โพสต์แนะนำ

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๒๒

พระสมเด็จฯวัดระฆัง
พิมพ์ฐานแซม


              พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) สร้างขึ้นจากเนื้อผงวิเศษ ๕ ประการมีปูนเป็นเนื้อประธาน มีอยู่หลายพิมพ์ทรง ที่นำมาลงไว้นี้เป็นพิมพ์ทรงมาตรฐาน สมัยก่อนนิยมเรียกกันว่า “อกร่อง หูยาน ซานแซม” เป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์พิมพ์อย่างลงตัว


              สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซมองค์นี้ เนื้อออกสีเหลืองน้ำตาล ด้านหน้าแตกรานละเอียดแบบไข่นกปรอด ผิวมีน้ำตั่งอิ้วคลายตัวขึ้นมาฉาบทั้งองค์ทำให้แลดูเหมือนแผ่นฟิล์มบาง ๆตำหนิธรรมชาติมีหลุม แอ่ง และรอยรากผักชี ที่เห็นชัดบริเวณข้างพระกรรณขวา ด้านข้างตัดชิดกรอบพิมพ์ ด้านหลังเรียบพื้นไม่แตก มีเพียงรอยรั้งของเนื้อด้านข้างเล็กน้อย 


              หากใช้แว่นขยายส่องจะพบธรรมชาติความพระสมเด็จฯอยู่ทุกส่วน โดยเฉพาะรอยพรุนปลายเข็มอันเกิดจากยุบตัวหดตัวของเนื้อพระ จะต้องมีในพระสมเด็จฯทุกองค์ นอกจากนั้นทั้งความหนึกนุ่ม และร่อยรอยที่ผ่านกาลเวลาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............


*********

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร ภาคใต้



พระยืนประทานพร
กรุวัดนางตรา นครศรีธรรมราช

พระยืนประทานพร ศิลปะบายน
เป็นพระพิมพ์ลึกรายละเอียดติดชัดเจนทุกส่วน
              
             พระยืนปางประทานพร เนื้อตะกั่วสนิมแดง ศิลปะเขมรแบบบายน พบที่กรุวัดนางตรา จ.นครศรีธรรมราช ลักษณะเด่นของพระเครื่องในศิลปะนี้ พระพักตร์ก้ม พระเนตรดุดัน พระโอษฐ์หนา แสยะยิ้ม พระวรกายบึกบึนเข้มแข็ง แสดงถึงความเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ และมีพลังอำนาจน่าเกรงขาม

ด้านหลัง เป็นแบบหลังร่อง หรือหลังรางปืน

              ในประเทศไทย พระยืนปางประทานพร ที่พบโดยมากเป็นศิลปะแบบลพบุรี โดยพัฒนามาจากศิลปะแบบบายน ผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม จึงได้ความนุ่มนวลแทนความดุดันแข็งกระด้าง โดยพระพักตร์และดวงเนตรจะแสดงความอ่อนหวาน พระโอษฐ์ปรากฏรอยพระสรวลเล็กน้อย แสดงถึงความมีเมตตา พระวรกายสมส่วนไม่บึกบึน แสดงถึงความเป็นธรรมราชาของพระมหากษัตริย์ที่ใช้หลักเมตตาธรรมปกครองแผ่นดิน.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********

พระซุ้มกอปรกโพธิ์


ซุ้มกอปรกโพธิ์
กรุวัดซุ้มกอ กำแพงเพชร


             ในบรรดาพระเครื่องตระกูลกำแพงเพชร ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็น “พระซุ้มกอ”พระพิมพ์ปางสมาธิขอบซุ้มกนก เป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมหนึ่งในพระชุดเบญจภาคี แต่ในจำนวนพระที่ขึ้นจากกรุในจำนวนราว ๕๐ กรุทั้งฝั่งในและนอกทุ่งเศรษฐีนั้น มีพระพิมพ์หนึ่งที่เรียกว่า “พระซุ้มกอพิมพ์ปรกโพธิ์”รวมอยู่ด้วย


              พระซุ้มกอพิมพ์ปรกโพธิ์ ตามคำบอกล่าของคนในอดีตยืนยันว่าขึ้นจากกรุวัดซุ้มกอ ฝั่งทุ่งเศรษฐี รูปทรงสัณฐานเป็นแบบเล็บมือ กว้าง ๒.๒ ซ.ม.สูงจากฐานถึงยอดบน ๓.๔ ซ.ม.องค์พระขนาดหน้าตัก ๒ ซ.ม.สูงจากฐานถึงยอดพระเกศ ๒.๕ ซ.ม.ประทับนั่งปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ พระพักตร์กลมนูนแบบอนุราชปุระ พระเกศตรงชนรัศมี ลำพระองค์อวบตัน ซอกพระพาหา(แขน)ลึกทั้งสองด้าน หัตถ์ทั้งสองข้างประสานบนพระเพลา(ตัก) ประทับนั่งบนฐานบัว ๕ กลีบ ภายในซุ้มเรือนแก้ว นอกซุ้มเรือนแก้วเป็นกิ่งก้านและใบโพธิ์เรียงสองชั้นอยู่โดยรอบส่วนบน ด้านหลังเป็นแบบหลังนูน

              พระซุ้มกอพิมพ์นี้ เป็นพระที่สร้างขึ้นจากเนื้อดินผสมมวลสารนานาชนิดอันเป็นมงคล ปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่แม้จะเป็นพระเนื้อดินแต่ก็มีการคลายตัวของส่วนผสมภายในองค์พระ ดุจเดียวกับพระสมเด็จฯที่บรรจุไว้ในกรุพระเจดีย์ จึงเชื่อได้ว่าพระซุ้มกอพิมพ์ปรกโพธิ์นี้มีส่วนผสมที่เป็นน้ำประสาน(Linseed)เพื่อให้เนื้อหามวลสารต่าง ๆเข้ากันเป็นเนื้อเดียว เมื่อผ่านเวลามานานจึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมี


              องค์พระที่นำไปประดิษฐานภายในกรุต่าง ๆ ผ่านความร้อน อบอ้าว เย็น และชื้นตามสภาพอากาศ มีผลให้น้ำประสานที่อยู่ภายในไหลออกมาอาบภายนอกองค์พระจนทั่ว ในบางตำแหน่งจะพบรอยรูขนาดเล็กที่เป็นเส้นทางของการหลั่งสารภายใน และเกิดราดำราขาวเข้าเกาะกุมผิวอีกชั้นหนึ่ง ผสมผสานกับฝุ่นละอองเศษอิฐเศษดินกลายเป็นคราบกรุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าหลายร้อยปี

              ลักษณะเนื้อพระตามที่นำมากล่าวนี้ อาจพบได้ในพระแบบพิมพ์อื่นที่อยู่ตระกูลกำแพงเพชร หากมีโอกาสพบก็ควรอนุรักษ์ไว้ แม้จะไม่ได้รับความนิยมจากกระแส แต่ก็เป็นพระเครื่องโบราณที่ผ่านกระบวนการสร้างและพุทธาภิเษกอย่างเข้มขลัง ทั้งพุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระพิมพ์นิยมทุกประการ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

พระยืนประทานพร เกศแฉก


พระยืนประทานพร
เกศแฉก ฐานสามชั้น

              
              พระยืนประทานพรองค์ที่นำมาลงไว้นี้มีความพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนพระร่วงรางปืนพิมพ์อื่น ๆ ตอนบนเหนือเทริด(กระบังหน้า)มีเกศเป็นขนนก ๕ แฉก พระขนง(คิ้ว)กางเอียงแบบปีกกา พระพักตร์เล็ก ลำพระองค์ได้สัดส่วน พระหัตถ์ขวายกขึ้นทาบพระอุระ(อก)ดูคล้ายคว่ำฝ่าพระหัตถ์เป็นปื้นเฉียง ส่วนโคนพระหัตถ์มีเนื้อแยกขึ้นตรงคล้ายพระอังคุฐ(นิ้วโป้ง) เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ 

ด้านหน้าเกศแฉก พระพักตร์เล็ก ฐานสามชั้น
              
              พระพาหาซ้าย(แขนท่อนบน)ปล่อยลงเบียดข้างลำพระองค์เล็กน้อย ก่อนจะผายออกตั้งแต่พระกัประ (ข้อศอก)อกไปชนชายจีวรด้านข้าง พระหัตถ์เหยียดตรงลงไปตามแนวจีวร พระกฤษฎี(เอว)บาง ผายออกไปเป็นพระโสณี(สะโพก) ใต้พระนาภี(ท้อง,สะดือ)เป็นขอบสบงรัดประคด ปล่อยชายจีบสบงลงไปยังพระชงฆ์(แข้ง)ประทับยืนภายในซุ้มเรือนแก้วบนฐานสามชั้น โดยส่วนประกอบต่าง ๆเหมือนพระร่วงยืนทั่วไปทุกประการ จัดเป็นศิลปะลพบุรีที่สร้างโดยช่างท้องถิ่นโดยยึดรูปแบบจากศิลปะบายน

              ด้านหลังองค์พระเป็นร่องรางปืนเบี่ยงไปทางขวาเล็กน้อย รอยร่องเป็นแอ่งตื้น ขึ้นจากโคนไปสิ้นสุดบริเวณพระเกศด้านหน้า ภายในร่องปรากฏเส้นเสี้ยนของวัสดุที่กดทับเป็นรอยขวางและแนวเฉียง หากพิจารณาตรงส่วนโคนของรางปืนจะพบว่าเป็นแอ่งลึกลงไป แอ่งนี้เกิดจากการเซ็ตตัวของเนื้อโลหะที่ยุบตัวลงไปภายหลังการบรรจุกรุ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ใช้สำหรับการพิจารณา


ด้านหลังรางปืน โคนล่างเป็นแอ่งลึก มีเส้นเสี้ยนปรากฏตลอดแนวขึ้นไป

              สนิมชั้นนอกที่เห็นเป็นสีขาวขุ่น เกิดจากสนิมแป้งที่ผุดขึ้นผ่านชั้นสนิมไขมองเห็นรอยรานแตกระแหงขนาดต่าง ๆทั่วทั้งองค์พระ รอยรานมีทั้งวิ่งเป็นแนวตรงและแตกลายออกเป็นใยแมงมุม ปะปนด้วยรอยริ้วที่เกิดจากการหดตัวเนื้อพระ และเม็ดผดเป็นหย่อม ๆ ใต้สนิมไขลงไปเป็นสนิมแดงออกเป็นสีส้ม สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม และบางส่วนคล้ำจนเป็นสีเปลือกมังคุด         

รอยแตกรานและยุบย่นที่ปรากฏบนผิวองค์พระ
   
             พระร่วงยืนพิมพ์ทรงนี้ตลอดราว ๓๐ ปีเคยพบเพียง ๓ องค์ที่เหลือพบในเว็ปไซต์ จึงจัดว่าค่อนหายาก ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เท่าที่สอบถามเป็นมรดกตกมาอีกทอดหนึ่ง มีบางองค์ที่นำมาลงโชว์ไว้พร้อมระบุข้อความเป็นพระของตระกูลอย่างภาคภูมิใจ ความพิเศษของพระพิมพ์นี้อยู่ที่องค์พระและกรอบพิมพ์โดยรวมมีการออกแบบได้สัดส่วนอย่างลงตัว นอกจากเนื้อโลหะที่ผ่านกาลเวลาทำให้เกิดสนิมผุดพรายขึ้นปกคลุมองค์พระอย่างมีเสน่ห์แล้ว ยังเป็นพระร่วงรางปืนแบบพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร สุโขทัย


พระยืนประทานพร
กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุโขทัย
              พระร่วงสุโขทัย แตกกรุในปีพ.ศ.๒๔๙๓ ด้วยศิลปะการสร้างและสถานที่พบคือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ(ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดพระปรางค์) ยืนยันว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เมื่อนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๖๑) พระร่วงสุโขทัย จึงมีอายุการสร้างอยู่ในราว ๘๐๐ ปี


               พระร่วง มีพุทธลักษณ์เป็นศิลปะบายน เกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๒)ทรงเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนามหายาน-วัชรยานตันตระ เพื่อเอื้อให้พระองค์ดำรงภาวะ”ธรรมราชา”ในคติพุทธ และพิธีบรมราชาภิเษกเป็น“เทวราชา”ตามคติพราหมณ์ฮินดู กลายเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต พระพุทธรูปในรัชสมัยพระองค์จึงทรงอาภรณ์และเครื่องประดับตามคติความเชื่อที่ผสมผสานกัน ซึ่งพระร่วงก็เป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของการสร้างพระพุทธรูปในสมัยนี้

ด้านหลังในร่องรางปืนปรากฏรอยเสี้ยนของวัสดุที่กดลงไปในแบบพิมพ์

               พระร่วง หรือพระยืนปางประทานพร พระหัตถ์ขวายกทาบพระอุระเหยียดพระหัตถ์ปรากฏเป็นข้อนิ้วพระหัตถ์ชัดเจนทั้ง ๕ นิ้ว พระพาหาซ้าย(ไหล่-แขนท่อนบน)วางแนบลำพระองค์จนถึงพระกัประ(ศอก)แล้วค่อย ๆผายออกด้านข้างก่อนจะเหยียดพระหัตถ์ลงล่างเป็นแนวตรงรับกับชายจีวร องค์พระประดิษฐานภายในซุ้มเรือนแก้ว ตอนบนทรงเครื่องเทริด(กระบังหน้า) สวมมงกุฎทรงกรวย พระพักตร์ก้มต่ำทำให้ดูเหมือนพระเนตรเหลือบต่ำลง ริมพระโอษฐ์ทั้งสองด้านยุบตัว เรียกกันว่า”ยิ้มแบบบายน”ประดับกรองศอ(สร้อย)พระกฤษฎี(เอว)คอด ผายออกรับพระโสณี(สะโพก) ขอบสบงคาดรัดประคดใต้พระนาภี(สะดือ)กึ่งกลางมีประจำยามหนึ่งดวง รอยจีบหน้าสบงยาวลงไปถึงพระชงฆ์(หน้าแข้ง) จีวรแนบองค์พระปล่อยชายลงมาทั้งสองด้านยาวเหนือขอบล่างสบง

รอยร่องรานที่สนิมกินจากภายในองค์พระ
มักจะพบในพระที่วางอยู่ในตำแหนงโพรงหรือรูรั่วในกรุ
              เนื้อพระร่วงสร้างขึ้นจากดีบุกและตะกั่วเป็นหลักมีปรอทเป็นส่วนผสม เมื่อผ่านกาลเวลามานานกว่า ๘๐๐ ปี ทำให้เนื้อโดยรวมแปรสภาพเป็นสนิม เรียกว่า “สนิมแดง” ออกสีเหลืองน้ำตาลอ่อนเข้มทั่วองค์พระ เหนือสนิมแดงเป็นสนิมไข มีคราบสนิมแป้ง หากสนิมแป้งหลุดออกไปจะทำให้องค์พระเกิดความมันวาว และปรากฏรอยรานทั่วทั้งองค์พระ บางตำแหน่งหากรอยรานแตกจะเห็นสนิมภายในเนื้อองค์พระอย่างชัดเจน

              ธรรมชาติของพระร่วงสนิมแดง หากไม่ได้นำองค์พระไปกัดล้างด้วยน้ำยา วรรณะส่วนใหญ่จะแลดูกระดำกระด่าง ไม่เป็นสีเรียบเสมอทั้งองค์ หากพิจารณาย่างถ้วนถี่ก็จะรอยเปิดของผิวพระ ตั้งแต่ชั้นแรกที่เป็นเนื้อสนิมแดงซึ่งนอกจากจะมีรอยรานแล้วยังปรากฏรอยพรุนปลายเข็มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีรอยริ้ว รอยคลื่น รอยขีด รอยหยัก และเส้นเสี้ยน อันเกิดจากการหดตัวของเนื้อโลหะทั้งด้านหน้าและด้านหลังในร่องรางปืน เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการพิจารณาพระร่วงเนื้อตะกั่วสนิมแดง

              อย่างไรก็ดี พระร่วงรางปืน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุโขทัย เป็นพระที่ขึ้นจากกรุจำนวนน้อย และได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งของพระตระกูลยอดขุนพลเบญจภาคีเนื้อชิน ดังนั้นโอกาสที่จะพบเห็นทั่วไปนับเป็นเรื่องยากเต็มที แต่ก็มีพระเครื่องในตระกูลนี้อยู่อีกมากมายหลายกรุกระจายอยู่ทั่วประเทศ ก็ใช้บูชาแทนพระกรุหลักครอบคลุมพุทธคุณทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม ได้เช่นกัน ครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********


วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร กรุเนินวิหาร


พระยืนประทานพร
กรุเนินวิหาร สุพรรณบุรี


              พระยืนประทานพร กรุเนินวิหาร เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า“พระร่วงสองพี่น้อง”พบในแหล่งเนินดินปนทรายบริเวณย่านชุมชนเก่าแก่เรียกกันมาแต่เดิมว่า“บ้านเนินวิหาร”ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามวัดอัมพวัน(คลองมะดัน) อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี เชื่อกันว่าเคยเป็นที่ตั้งวัดและชุมชนโบราณ ในอดีตตามพื้นดินมีทั้งพระเครื่อง พระพุทธรูป ศิวลึงค์ดินเผา ลูกปัดแก้ว หยก  และเศษภาชนะดินเผา กระจัดกระจายเต็มพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ใกล้กันเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำจระเข้สามพันที่แยกตัวจากบริเวณบ้านนาลาวไปทางทิศตะวันออกไปจนถึงบ้านคลองมะดันก่อนจะไหลไปชนกับคลองสองพี่น้องที่มีต้นทางมาจากแม่น้ำจระเข้สามพันทางตอนบน

ด้านหน้าพิมพ์พระร่วงลพบุรี แสดงถึงสนิมแต่ละชั้นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

               เนินวิหาร บริเวณคลองมะดันจึงมีความเจริญมาแต่โบราณจากอิทธิพลที่ทางน้ำไหลผ่าน จากหลักฐานโบราณวัตถุที่มีการพบอย่างต่อเนื่อง ยืนยันได้ว่าบริเวณดังกล่าวเคยมีการอยู่อาศัยของชุมชนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูและพุทธ โดยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพุทธมหายาน-วัชรยานตันตระ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แห่งอาณาจักรเขมรโบราณ ยืนยันได้จากการพบพระร่วง กรุเนินวิหาร(สองพี่น้อง)นับตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๑๓

               พระร่วงกรุเนินวิหาร(สองพี่น้อง)ที่พบ มีอยู่ด้วยกัน ๒ แบบพิมพ์ๆ แรกเป็นพระร่วงยืนศิลปะท้องถิ่นปางประทานพร มีขนาดความสูง ๗ ซ.ม.กว้าง ๒ ซ.ม.มีกรอบพิมพ์เป็นลายเกลียวเชือก ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และได้รับความนิยมจากบรรดานักสะสม ส่วนอีกพิมพ์หนึ่งเป็นศิลปะลพบุรี มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยคือสูง ๗.๔ ซ.ม.ฐานกว้าง ๒.๓ ซ.ม.เป็นแบบมาตรฐานที่เรียกว่า”พระร่วงลพบุรี”ที่พบในแถบจังหวัดลพบุรีและสุโขทัย ผู้ที่เคยได้ครอบครองจึงนิยมนำไปทำความสะอาดคราบกรุออกเพื่อลบร่องรอยความเป็นกรุสุพรรณไปเป็นกรุลพบุรีหรือสุโขทัยแทน เพราะมีอัตราการแลกเปลี่ยนที่สูงกว่านั่นเอง

ด้านหลังเป็นแอ่งตื้นกว้าง หรือหลังกาบหมาก ปกคลุมด้วยคราบสนิมแป้ง
               พระร่วงลพบุรี กรุเนินวิหาร(สองพี่น้อง)ที่นำมาลงไว้นี้ อยู่ในการครอบครองของคนตระกูลหนึ่งในอำเภอสองพี่น้อง และได้รับการเก็บรักษามาอย่างดีโดยไม่ผ่านการลอกผิวหรือทำลายคุณค่าที่แท้จริงขององค์พระ พุทธลักษณ์เป็นพิมพ์ยืน เรียกว่า”พิมพ์ปางประทานพร” หรือ “วรมุทรา”

               พระพักตร์คว่ำเล็กเรียวแบบหน้านาง สวมอุณหิต(มงกุฎ) ยอดพระเกศคว่ำส่วนบนแหลม ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นแนบพระอุระ พระพาหาซ้าย(แขนท่อนบน)ปล่อยลงแล้วค่อย ๆผายออกตั้งแต่ช่วงพระกัประ(ข้อศอก)ลงไปถึงปลายพระหัตถ์ ลำพระองค์ผอม พระกฤษฎี(เอว)บาง ผายออกรับกับพระโสณี(สะโพก) คาดรัดประคดกึ่งกลางเป็นประจำยามหนึ่งดวง ยึดจีบสบงปล่อยลงไปถึงพระชงฆ์(แข้ง) ปลายจีวรทั้งสองด้านแนบบางได้สัดส่วนลงตัว ประทับยืนบนเส้นฐานล่างสองเส้น ด้านหลังองค์พระเป็นเป็นร่องกว้างแบบกาบหมาก จัดเป็นพระร่วงที่มีความสวยงามอย่างลงตัวแบบพิมพ์หนึ่ง

ลักษณะการแตกรานใต้สนิมแป้ง 

สังเกตได้ว่าการแตกรานเป็นไปอย่างไม่เป็นระเบียบ

                การพิจารณาสภาพพื้นผิวและเนื้อขององค์พระนั้น ไม่ถือว่ายากจนเกินไป หากเข้าใจถึงธรรมชาติของพระเนื้อชินตะกั่วที่มีอายุนานกว่า ๗๐๐ ปี จะพบว่าผิวชั้นนอกที่เห็นมีกรวดขนาดเล็กเกาะกุมบนพื้นสนิมขาวขุ่นเรียกว่า“สนิมแป้ง” เป็นสนิมที่ผุดขึ้นมาจากสนิมไข ใต้สนิมไขถูกคั่นด้วยสนิมแดงเข้มจนเกือบดำ ในพระเก่าที่ได้อายุผิวของสนิมแดงจะเกิดร่องรานอย่างไม่เป็นระเบียบ เนื้อภายในที่เป็นโลหะตะกั่วจะกลายสภาพเป็นสนิมทั้งองค์พระ หากเผลอทำตกลงพื้นแข็ง องค์พระจะแตกกระจายทันที เนื่องจากโมเลกุลภายในเนื้อโลหะได้แยกตัวเป็นอิสระไม่ยึดเกาะกันเหมือนโลหะที่มีอายุน้อย พิจารณาดูภาพประกอบที่นำมาลงไว้จะเข้าใจง่ายขึ้น 



               ในพระร่วงปลอมที่มีระบาดกันอยู่มานานแล้ว แม้จะหล่อจากเนื้อตะกั่วแล้วทำสนิมด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ โดยมากจะใช้มือบิดองค์พระให้มีรอยร่องราน แต่รอยนั้นจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แตกต่างจากพระเก่าอย่างสิ้นเชิงครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ซุ้มกอหล่อโบราณ


ซุ้มกอพิมพ์ใหญ่
เนื้อตะกั่วสนิมแดง


เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในบรรดาพระเครื่องตระกูลเบญจภาคี พระสมเด็จฯวัดระฆัง เป็นเนื้อปูนปั้น (Stucco) ส่วนพระซุ้มกอ นางพญา ผงสุพรรณ และพระรอด เป็นพระเนื้อดินผสมมวลสารศักดิ์สิทธิ์โดยเป็นการรับรู้กันอย่างกว้าง ๆ แต่แท้ที่จริงแล้วพระเครื่องในตระกูลนี้มีทั้งการสร้างด้วยเนื้อโลหะทองคำ เนื้อชินเงิน เนื้อชินตะกั่ว หรือแม้แต่เนื้อว่าน ซึ่งไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันมากนัก อาจเป็นเพราะมีพระเป็นจำนวนน้อยไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือไม่ได้รับการเผยแพร่เท่าที่ควรจึงทำให้อยู่ในความสนใจของคนทั่วไปน้อยกว่าที่ควรจะเป็น


สำหรับ พระเครื่ององค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ กรุวัดหนองพิกุล เนื้อชินตะกั่ว คือสร้างจากโลหะตะกั่วเป็นประธาน มีส่วนผสมของปรอทที่เป็นตัวนำให้เนื้อตะกั่วแล่นเข้าแม่พิมพ์ง่ายขึ้น จากการพิจารณาพบว่า ใช้แบบพิมพ์เดียวกับพระที่สร้างด้วยเนื้อดิน แต่เมื่อผ่านกาลเวลามานาน การหดตัวของเนื้อโลหะจะทำให้องค์พระมีขนาดย่อมลงกว่าพระเนื้อดินเล็กน้อย ขณะเดียวกันรายละเอียดเส้นสายที่เป็นกนกและองค์พระก็จะยิ่งรัดตัวชัดเจนมากขึ้น


การเทเนื้อโลหะไปยังแบบแม่พิมพ์นั้น เป็นการคว่ำให้ด้านหน้าองค์พระอยู่ด้านล่าง เมื่อเทจนเต็มพื้นด้านบนจะแลดูราบเรียบ ก่อนจะค่อย ๆยุบตัวเป็นแอ่ง เนื่องจากเนื้อโลหะภายในเซ็ทตัวมากขึ้น ลักษณะของด้านหลังแบบนี้ เราจะพบเห็นได้ในพระท่ากระดานซึ่งมีอายุใกล้เคียงกัน มีการยุบตัวเป็นแอ่งเช่นกัน


จากการสังเกตด้านข้างพบว่ามีการหดตัวของเนื้อโลหะเป็นสองชั้น จึงสันนิษฐานได้ว่าช่างผู้ทำการหล่อเทเนื้อโลหะที่ผ่านจุดหลอมละลายไปยังแม่พิมพ์สองครั้ง  ในครั้งแรกเป็นการเทลงไปครึ่งแบบแม่พิมพ์เพื่อให้เนื้อโลหะไหลไปยังส่วนหน้าขององค์พระให้เต็มก่อน จากนั้นจึงเทซ้ำอีกครั้งเพื่อเติมให้เนื้อโลหะเต็มแบบแม่พิมพ์  อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการหล่อจำนวนมากในแต่ครั้งละ โดยวางแม่พิมพ์เรียงติดต่อกันแล้วเทลงไปประมาณครึ่งแบบแม่พิมพ์จนครบทุกองค์ จากนั้นจึงเวียนมาเทซ้ำอีกครั้งให้เต็มนั่นเอง


สำหรับสภาพพื้นผิวของพระซุ้มกอ เนื้อชินตะกั่วนี้ เมื่อผ่านเวลามานานหลายร้อยปี เนื้อโลหะจะทำปฏิกิริยากับสภาพความอบอ้าวและความชื้นภายในกรุเจดีย์ จนปรอทที่เกาะกุมผิวพระเปลี่ยนสภาพเป็นดำคล้ำ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นสนิมแดง จากนั้นสารภายในองค์พระได้ขับตัวออกมาจนเกิดเป็นสนิมไขหุ้มสนิมแดงอีกชั้นหนึ่ง ในพระบางองค์หากอยู่ในอุณหภูมิที่ร้อนและชื้นสูง จะมีการขับสารออกมาคลุมเนื้อพระอีกชั้นหนึ่งเรียกว่าสนิมแป้ง ซึ่งสนิมต่าง ๆในแต่ละชั้น เป็นเสมือนปราการป้องกันองค์พระไปในตัว

พระซุ้มกอ เนื้อตะกั่วสนิมแดง แม้จะมีมูลค่าการแลกเปลี่ยนไม่สูงมาก เนื่องจากเกิดความนิยมในพระเนื้อดินมากกว่า แต่เป็นพระเครื่องที่ทรงคุณค่าอันเปี่ยมล้น เพราะสร้างเป็นจำนวนน้อย อีกทั้งกระบวนการสร้างโดยฤาษี ปลุกเสกจากมหาเถระผู้ทรงอภิญญา โดยพระยาลิไททรงเป็นองค์อุปถัมภ์ จึงไม่ต้องอธิบายถึงพลังพุทธคุณ หากมีโอกาสพบพิจารณาให้มั่นใจก่อน  เพราะของปลอมก็มีแพร่ระบาดมานานแล้วนั่นเอง.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๒๑


สมเด็จฯวัดระฆัง
พิมพ์เจดีย์ (เล็ก)


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก เป็นอีกหนึ่งพระพิมพ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ที่ได้สร้างไว้ เพื่อแจกจ่ายบรรดาศิษยานุศิษย์ตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงขุนนางข้าราชบริพาร สำหรับองค์ที่นำมาลงไว้นี้ มีความพิเศษตรงที่ลงรักทั้งองค์แล้วปิดทองด้านหน้าอย่างสวยงาม เชื่อกันว่าแจกจ่ายให้บุคคลระดับสูง



พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์เจดีย์เล็กองค์นี้ มีจุดพิจารณาเนื้อหาค่อนข้างน้อย เนื่องจากรักที่ถูกทาปิดทับทั้งองค์ และโดยเฉพาะด้านหน้ายังปิดแผ่นทองคำทับอีกชั้นหนึ่ง หากผู้ที่ศึกษาเฉพาะเนื้อหามวลสารพระมาพบแบบนี้ก็อาจเกิดความไม่มั่นใจว่าจะพิจารณาอย่างไร


อันที่จริงการพิจารณาพระลงรักปิดทองที่มีอายุกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว ให้สังเกตเฉพาะส่วนที่เป็นรักก่อน เนื้อรักที่ถูกทาลงบนเนื้อพระจะบ่งบอกถึงสภาพเนื้อพระที่อยู่ภายในว่าผ่านกระบวนการมาอย่างไร เช่นหากพระที่ผ่านการกดพิมพ์แล้วนำไปตากภายในร่มด้วยอุณหภูมิปกติ เนื้อพระจะเรียบตึง หลังจากนำมาทารัก ผ่านเวลามาถึงปัจจุบัน เนื้อรักจะแนบสนิทกับองค์พระและมีรอยหดตัวไปตามเนื้อพระภายใน จนสังเกตได้ว่าผิวรักจะเป็นหลุมแอ่ง แต่หากพระที่ถอดออกจากแม่พิมพ์ถูกนำไปตากในอุณหภูมิที่ร้อนเกินไป ผิวด้านนอกจะเกิดรอยแตกระแหง เมื่อนำมาทารัก จนผ่านเวลามานาน เนื้อรักก็จะแนบสนิทกับเนื้อพระเช่นกัน แต่จะพบร่องรักที่แนบไปตามเนื้อพระที่แตกระแหงภายในนั่นเอง


ส่วนแผ่นทองที่ปิดทับด้านหน้า เมื่อเวลาผ่านมานานกว่า ๑๐๐ ปี เนื้อทองก็จะหดตัวไปตามเนื้อรัก นอกจากจะเป็นแอ่งร่องตามเนื้อรักแล้ว ด้วยคุณสมบัติของทองจะทำให้เกิดเป็นริ้วลายน้ำขึ้นอย่างเป็นอิสสระทั่วทั้งบริเวณของแผ่นทอง สิ่งนี้ถือเป็นจุดสังเกตของพระสมเด็จฯที่ลงรักปิดทอง


อย่างไรก็ตาม พระสมเด็จฯทุกองค์ แม้จะผ่านการลงรักปิดทองมาทั้งองค์ ก็ย่อมมีรักและทองส่วนใดส่วนหนึ่งหลุดกะเทาะออกไปบ้าง และการหลุดของเนื้อรักหรือทองจะหลุดออกขาดไปอย่างเด็ดขาด ไม่เกาะยื้อหรือทำท่าจะหลุด เพราะคุณสมบัติที่แห้งและเปราะของรักนั่นเอง หลังจากนั้นหากพิจารณาอย่างจริงจังก็จะพบเห็นเนื้อใน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจอีกขั้นตอนหนึ่ง  คือมีความหนึกนุ่ม ซึ้งตา ไม่แห้งฟ่ามเหมือนพระที่มีอายุเพียงไม่กี่สิบปีครับ.



ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
...........จันทร์พลูหลวง............

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.