังซี ราชวงศ์ชิง ราวพุทธศตวรรษที่ 23












By Parot Samparn Photos.


*********

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๗



พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่
พิมพ์เดียวกันต่างที่ต่างการบูชา


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม องค์ “พระสมเด็จฯ๗” เป็นพิมพ์เดียวกับองค์ “พระสมเด็จฯ๖” ที่ได้นำมาลงไว้เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑ จัดเป็นพระพิมพ์เดียวกันและบล็อกแม่พิมพ์เดียวกัน แต่ได้รับการนำไปบูชาต่างสถานที่ ต่างพฤติกรรมการเก็บรักษาจึงทำให้สภาพขององค์พระมีความแตกต่างกัน

องค์”พระสมเด็จฯ๖” เป็นพระที่ผ่านการใช้บูชา เนื้อพระผ่านการทำปฏิกิริยากับอากาศที่มีธาตุหลายชนิดปะปนอยู่ เจ้าของเดิมอาราธนาคล้องคออยู่เป็นประจำ จึงทำให้เหงื่อจากร่างกายซึมผ่านกรอบตลับพระเข้าไป ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เนื้อพระแข็งแกร่งเกิดความมันวาวดูนุ่มเนียนซึ้งตา  ประกอบกับพระองค์นี้ลงรักปิดทองมาแต่เดิมจึงขับให้องค์พระ ฐาน ซุ้ม และกรอบ ที่มีระดับสูงกว่าพื้นผิวมีความโดดเด่นมากขึ้น



                                    พระสมเด็จฯ๖                      พระสมเด็จฯ๗

ส่วนองค์พระสมเด็จฯ๗เป็นพระที่ไม่ผ่านการใช้บูชา เดิมถูกวางไว้ในพานที่อยู่ในตู้ไม้โบราณในห้องพระ ผ่านกาลเวลามานานโดยที่ทายาทไม่ได้เปิดเข้าไปตรวจสอบแต่อย่างใด จนในปีพ.ศ.๒๕๕๘ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ลูกหลานนึกครึ้มใจอยากสรงน้ำพระที่โต๊ะหมู่บูชาและถือโอกาสเปิดตู้เพื่อทำความสะอาดคราบฝุ่นจึงพบพระองค์นี้โดยบังเอิญ

พระองค์สมเด็จฯ๗เป็นพระที่ถูกตัดขอบพิมพ์กว้างกว่าองค์สมเด็จฯ๖เล็กน้อย กดพิมพ์แน่นกว่า จึงปรากฏทุกส่วนขององค์พระ ฐาน เส้นซุ้ม และกรอบ ชัดเจนกว่า ประกอบกับองค์พระไม่ผ่านการลงรักปิดทองจึงเห็นรายละเอียดทั่วทั้งองค์ นอกจากนั้นการที่องค์พระถูกเก็บนิ่งสนิทอยู่ภายในตู้โบราณมาเป็นเวลานานผ่านสภาพอากาศร้อนและเย็นจึงปรากฏการหดตัวของเนื้อพระโดยเฉพาะบริเวณใต้พระกัจฉะ(รักแร้) วงพระกร (แขน) และขอบซุ้มด้านใน  นอกจากนั้นคราบฝุ่นละอองตามธรรมชาติที่ร่วงหล่นมาเกาะองค์พระซึ่งมีการคลายตัวของน้ำมันตังอิ้วอยู่ คราบฝุ่นจึงฝังติดแนบสนิทจนกลายเป็นผิวพระไปโดยปริยาย

                                พระสมเด็จฯ๖                      พระสมเด็จฯ๗

พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม ทั้งสององค์นี้ จัดอยู่ในพิมพ์นิยม ผู้สนใจศึกษาอาจพิจารณาเทียบเคียงตำหนิพิมพ์ทรงของพระทั้งสององค์นี้ รวมถึงพระองค์อื่นที่เป็นพิมพ์เดียวกัน ซึ่งมีการเขียนอธิบายไว้อย่างกว้างขวางในเว็ปไซต์ต่าง ๆ ก็จะช่วยให้เข้าใจยิ่งขึ้น

มีข้อแนะนำส่งท้ายเล็กน้อย สำหรับผู้ที่นิยมห้อยบูชาพระเนื้อผงอยู่เป็นประจำ ควรนำองค์พระออกจากตลับบ้าง เพื่อให้ไอเหงื่อที่แทรกตัวอยู่ในองค์พระได้มีโอกาสระบายออกบ้าง แล้วปัดคราบเกลือด้วยวัสดุอ่อน ๆออกไป พร้อมกับเปลี่ยนฟองน้ำใหม่ เพราะการแทรกซึมของเหงื่อในองค์พระหากมีมากเกินไปจะทำให้องค์พระปริชำรุด และฟองน้ำเก่าที่ใช้ไปนาน ๆจะแข็งตัว มีผลต่อการสึกกร่อนขององค์พระโดยเฉพาะด้านข้าง...สมเด็จฯวัดระฆังหายาก...มีโอกาสครอบครองก็ต้องรู้จักการทะนุถนอมด้วยครับ.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................


*********

ข้อมูลประกอบบทความ

หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.







ถาดห้าสีสมัยจักรพรรดิเจียจิ้ง


ถาดกระเบื้องห้าสีใต้เคลือบ
ลายภาพบุคคลประกอบพิธีใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
เป็นที่นิยมในรัชสมัยจักรพรรดิเจียจิ้ง แห่งราชวงศ์หมิง 
ถือเป็นยุคทองของเครื่องลายครามและศาสนา(ลัทธิเต๋า) 
มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21







By Parot Samparn Photos.

*********

พระสมเด็จฯ๖



พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ 



พระสมเด็จฯวัดระฆัง ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) มีการจัดสร้างอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งแจกจ่ายให้กับญาติโยมที่เดินทางมาวัดระฆังเพื่อนมัสการเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทั้งข้าราชบริพารในราชสำนัก รวมถึงเจ้าสัวต่าง ๆ ก็จะพากันมาทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม กันอยู่เนือง ๆ นอกจากนั้นกลุ่มค้าขายทางน้ำพวกเรือทราย เรือถ่าน เรือโอ่ง ที่ขึ้นเหนือล่องใต้มักจะแวะเวียนมาวัดระฆัง ถือเป็นจุดพัก และใช้โอกาสนี้เข้ากราบเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปพร้อมกัน

เล่ากันว่า คนส่วนใหญ่มักเสาะหาของมงคลจำพวกว่าน สมุนไพร หรือว่านมงคล บางคนนำยางจากต้นรัก ที่ใช้สำหรับทาเคลือบองค์พระให้มีความคงทนไม่สึกกร่อนง่าย ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯก็จะนำสิ่งของนั้นมาเป็นส่วนผสมสำหรับการสร้างพระสมเด็จฯในคราวต่อ ๆไป

ภาพเขียนสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)โดยขรัวอินโข่ง

สำหรับยางรักนั้น หากเป็นรักไทยหรือรักเขมรจะออกสีดำ รักจีนออกสีน้ำตาล และรักญี่ปุ่นออกสีแดงกับสีเปลือกมังคุด ซึ่งถ้าเลือกได้เจ้าประคุณสมเด็จฯและบรรดาศิษย์ที่ช่วยทำพระก็จะเลือกรักจีนหรือรักญี่ปุ่น เพราะมีคุณสมบัติแห้งเร็ว ทำให้ชุบหรือเคลือบได้หลายครั้งไม่เสียเวลามาก

สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง องค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ แบบเกศทะลุซุ้ม เป็นแบบพิมพ์ที่ได้รับความนิยมพิมพ์หนึ่ง โดยกระบวนการทำ หลังจากนำพระออกจากแม่พิมพ์ก่อนนำไปตากลมจนแห้งสนิทดีแล้ว จึงนำรักญี่ปุ่นมาทาเคลือบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ในบางตำแหน่งหากเนื้อพระเป็นหลุมหรือแอ่ง น้ำรักจะเข้าไปรวมอยู่ทำให้แลดูเข้มเป็นสีเปลือกมังคุด


ในพระสมเด็จฯวัดระฆัง องค์นี้ หลังจากทาเคลือบรักแล้ว ใช้แผ่นทองคำเปลวปิดทับอีกชั้นหนึ่ง ทำให้เกิดความสวยงาม ซึ่งเป็นความนิยมอีกอย่างหนึ่งในสมัยนั้น ว่ากันว่าพระสมเด็จฯที่ปิดทองนี้ มักแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพารที่เตรียมสิ่งของเหล่านี้มาถวายต่อเจ้าประคุณสมเด็จฯไว้ก่อนหน้านี้


สิ่งที่ควรพิจารณาในพระสมเด็จฯที่ลงรักปิดทองนี้  ให้สังเกตความเก่าของทองจะไม่แวววาวเหมือนทองใหม่แต่จะออกหม่นระเรื่อแดงเล็กน้อยเท่านั้น รวมถึงผิวทองจะปรากฏรอยย่นตามการหดตัวของรักที่อยู่ชั้นล่าง นอกจากนี้บนพื้นผิวทองจะมีลักษณะปูดขึ้นมาเป็นจุดบ้าง เป็นรอยเส้นไม่เป็นระเบียบบ้าง เพราะเกิดจากการดันของน้ำมันตังอิ้วภายในองค์พระออกมา นอกจากนั้น หากสังเกตด้านหลังจะพบว่ามีรอยแตกระแหงของรัก ซึ่งการแตกระแหงนั้นเนื้อรักจะยังคงติดกับเนื้อพระ หากจะร่อนหลุดก็หลุดออกไปเลย ไม่กระเดิดขึ้นมาแต่อย่างใด.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ


หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.