โพสต์แนะนำ

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๓


สมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เกศทะลุซุ้ม




พระเครื่องของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) มีการสร้างตลอดเวลา บันทึกในอดีตบอกว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯใช้เวลาในการทำผงวิเศษ ๕ ประการแต่ละครั้งนานนับไตรมาส แล้วให้ศิษย์หรือชาวบ้านในละแวกที่ผลัดเปลี่ยนกันมาโขลกส่วนผสมต่าง ๆในครก แต่ละครั้งเนื้อหลักอาจไม่เหมือนกัน เช่นบางครั้งใช้ปูนเพชรที่มากับสำเภาจีน บางครั้งใช้ปูนขาวที่ผ่านการเผาจากก้อนหิน หรือในกรณีพระสมเด็จฯกรุบางขุนพรหมก็ใช้ปูนขาวที่เผาจากเปลือกหอยกาบ ไม่แน่นอน อยู่ที่ในเวลานั้นวัตถุดิบหลักมีชนิดใดอยู่มาก

ในขั้นตอนการทำเป็นองค์พระ วัตถุดิบหลักต้องผ่านการหมักให้เนื้อประสานเข้าที่ก่อน แล้วนำมาโขลกซ้ำ ระหว่างนั้นเจ้าประคุณสมเด็จฯจะนำผงวิเศษ ๕ ประการ โรยผสมลงไป พร้อมกับส่วนผสมที่เป็นมงคลอีกมากมาย ตามกระบวนการสูตรการสร้างที่มีมาแต่โบราณอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนผสมที่ผ่านการโขลกแล้วจะถูกนำออกมานวดกับน้ำมันตังอิ้ว เพื่อให้เหนียวจับตัวเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงนำไปกดในแม่พิมพ์ แล้วจัดเรียงลงในกระด้งหรือสาด ก่อนนำไปตากลมเป็นขั้นตอนต่อไป


ภาพเขียนโบราณ โดย พระยาจิตรมนตรี จารึกว่า
“ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พฺรหฺมรํสี วัดระฆัง 
เขียนใว้วัน ๗ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะแม จ.ศ.๑๒๓๓ ประเทศสยาม”
ขอขอบคุณ...Boonta Ancient เอื้อเฟื้อภาพประกอบ. 

การตากนับว่ามีส่วนสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น  เนื้อพระจะแห้งมากน้อยก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้ บางครั้งกระด้งหรือสาดที่เรียงอยู่ใต้ชายคาอาจถูกแดดไล่ แล้วเก็บไม่ทันเนื้อองค์พระก็จะแห้งมาก หรือบางครั้งคนจัดเรียงองค์พระลงในกระด้งวางผิดเอาด้านหน้าคว่ำลง บริเวณที่เป็นความสูงของหน้าพระก็จะยุบแบนลงไป ทั้งการเก็บและนำมาตากใหม่ในวันรุ่งขึ้นก็อาจกระแทกกระทั้นบ้าง เราจึงเห็นพระสมเด็จฯบางองค์มีรอยบิ่นรอยหักมาแต่เดิม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะหากมีใครได้มีโอกาสครอบครองพระสมเด็จฯที่มาจากการสร้างของเจ้าประคุณสมเด็จฯก็คงไม่คิดมากว่าจะบิ่นหรือชำรุดอยู่บ้าง เว้นแต่กลุ่มที่นิยมแลกเปลี่ยนกันเฉพาะพระสวยงามก็ว่ากันไปอีกทางหนึ่ง



สมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เกศทะลุซุ้มองค์นี้ 
มีคราบฝุ่นเกาะติดฝังแน่นเพราะถูกเคลือบทับด้วยน้ำมันที่ระเหิดออกมา 
แต่จัดเป็นพระสมเด็จฯที่เจ้าของเก็บรักษามาอย่างดีแบบสัมผัสน้อยมาก 
เมื่อรวมกับรอยแตกระแหงและรอยรานขนาดเล็กบริเวณพระอุระ(อก) ทำให้แลดูมีเสน่ห์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


ด้านหลังองค์พระ แสดงถึงการหดตัวเป็นริ้วเส้นของขอบ
อันเป็นลักษณะสำคัญในการพิจารณาธรรมชาติของพระผงที่มีอายุกว่า ๑๕๐ ปี 
รอยรานทั่วบริเวณแตกเป็นรานใหญ่และเล็ก 
เมื่อรวมกับคราบน้ำมันที่ออกมาเคลือบผิวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ดูสวยงามเป็นธรรมชาติ

สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง องค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ แบบเกศทะลุซุ้ม พระองค์นี้ที่เห็นเป็นคราบอาบทั่วองค์ ไม่ใช่เกิดจากการทารักน้ำเกลี้ยงลงไปแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นจากน้ำมันตังอิ้วที่เป็นส่วนผสมยึดเกาะเนื้อผงให้เป็นเนื้อเดียวกันระเหิดออกมา ตามช่องทางที่เป็นรอยราน อันเกิดจากกระบวนการตากลมที่มีมาแต่ต้นทาง รอยรานแบบนี้ความเป็นจริงเรียก “รอยแตกระแหง” แต่บางทีก็เรียกเพี้ยนกันว่า “แตกลายงา”

รอยรานนี้จะเป็นช่องทางที่น้ำมันตังอิ้วดันตัวออกมา จะมากน้อยขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา พระสมเด็จฯบางองค์ถูกเก็บรักษาไว้กล่องอับมิดชิดแต่ร้อนอบอ้าว น้ำมันจะคลายตัวออกมามาก ในบางองค์เคยพบมีน้ำมันไหลขึ้นมาอาบทั้งองค์พระกลายเป็นพระบรรจุกรุไปเลยก็มี  แต่ในบางองค์แม้จะเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดแต่อากาศโดยรอบถ่ายเทได้ดีน้ำมันถูกดันตัวออกมาน้อย ผิวพระแบบนี้จะค่อนข้างสวยงาม ขณะที่บางองค์อาจวางลืมไว้บนหิ้งพระหรือในที่ที่ฝุ่นละอองปลิวมาเกาะเมื่อความร้อนในสภาพแวดล้อมสูงขึ้นก็จะถูกน้ำมันตังอิ้วขับออกมาเคลือบคราบฝุ่นไปพร้อมกัน ผิวพระจึงมีคราบฝังอยู่ภายใน

เล็ก ๆน้อย ๆเรียงร้อยเล่าสู่กัน เผื่อไม่แน่สักวัน คนที่มีความฝันอยากได้พระสมเด็จฯวัดระฆังครอบครอง อาจใช้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณา จนความฝันที่ว่ากลายเป็นความจริง..ก็เป็นได้.



ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.........จันทร์พลูหลวง............

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

จานห่านห้าสีสมัยราชวงศ์ชิง




จานลายรอบคราม ตรงกลางเป็นห่านห้าสีกำลังบิน
ด้านนอกลายดอกไม้ห้าสีมีกรอบคั่นรายรอบ ล่างเป็นรูปคน
สมัยราชวงศ์ชิง ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-25








*********

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๒


พระสมเด็จฯวัดระฆัง 
อกร่อง หูยาน ฐานแซม




พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม องค์นี้เส้นซุ้มครอบแก้วใหญ่กลมหนาเป็นแบบเส้นผ่าหวาย แนวเส้นที่วิ่งตรงจากฐานล่างด้านขวาองค์พระผายออกเล็กน้อยแล้วสอบเข้าจนถึงแนวระนาบพระพักตร์จึงวาดเป็นวงโค้งไปสู่ด้านซ้ายองค์พระ ก่อนจะวิ่งตรงแบบเกือบตั้งชันไปจรดเส้นฐานด้านล่าง



-วัดระฆังโฆสิตาราม ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตำนานแห่งจักรพรรดิพระเครื่อง

ลักษณะเด่นของพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม อยู่ที่พระกรรณทั้งสองข้างยาวลงมาจนจรดเกือบพระอังสา(ไหล่,บ่า)องค์พระวางองค์บิดซ้ายเล็กน้อย มีรอยร่องกลางพระองค์จากพระอุระ(อก)ลงเกือบจรดพระหัตถ์ ที่วางอยู่บนพระเพลา(ตัก) 

ใต้พระชง(เข่า,แข้ง)ลงมามีเส้นแซมวางเป็นแนวนอนขนาน บางทีก็เรียกเส้นนี้ว่า อาสนะ รับด้วยฐานพระชั้นที่สาม ใต้ฐานนี้จะปรากฏเส้นแซมอีกเส้นหนึ่ง ก่อนจะถึงฐานที่สองที่มีลักษณะคมขวานฐานสิงห์ จนถัดไปเป็นฐานชั้นที่หนึ่งทอดเป็นตัวแนวยาวและกว้างกว่าฐานชั้นอื่น ในสมัยก่อน พระสมเด็จฯวัดระฆัง ที่มีลักษณะนี้ โบราณเรียกว่า “อกร่อง หูยาน ฐานแซม” ปัจจุบันเรียกกันสั้น ๆว่า “พิมพ์ฐานแซม”เป็นพิมพ์นิยมอีกพิมพ์หนึ่งของพระสมเด็จฯวัดระฆัง



                ภาพประกอบด้านหน้า นอกจากองค์ประกอบของเส้นซุ้มองค์พระ และฐานแล้ว หากสังเกตขอบมุมบนทั้งสองด้านจะสูงเกือบเท่าเส้นซุ้มแล้วค่อย ๆลดระดับลาดต่ำลงไปจรดขอบซุ้มและมีระดับใกล้เคียงกับพื้นผนังภายในซุ้ม



ภาพประกอบด้านหลัง ด้านหลังพื้นไม่สม่ำเสมอ และมีริ้วรอยการครูดของเม็ดมวลสารระหว่างการทำ เมื่อทารักลงไปจึงเห็นระดับสูงต่ำชัดเจนขึ้น นอกจากนั้นยังปรากฏก้อนมวลสารเกาะติดประปราย ซึ่งถือเป็นปกติสำหรับการทำครั้งละจำนวนมากย่อมมีเศษเนื้อเศษผงปะปนเข้ามาแต่ก็ช่วยให้ง่ายต่อการพิจารณา 


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม องค์นี้ ผ่านการลงรักมาแต่เดิม เป็นรักสีน้ำตาล หรือรักจากเมืองจีน ที่ถูกนำเข้ามาตามระบบการค้าสำเภาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ คุณสมบัติของรักประเภทนี้ จะแห้งง่ายกว่ารักไทย ทำให้รอไม่นาน จึงมีการทารักซ้ำเพื่อให้มีความหนาเพิ่มขึ้น  เป็นการรักษาเนื้อพระทางหนึ่ง ง่ายต่อการนำไปปิดทองทับทางหนึ่ง และยืดอายุพระให้ยาวนานออกไปอีกทางหนึ่ง

ข้อควรระวัง สำหรับการนำองค์พระขึ้นมาพิจารณา ควรระมัดระวังองค์พระจะลื่นหล่นมือ เพราะพระสมเด็จฯวัดระฆัง เกิดจากการผสมมวลสารด้วยน้ำมันตังอิ้วเพื่อให้เนื้อเกาะติดกันเหมือนการนวดแป้งแล้วนำไปกดในแม่พิมพ์ เมื่อเวลาผ่านไปนานน้ำมันที่เป็นส่วนผสมอยู่ในองค์พระจะแทรกซึมออกมาตามร่องระแหง น้ำมันนี้ยังช่วยเคลือบองค์พระให้แข็งแรงยิ่งขึ้น แต่ก็ลื่นมือ อาจพลั้งพลาดตกหล่นเสียหายได้.   



ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
............จันทร์พลูหลวง...........


*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี):ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามาบารมี”.2554.













พระสมเด็จฯ ๑



พระสมเด็จฯสองคลอง
สมเด็จฯวัดระฆังพิมพ์ใหญ่บรรจุกรุวัดบางขุนพรหม



พระสมเด็จฯวัดบางขุนพรหม ถือกำเนิดขึ้นในคราวที่เสมียนตราด้วง(ต้นตระกูลธนโกเศศ) ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)มาแต่เดิม ได้มาบูรณะวัดบางขุนพรหมใน(ภายหลังรู้จักกันในชื่อ วัดใหม่อมตรส) ซึ่งมีสภาพเป็นวัดร้าง และโอกาสเดียวกันได้สร้างพระเจดีย์เพื่อเป็นพุทธบูชา ภายหลังการสร้างพระเจดีย์แล้วเสร็จ เสมียนตราด้วงจึงอาราธนาต่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้สร้างพระผงสมเด็จฯมาบรรจุไว้เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา

หลังจากเจ้าประคุณสมเด็จฯทราบวัตถุประสงค์ของโยมอุปัฏฐากแล้วก็ได้อนุโมทนา ซึ่งขรัวตาคำ แห่งวัดอัมรินทราราม(บางหว้าน้อย)ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า

“ท่านโตจึงได้เรียกขรัวตาพลอยมาถามว่า พระที่ทำแจกมีเหลือบ้างหรือเปล่า ถ้ามีให้เอาไปบรรจุในเจดีย์ให้หมด ขรัวตาพลอยบอกว่ามีแต่ไม่มาก ท่านโตบอกให้นายด้วงหาเปลือกหอยกาบมามาก ๆ เอามาเผาแล้วตำให้ละเอียดเป็นผงปูนเปลือกหอย แล้วเอาแม่พิมพ์ที่เหลืออยู่จากวัดระฆัง วัดบางขุนพรหมนอก และวัดอื่น ๆมาเพื่อกดพิมพ์ ต่อมาอีกหนึ่งเดือน นายด้วงก็ได้นิมนต์และกราบเรียนว่าของทุกอย่างได้จัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว”


ขรัวตาคำ วัดอินทราราม (บางหว้าน้อย) นั่งอยู่ทางด้านซ้ายเจ้าประคุณสมเด็จฯ

พระเครื่องเนื้อผงตำรับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ที่นำมาบรรจุในพระเจดีย์วัดบางขุนพรหมใน จึงมีพระสมเด็จฯที่เจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างไว้ก่อนหน้านี้ อาทิ พระสมเด็จฯวัดระฆัง พระสมเด็จฯเกศไชโย พระสมเด็จเนื้อตะกั่วถ้ำชา และอื่น ๆอีกเป็นส่วนหนึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด กับพระที่สร้างขึ้นใหม่โดยใช้เนื้อหลักเป็นเปลือกหอยกาบเผาผสมด้วยมวลสารผงวิเศษ ๕ ประการ ประกอบด้วยผงอิธะเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห รวมกับมวลสารศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆอีกหลายประการ  ส่วนแม่พิมพ์ก็มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ เพราะรวบรวมมาจากวัดต่าง ๆที่เจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างพระพิมพ์ไว้



ด้านหน้าองค์พระปรากฏคราบกรุปกคลุมรอยคราบน้ำมันตั้งอิ้วที่ระเหิดขึ้นมาจากความร้อนภายในกรุ

จนทำให้องค์พระเปลี่ยนเป็นคราบน้ำตาล แต่ส่วนที่ถูกสัมผัสจะเห็นเนื้อเดิมออกขาวหม่นมีมวลสารกระจายทั่วไป




ด้านหลังองค์พระปรากฏคราบเข้มอ่อนไม่สม่ำเสมอ มีรอยครูดเกิดจากการปาดด้านหลัง

บางแห่งมีหลุมแอ่งเกิดจากการหลุดร่วงและหดตัวของมวลสารตามธรรมชาติที่ผ่านกาลเวลา


การพิจารณาพระสมเด็จฯกรุวัดบางขุนพรหม จึงควรพิจารณาแยกเป็น ๒ ส่วนหลักก่อน คือเป็นพระสมเด็จฯวัดระฆังที่นำมาบรรจุกรุหรือเรียกกันว่า“พระสองคลอง” และเป็นพระสมเด็จฯที่สร้างขึ้นใหม่ในเวลานั้น หากเป็นพระสมเด็จฯวัดระฆัง ให้พิจารณารูปทรงเป็นอย่างวัดระฆัง เนื้อพระจะแกร่งและแข็ง ผิวองค์พระมีคราบอันเกิดจากความร้อนความชื้นภายในองค์พระเจดีย์เคลือบแน่นสนิท ส่วนพระสมเด็จฯที่สร้างขึ้นใหม่เนื้อพระจะฝ่าฟ่ามเปราะ ผิวองค์พระจะถูกความร้อนขับน้ำมันตั้งอิ้วที่เป็นส่วนผสมให้ออกมาเป็นเม็ดผดขนาดเล็กไม่สม่ำเสมอ ขณะเดียวกันก็ถูกคราบกรุปกคลุมซ้อนทับเข้าไปอีกชั้น บางองค์จึงมีลักษณะเป็นฟองเต้าหูอย่างที่นิยมเรียกกัน

พระสมเด็จฯสองคลอง องค์ที่นำมาถ่ายทอดไว้คราวนี้ เป็นพระสมเด็จฯวัดระฆังพิมพ์ใหญ่กรุเก่าที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ให้ขรัวตาพลอยรวบรวมมาเพื่อให้ครบจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ตามพระธรรมขันธ์ ปัจจุบันพระสมเด็จฯสองคลองไม่ค่อยเป็นที่คุ้นตาเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากส่วนหนึ่งถูกเก็บเข้ากรุของผู้มีฐานะแบบถาวร อีกส่วนถูกนำไปล้างคราบกรุออกตามกระบวนการของแต่ละคนและถูกแลกเปลี่ยนออกไปเป็นสมเด็จฯวัดระฆัง เนื่องจากมีมูลค่าความต้องการสูงกว่านั่นเอง.


สมเด็จฯโต...อริยสงฆ์สยาม
........จันทร์พลูหลวง..........
*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี):ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามาบารมี”.2554.

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โถครามสมัยราชวงศ์หยวน


โถใต้เคลือบลายคราม 
พืชพันธุ์ไม้น้ำ มีเป็ดแวกว่าย 
ตอนบนเป็นหูจับมังกรทั้งสองข้าง
เป็นศิลปะเครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน พุทธศตวรรษที่ 19









*********


จีนปลุกภาพวาดพันปีให้กลับมามีชีวิต

               ภาพเขียนโบราณของจีน ถูกปลุกขึ้นมาชีวิตเคลื่อนไหวได้ราวกับพาผู้คนในสมัยปัจจุบัน ย้อนเวลากลับเข้าไปในภาพเขียนโบราณอันเป็นตำนานระดับมาสเตอร์พีซที่มีชื่อว่า “ชิงหมิงซ่างเหอถู่” ของ จางเจ๋อตวน จิตรกรผู้ได้รับการยกย่องว่าเขียนภาพวิถีชีวิตทัศนียภาพได้สวยงามและมีชีวิตชีวามากที่สุดคนของจีน ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ(ค.ศ.960-1127) เชื่อกันว่าเขาเขียนอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1111-1126 แสดงถึงวิถีชีวิตชาวจีนในเทศกาลเช็งเม้ง(ชิงหมิง) เมื่อร่วมพันปีก่อน




ภาพเขียนของ จางเจ๋อตวน ที่ถูกนำมาทำเป็นภาพเคลื่อนไหว


               ภาพเขียนที่มีชีวิตถูกบรรจงให้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนตั้งแต่รุ่งสาง ระหว่างวัน จวบจนย่ำค่ำ ของผู้คนในเมืองเปียงเหลียง (ไคฟง) เป็นความงดงามและแปลกตา นับเป็นผลงานยิ่งใหญ่อลังการของฮ่องกง ที่นำเทคโนโลยีไฮเทคมาถ่ายทอดไว้ในงานนิทรรศการ River of Wisdom ภาพเคลื่อนไหวนี้มี ๒ ตอน เชิญชมกันครับ.


ภาพเคลื่อนไหว ชิงหมิงซ่างเหอถู 1/2

https://youtu.be/FeK0DYHLWgE


ภาพเคลื่อนไหว ชิงหมิงซ่างเหอถู 2/2




*********


ขอขอบคุณ
-บทความเรื่อง “ตื่นตา!นิทรรศการไฮเทค ภาพเขียนชีวิตจีนโบราณ” โดยMGR Online
-บทความเรื่อง “ภาพเขียนโบราณของจีนออกมาเคลื่อนไหวได้แล้ว มีชีวิตชีวาสมจริง ๆ!!โดยสุรศักดิ์ ชวยานันท์
-https://youtu.be/6wpr7VwIZqE
-http://www.facebook.com/saintandywong


อริยสงฆ์สยาม ๕



 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์  
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
(พ.ศ.๒๔๖๕-๒๔๘๐)



พระรูปหล่อโลหะปิดทอง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ 
ขณะยังดำรงพระอิสริยยศเป็น "กรมหมื่น"ขนาด ๗ นิ้ว (ขอขอบคุณเจ้าของภาพ)


สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พระนามเดิม หม่อมเจ้าภุชงค์ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ กับหม่อมปุ่น ชุมพูนุช ประสูติเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๐๒ ในวัยเยาว์พระชนมายุ ๑๒ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ตามเสด็จในคราวเสด็จพระราชดำเนินประเทศอินเดีย เมื่อเรือพระที่นั่งไปถึงสิงคโปร์ จึงทรงโปรดฯให้ทรงเล่าเรียนที่โรงเรียนแรฟฟัล พร้อมกับหม่อมเจ้าพระองค์อื่น ๆอีกราว ๒๐ พระองค์ โดยทรงศึกษาอยู่เป็นเวลา ๙ เดือน

ในพ.ศ.๒๔๑๖ ทรงผนวชเป็นสามเณรขณะพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ประทับอยู่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จนพระชนมายุครบจึงทรงอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วเสด็จประทับ ณ วัดราชบพิธ จากนั้นทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม ได้เปรียญ ๕ ประโยค จนถึงปีพ.ศ.๒๔๓๐ ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ “พระสถาพรพิริยพรต” ทรงเป็นกรรมการชุดแรกของมหามกุฎราชวิทยาลัย และทรงมีบทบาทสำคัญในการบริหารให้เจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ

ปีพ.ศ.๒๔๓๘ เป็นราชาคณะผู้ใหญ่เสมอชั้นเทพ พ.ศ.๒๔๔๒ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม จนถึงปีพ.ศ.๒๔๔๔ พระองค์จ้าอรุณนิภาคุณากร เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ พระองค์แรกสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดฯให้ครองวัดราชบพิธสืบมา

พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงกรุณาโปรดฯให้สถาปนาเป็นพระราชาคณะที่ “พระพรหมมุนี” เจ้าคณะรองในคณะกลาง มีอิสริยยศเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” เมื่อเข้าสู่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ.๒๔๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดฯสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์” ดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง จนถึงปีพ.ศ.๒๔๖๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ” พร้อมทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปรินายก ในพ.ศ.๒๔๖๙ เลื่อนพระอิสริยยศเป็น “กรมหลวง”

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง สกลมหาสังฆปรินายกอยู่นานถึง ๑๖ ปีจึงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๐ พระชนมายุได้ ๗๘ พรรษา ๕๘.



จันทร์พลูหลวง...เรียบเรียง.


*********

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

กระปุกสีสมัยราชวงศ์หมิง


กระปุกสองสี
ตกแต่งใต้เคลือบมังกรสีครามตรงกลางพันรอบภาชนะ 
ตอนบนลายดอกไม้พืชพรรณสีแดงผสานทิวทัศน์ตรงส่วนคอ
เป็นศิลปะการรังสรรค์สมัยราชวงศ์หมิง ราวพุทธศตวรรษที่ 20-22







*********

อริยสงฆ์สยาม ๔



สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
(พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๔)





พระรูปหล่อโลหะ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรส ขนาด ๗ นิ้ว


สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๐๓ ในวันประสูติเกิดเหตุการณ์ฝนตกอย่างหนัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานพระนามว่า “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ” ทรงเปรียบเหตุการณ์วันประสูติ ดังพญานาคราชมาพ่นน้ำจนเนืองนอง 

            เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ และภาษาบาลี จนสามารถแปลพระธรรมบทได้ตั้งแต่พระชนมายุ ๘ พรรษา จนพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษาทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๒ เดือน จนถึงปีพ.ศ.๒๔๒๒ ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรงแปลปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่งได้เปรียญ ๕ ประโยค และได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสถาปนาพระอิสริยยศ เป็น "กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส" และเป็นเจ้าคณะรองในธรรมยุติกนิกายในปีพ.ศ.๒๔๒๔ จากนั้นพ.ศ.๒๔๓๔ พระองค์ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารสืบต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ในสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ

ด้านการพัฒนาพระศาสนามีอยู่มากมาย อาทิ ทรงจัดตั้ง มหามงกุฎราชวิทยาลัย ทรงออกนิตยสารธรรมจักษุ เป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาเป็นฉบับแรกของไทย ทั้งยังทรงใช้วัดเป็นพื้นที่ขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้นประถมศึกษาออกไปทั่วประเทศ ด้านการปกครองสงฆ์ เกิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับแรกของไทย จนเกิดคณะสงฆ์เป็น ๔ คณะคือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะธรรมยุติ และการจัดตั้ง มหาเถรสมาคมก็เกิดขึ้นในเวลานี้

ปีพ.ศ.๒๔๔๙ พระองค์ได้รับพระราชทานเลื่อนพระอิสริยยศเป็นกรมหลวง จนถึงปีพ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พร้อมทั้งทรงสถาปนาขึ้นเป็น“สมเด็จกรมพระยา” ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะใหญ่แห่งสงฆ์ทั้งพระนครและหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร พระองค์ทรงปรับปรุงพระศาสนาและคณะสงฆ์มาอย่างต่อเนื่องตลอดพระชนม์ชีพ จนสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ.๒๔๖๔ รวมพระชนมายุ ๖๒ พรรษา


จันทร์พลูหลวง...เรียบเรียง



เอกสารประกอบ: หนังสือ ๑๙ ปี แห่งการสถาปนา สมเด็จพระญาณสังวร ๒๑ เมษายน ๒๕๓๒-๒๕๕๑.


วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ย้อนเกร็ดประวัติศาสตร์ ๑



“เนะ สยํ กฺก”
ระวัง “สยามอันตราย”


ภาพการแกะสลักศิลานูนต่ำแสดงการเดินทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ริมระเบียงปราสาทหินนครวัด ส่วนที่เป็นกองทัพสยามเคยมีการจารึกไว้ว่า“ เนะ สยํ กฺก “(ปัจจุบันจารึกถูกลบออกไปแล้ว) เคยมีการเสนอว่าเป็นภาพแกะสลักแสดงถึงความไม่เป็นระเบียบหรือล้าหลังของทัพสยามหรืออาจเลยเถิดไปว่าชาวสยาม “เป็นคนเถื่อน” แต่หากพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล รูปแกะสลักนูนต่ำนี้มีบุคคลอยู่ ๒ กลุ่มหลักคือ กลุ่มทหารขอม และกลุ่มทหารสยาม


ริ้วขบวนทหารตอนกลางถึงส่วนหน้าเป็นทหารขอมที่ช่างแกะสลักออกแบบให้แตกต่างออกไป

กลุ่มทหารขอมมีตั้งแต่ระดับแม่ทัพที่ยืนอยู่บนหลังช้างในท่ากำลังเงื้อง่าง้างธนู  ลงมาด้านล่างทหารม้าประกบข้างขบวนง้างแขนแกว่งดาบราวกับเร่งให้เดินทัพ และทหารขอมอีกราว ๒๐ นายเดินนำหน้าขบวนทหารสยามที่เดินเป็นแถวยาวโดยมีนายกองทหารขอมปิดท้ายขบวน

ที่แยกแยะออกมาอย่างนี้ เพราะทหารขอมกับทหารสยาม มีลักษณะแตกต่างกัน หากเราสังเกตจะเห็นว่า เครื่องแต่งกายโดยเฉพาะผ้านุ่งลายริ้วเป็นเส้นแนวตั้งกับผ้ารัดเอวแทนเข็มขัดปล่อยชายตุ้งติ้งรอบเอวเป็นศิลปะเฉพาะสมัยนครวัด(พุทธศตวรรษ๑๗-๑๘)อันตรงกับสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ การสลักศิลานูนต่ำยังแยกลักษณะเฉพาะของทหารขอมที่แต่ละคนถือหอกปลายแฉกกับโล่ขนาดใหญ่แตกต่างกับทหารสยามที่เดินตามซึ่งนุ่งผ้าไม่มีลวดลายอกัปกิริยามือซ้ายยึดโล่ไว้กับอก มือขวาถือหอกตรงไม่มีแฉก  

ซ้ายทหารสยาม ส่วนที่นุ่งผ้าลายเป็นทหารขอมทั้งหมด

ทหารขอมที่เดินนำหน้าขบวนอยู่นี้ต่างมีท่าทีที่ระแวดระวังและเลิ่กลั่ก บางคนถึงกับหันหลังไปมองขบวนของสยาม จนทำให้เกิดภาพการเดินทัพที่ไม่มีระเบียบวินัย ก่อนหน้านี้หลายคนตีความว่าเป็น ทหารสยาม ทำนองว่าเป็น “คนเถื่อน” แต่เอาเข้าจริง น่าจะเป็นภาพที่แสดงอาการห่วงหน้าพะวงหลังเพราะความไม่ไว้วางใจทหารสยามเสียมากกว่า

“เนะ สยํ กฺก” จึงอาจมีความหมายว่า”ให้ระวังสยาม”มากกว่าจะถูกตีความแบบเหมารวมว่าทหารสยามเป็น”คนเถื่อน”

จะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม การตีความแบบคิดเอาเอง บางครั้งอาจส่งผลเสียต่อความรู้สึกของฝ่ายต่าง ๆ จะว่าไปแล้ว ทุกชนชาติรอบสยาม..ต่างก็ล้วนเป็นเครือเถาว์ญาติวงศ์กันทั้งนั้น.


ร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์อย่างปราศจากอคติ
...................วิญญู บุญยงค์....................
*********

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561

อริยสงฆ์สยาม ๓



หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
วัดบางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร






หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ แห่งวัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร เกิดในราวปีพ.ศ.๒๓๕๑ ในปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในวัยเด็กได้เข้ามาศึกษาในเมืองหลวง อายุ ๑๒ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดตองปุ หรือวัดชนะสงคราม จนอายุได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบทที่วัดเดียวกัน ได้รับฉายา “พุทธโชติ” ได้รับการศึกษาอย่าถ่องแท้ในพระธรรมวินัย คัมภีร์มูลกัจจายน์ มนตร์คาถา และวิชชาต่าง ๆจนพร้อมมูล ภายหลังจึงจาริกกลับบ้านเกิดเมืองพิจิตร เป็นร่มโพธิ์แห่งวัดบางคลาน จนถึงในราวปีพ.ศ.๒๔๖๒ ท่านก็เดินทางมาถึงความพร้อมในสัจธรรมอันเป็นพุทธวัจนะ รวมอายุได้ ๑๑๑ ปี ๘๗ พรรษา

หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ ท่านเป็นอริยะสงฆ์ 5 แผ่นดิน เป็นพระชั้นศิษย์ของ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) และหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ เป็นสหธรรมิกกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ที่ 8 นอกจากนี้ยังมีอริยะสงฆ์ที่อยู่ร่วมสมัย อาทิ หลวงปู่จีน วัดท่าลาด ฉะเชิงเทรา หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้  นครปฐม หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี  หลวงพ่อม่วง วัดบ้านทวน กาญจนบุรี หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก นครปฐม หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการ

ส่วนพระอริยะที่อยู่ในชั้นศิษย์ อาทิ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย สุพรรณบุรี หลวงพ่อโต วัดเนิน ชลบุรี หลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ธนบุรี อาจารย์เปิง วัดชินวราราม ปทุมธานี หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กาญจนบุรี หลวงพ่ออยู่ วัดบางน้อย สมุทรสงคราม หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า  หลวงพ่อทัพ วัดทอง ธนบุรี หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ พระนครศรีอยุธยา หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม หลวงปู่เขียน วัดถ้ำขุนเณร พิจิตร สมเด็จพระสังฆราช แพ วัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 12 พระนคร หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม เพชรบุรี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงชินวรณ์สิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ที่ 11 หลวงปู่ไข่ วัดบพิตรภิมุข(เชิงเลน) พระนคร เป็นต้น

เมื่อดูรายนามรายพระนามของพระอริยะสงฆ์ข้างต้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ แห่งวัดบางคลาน เมืองพิจิตร จึงเปี่ยมไปด้วยความยกย่องในวัตรปฏิบัติและองค์ความรู้สรรพวิชาอย่างดงาม เมตตาบารมีที่แผ่ไพศาลของท่านผ่านพระเครื่อง เครื่องรางของขลังไปสถิตคุ้มครองคนทุกหย่อมย่านที่เข้ามาอาศัยพึ่งใบบุญ จนถึงวันนี้เวลาที่ผ่านมานานนับร้อยปี บารมีของท่านยังคงติดตรึงฝังลึกอยู่ในสำนึกคนไทยจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย.



น้อมกราบอริยะสงฆ์ต้นรัตนโกสินทร์
...........จันทร์พลูหลวง.............


*********