โพสต์แนะนำ

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ของเก่าเล่าอดีต



พระโพธิสัตว์กวนอิม

แกะสลักจากหินหยกขาว ลงรักปิดทององค์ ประทับนั่งปางเสวยสุข
ศิลปะการรังสรรค์สมัยราชวงศ์ถังตอนต้น อิทธิพลอินเดียหลังคุปตะ
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ หรือระหว่างพ.ศ.๑๑๖๐-๑๔๔๐





โครงการศึกษาศิลปะผ่านประติมากรรมต่างประเทศ
ขอขอบคุณ  : Boonta Ancient Album.

โพธิสัตว์กวนอิมสมัยถัง


พระโพธิสัตว์กวนอิม ราชวงศ์ถัง

แกะสลักจากหินหยกขาวลงรักปิดทอง 
ประทับยืนลีลาตริภังค์ ปางประทานพร 
ศิลปะจีนราชวงศ์ถังตอนต้น รับอิทธิพลอินเดียแบบหลังคุปตะ
อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 หรือระหว่าง พ.ศ.1160-1440







โครงการศึกษาศิลปะผ่านประติมากรรมต่างประเทศ
ขอขอบคุณ  : Boonta Ancient Album.

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๓


สมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เกศทะลุซุ้ม




พระเครื่องของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) มีการสร้างตลอดเวลา บันทึกในอดีตบอกว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯใช้เวลาในการทำผงวิเศษ ๕ ประการแต่ละครั้งนานนับไตรมาส แล้วให้ศิษย์หรือชาวบ้านในละแวกที่ผลัดเปลี่ยนกันมาโขลกส่วนผสมต่าง ๆในครก แต่ละครั้งเนื้อหลักอาจไม่เหมือนกัน เช่นบางครั้งใช้ปูนเพชรที่มากับสำเภาจีน บางครั้งใช้ปูนขาวที่ผ่านการเผาจากก้อนหิน หรือในกรณีพระสมเด็จฯกรุบางขุนพรหมก็ใช้ปูนขาวที่เผาจากเปลือกหอยกาบ ไม่แน่นอน อยู่ที่ในเวลานั้นวัตถุดิบหลักมีชนิดใดอยู่มาก

ในขั้นตอนการทำเป็นองค์พระ วัตถุดิบหลักต้องผ่านการหมักให้เนื้อประสานเข้าที่ก่อน แล้วนำมาโขลกซ้ำ ระหว่างนั้นเจ้าประคุณสมเด็จฯจะนำผงวิเศษ ๕ ประการ โรยผสมลงไป พร้อมกับส่วนผสมที่เป็นมงคลอีกมากมาย ตามกระบวนการสูตรการสร้างที่มีมาแต่โบราณอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนผสมที่ผ่านการโขลกแล้วจะถูกนำออกมานวดกับน้ำมันตังอิ้ว เพื่อให้เหนียวจับตัวเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงนำไปกดในแม่พิมพ์ แล้วจัดเรียงลงในกระด้งหรือสาด ก่อนนำไปตากลมเป็นขั้นตอนต่อไป


ภาพเขียนโบราณ โดย พระยาจิตรมนตรี จารึกว่า
“ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พฺรหฺมรํสี วัดระฆัง 
เขียนใว้วัน ๗ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะแม จ.ศ.๑๒๓๓ ประเทศสยาม”
ขอขอบคุณ...Boonta Ancient เอื้อเฟื้อภาพประกอบ. 

การตากนับว่ามีส่วนสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น  เนื้อพระจะแห้งมากน้อยก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้ บางครั้งกระด้งหรือสาดที่เรียงอยู่ใต้ชายคาอาจถูกแดดไล่ แล้วเก็บไม่ทันเนื้อองค์พระก็จะแห้งมาก หรือบางครั้งคนจัดเรียงองค์พระลงในกระด้งวางผิดเอาด้านหน้าคว่ำลง บริเวณที่เป็นความสูงของหน้าพระก็จะยุบแบนลงไป ทั้งการเก็บและนำมาตากใหม่ในวันรุ่งขึ้นก็อาจกระแทกกระทั้นบ้าง เราจึงเห็นพระสมเด็จฯบางองค์มีรอยบิ่นรอยหักมาแต่เดิม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะหากมีใครได้มีโอกาสครอบครองพระสมเด็จฯที่มาจากการสร้างของเจ้าประคุณสมเด็จฯก็คงไม่คิดมากว่าจะบิ่นหรือชำรุดอยู่บ้าง เว้นแต่กลุ่มที่นิยมแลกเปลี่ยนกันเฉพาะพระสวยงามก็ว่ากันไปอีกทางหนึ่ง



สมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เกศทะลุซุ้มองค์นี้ 
มีคราบฝุ่นเกาะติดฝังแน่นเพราะถูกเคลือบทับด้วยน้ำมันที่ระเหิดออกมา 
แต่จัดเป็นพระสมเด็จฯที่เจ้าของเก็บรักษามาอย่างดีแบบสัมผัสน้อยมาก 
เมื่อรวมกับรอยแตกระแหงและรอยรานขนาดเล็กบริเวณพระอุระ(อก) ทำให้แลดูมีเสน่ห์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


ด้านหลังองค์พระ แสดงถึงการหดตัวเป็นริ้วเส้นของขอบ
อันเป็นลักษณะสำคัญในการพิจารณาธรรมชาติของพระผงที่มีอายุกว่า ๑๕๐ ปี 
รอยรานทั่วบริเวณแตกเป็นรานใหญ่และเล็ก 
เมื่อรวมกับคราบน้ำมันที่ออกมาเคลือบผิวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ดูสวยงามเป็นธรรมชาติ

สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง องค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ แบบเกศทะลุซุ้ม พระองค์นี้ที่เห็นเป็นคราบอาบทั่วองค์ ไม่ใช่เกิดจากการทารักน้ำเกลี้ยงลงไปแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นจากน้ำมันตังอิ้วที่เป็นส่วนผสมยึดเกาะเนื้อผงให้เป็นเนื้อเดียวกันระเหิดออกมา ตามช่องทางที่เป็นรอยราน อันเกิดจากกระบวนการตากลมที่มีมาแต่ต้นทาง รอยรานแบบนี้ความเป็นจริงเรียก “รอยแตกระแหง” แต่บางทีก็เรียกเพี้ยนกันว่า “แตกลายงา”

รอยรานนี้จะเป็นช่องทางที่น้ำมันตังอิ้วดันตัวออกมา จะมากน้อยขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา พระสมเด็จฯบางองค์ถูกเก็บรักษาไว้กล่องอับมิดชิดแต่ร้อนอบอ้าว น้ำมันจะคลายตัวออกมามาก ในบางองค์เคยพบมีน้ำมันไหลขึ้นมาอาบทั้งองค์พระกลายเป็นพระบรรจุกรุไปเลยก็มี  แต่ในบางองค์แม้จะเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดแต่อากาศโดยรอบถ่ายเทได้ดีน้ำมันถูกดันตัวออกมาน้อย ผิวพระแบบนี้จะค่อนข้างสวยงาม ขณะที่บางองค์อาจวางลืมไว้บนหิ้งพระหรือในที่ที่ฝุ่นละอองปลิวมาเกาะเมื่อความร้อนในสภาพแวดล้อมสูงขึ้นก็จะถูกน้ำมันตังอิ้วขับออกมาเคลือบคราบฝุ่นไปพร้อมกัน ผิวพระจึงมีคราบฝังอยู่ภายใน

เล็ก ๆน้อย ๆเรียงร้อยเล่าสู่กัน เผื่อไม่แน่สักวัน คนที่มีความฝันอยากได้พระสมเด็จฯวัดระฆังครอบครอง อาจใช้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณา จนความฝันที่ว่ากลายเป็นความจริง..ก็เป็นได้.



ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.........จันทร์พลูหลวง............

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

จานห่านห้าสีสมัยราชวงศ์ชิง




จานลายรอบคราม ตรงกลางเป็นห่านห้าสีกำลังบิน
ด้านนอกลายดอกไม้ห้าสีมีกรอบคั่นรายรอบ ล่างเป็นรูปคน
สมัยราชวงศ์ชิง ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-25








*********

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๒


พระสมเด็จฯวัดระฆัง 
อกร่อง หูยาน ฐานแซม




พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม องค์นี้เส้นซุ้มครอบแก้วใหญ่กลมหนาเป็นแบบเส้นผ่าหวาย แนวเส้นที่วิ่งตรงจากฐานล่างด้านขวาองค์พระผายออกเล็กน้อยแล้วสอบเข้าจนถึงแนวระนาบพระพักตร์จึงวาดเป็นวงโค้งไปสู่ด้านซ้ายองค์พระ ก่อนจะวิ่งตรงแบบเกือบตั้งชันไปจรดเส้นฐานด้านล่าง



-วัดระฆังโฆสิตาราม ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตำนานแห่งจักรพรรดิพระเครื่อง

ลักษณะเด่นของพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม อยู่ที่พระกรรณทั้งสองข้างยาวลงมาจนจรดเกือบพระอังสา(ไหล่,บ่า)องค์พระวางองค์บิดซ้ายเล็กน้อย มีรอยร่องกลางพระองค์จากพระอุระ(อก)ลงเกือบจรดพระหัตถ์ ที่วางอยู่บนพระเพลา(ตัก) 

ใต้พระชง(เข่า,แข้ง)ลงมามีเส้นแซมวางเป็นแนวนอนขนาน บางทีก็เรียกเส้นนี้ว่า อาสนะ รับด้วยฐานพระชั้นที่สาม ใต้ฐานนี้จะปรากฏเส้นแซมอีกเส้นหนึ่ง ก่อนจะถึงฐานที่สองที่มีลักษณะคมขวานฐานสิงห์ จนถัดไปเป็นฐานชั้นที่หนึ่งทอดเป็นตัวแนวยาวและกว้างกว่าฐานชั้นอื่น ในสมัยก่อน พระสมเด็จฯวัดระฆัง ที่มีลักษณะนี้ โบราณเรียกว่า “อกร่อง หูยาน ฐานแซม” ปัจจุบันเรียกกันสั้น ๆว่า “พิมพ์ฐานแซม”เป็นพิมพ์นิยมอีกพิมพ์หนึ่งของพระสมเด็จฯวัดระฆัง



                ภาพประกอบด้านหน้า นอกจากองค์ประกอบของเส้นซุ้มองค์พระ และฐานแล้ว หากสังเกตขอบมุมบนทั้งสองด้านจะสูงเกือบเท่าเส้นซุ้มแล้วค่อย ๆลดระดับลาดต่ำลงไปจรดขอบซุ้มและมีระดับใกล้เคียงกับพื้นผนังภายในซุ้ม



ภาพประกอบด้านหลัง ด้านหลังพื้นไม่สม่ำเสมอ และมีริ้วรอยการครูดของเม็ดมวลสารระหว่างการทำ เมื่อทารักลงไปจึงเห็นระดับสูงต่ำชัดเจนขึ้น นอกจากนั้นยังปรากฏก้อนมวลสารเกาะติดประปราย ซึ่งถือเป็นปกติสำหรับการทำครั้งละจำนวนมากย่อมมีเศษเนื้อเศษผงปะปนเข้ามาแต่ก็ช่วยให้ง่ายต่อการพิจารณา 


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม องค์นี้ ผ่านการลงรักมาแต่เดิม เป็นรักสีน้ำตาล หรือรักจากเมืองจีน ที่ถูกนำเข้ามาตามระบบการค้าสำเภาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ คุณสมบัติของรักประเภทนี้ จะแห้งง่ายกว่ารักไทย ทำให้รอไม่นาน จึงมีการทารักซ้ำเพื่อให้มีความหนาเพิ่มขึ้น  เป็นการรักษาเนื้อพระทางหนึ่ง ง่ายต่อการนำไปปิดทองทับทางหนึ่ง และยืดอายุพระให้ยาวนานออกไปอีกทางหนึ่ง

ข้อควรระวัง สำหรับการนำองค์พระขึ้นมาพิจารณา ควรระมัดระวังองค์พระจะลื่นหล่นมือ เพราะพระสมเด็จฯวัดระฆัง เกิดจากการผสมมวลสารด้วยน้ำมันตังอิ้วเพื่อให้เนื้อเกาะติดกันเหมือนการนวดแป้งแล้วนำไปกดในแม่พิมพ์ เมื่อเวลาผ่านไปนานน้ำมันที่เป็นส่วนผสมอยู่ในองค์พระจะแทรกซึมออกมาตามร่องระแหง น้ำมันนี้ยังช่วยเคลือบองค์พระให้แข็งแรงยิ่งขึ้น แต่ก็ลื่นมือ อาจพลั้งพลาดตกหล่นเสียหายได้.   



ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
............จันทร์พลูหลวง...........


*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี):ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามาบารมี”.2554.













พระสมเด็จฯ ๑



พระสมเด็จฯสองคลอง
สมเด็จฯวัดระฆังพิมพ์ใหญ่บรรจุกรุวัดบางขุนพรหม



พระสมเด็จฯวัดบางขุนพรหม ถือกำเนิดขึ้นในคราวที่เสมียนตราด้วง(ต้นตระกูลธนโกเศศ) ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)มาแต่เดิม ได้มาบูรณะวัดบางขุนพรหมใน(ภายหลังรู้จักกันในชื่อ วัดใหม่อมตรส) ซึ่งมีสภาพเป็นวัดร้าง และโอกาสเดียวกันได้สร้างพระเจดีย์เพื่อเป็นพุทธบูชา ภายหลังการสร้างพระเจดีย์แล้วเสร็จ เสมียนตราด้วงจึงอาราธนาต่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้สร้างพระผงสมเด็จฯมาบรรจุไว้เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา

หลังจากเจ้าประคุณสมเด็จฯทราบวัตถุประสงค์ของโยมอุปัฏฐากแล้วก็ได้อนุโมทนา ซึ่งขรัวตาคำ แห่งวัดอัมรินทราราม(บางหว้าน้อย)ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า

“ท่านโตจึงได้เรียกขรัวตาพลอยมาถามว่า พระที่ทำแจกมีเหลือบ้างหรือเปล่า ถ้ามีให้เอาไปบรรจุในเจดีย์ให้หมด ขรัวตาพลอยบอกว่ามีแต่ไม่มาก ท่านโตบอกให้นายด้วงหาเปลือกหอยกาบมามาก ๆ เอามาเผาแล้วตำให้ละเอียดเป็นผงปูนเปลือกหอย แล้วเอาแม่พิมพ์ที่เหลืออยู่จากวัดระฆัง วัดบางขุนพรหมนอก และวัดอื่น ๆมาเพื่อกดพิมพ์ ต่อมาอีกหนึ่งเดือน นายด้วงก็ได้นิมนต์และกราบเรียนว่าของทุกอย่างได้จัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว”


ขรัวตาคำ วัดอินทราราม (บางหว้าน้อย) นั่งอยู่ทางด้านซ้ายเจ้าประคุณสมเด็จฯ

พระเครื่องเนื้อผงตำรับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ที่นำมาบรรจุในพระเจดีย์วัดบางขุนพรหมใน จึงมีพระสมเด็จฯที่เจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างไว้ก่อนหน้านี้ อาทิ พระสมเด็จฯวัดระฆัง พระสมเด็จฯเกศไชโย พระสมเด็จเนื้อตะกั่วถ้ำชา และอื่น ๆอีกเป็นส่วนหนึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด กับพระที่สร้างขึ้นใหม่โดยใช้เนื้อหลักเป็นเปลือกหอยกาบเผาผสมด้วยมวลสารผงวิเศษ ๕ ประการ ประกอบด้วยผงอิธะเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห รวมกับมวลสารศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆอีกหลายประการ  ส่วนแม่พิมพ์ก็มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ เพราะรวบรวมมาจากวัดต่าง ๆที่เจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างพระพิมพ์ไว้



ด้านหน้าองค์พระปรากฏคราบกรุปกคลุมรอยคราบน้ำมันตั้งอิ้วที่ระเหิดขึ้นมาจากความร้อนภายในกรุ

จนทำให้องค์พระเปลี่ยนเป็นคราบน้ำตาล แต่ส่วนที่ถูกสัมผัสจะเห็นเนื้อเดิมออกขาวหม่นมีมวลสารกระจายทั่วไป




ด้านหลังองค์พระปรากฏคราบเข้มอ่อนไม่สม่ำเสมอ มีรอยครูดเกิดจากการปาดด้านหลัง

บางแห่งมีหลุมแอ่งเกิดจากการหลุดร่วงและหดตัวของมวลสารตามธรรมชาติที่ผ่านกาลเวลา


การพิจารณาพระสมเด็จฯกรุวัดบางขุนพรหม จึงควรพิจารณาแยกเป็น ๒ ส่วนหลักก่อน คือเป็นพระสมเด็จฯวัดระฆังที่นำมาบรรจุกรุหรือเรียกกันว่า“พระสองคลอง” และเป็นพระสมเด็จฯที่สร้างขึ้นใหม่ในเวลานั้น หากเป็นพระสมเด็จฯวัดระฆัง ให้พิจารณารูปทรงเป็นอย่างวัดระฆัง เนื้อพระจะแกร่งและแข็ง ผิวองค์พระมีคราบอันเกิดจากความร้อนความชื้นภายในองค์พระเจดีย์เคลือบแน่นสนิท ส่วนพระสมเด็จฯที่สร้างขึ้นใหม่เนื้อพระจะฝ่าฟ่ามเปราะ ผิวองค์พระจะถูกความร้อนขับน้ำมันตั้งอิ้วที่เป็นส่วนผสมให้ออกมาเป็นเม็ดผดขนาดเล็กไม่สม่ำเสมอ ขณะเดียวกันก็ถูกคราบกรุปกคลุมซ้อนทับเข้าไปอีกชั้น บางองค์จึงมีลักษณะเป็นฟองเต้าหูอย่างที่นิยมเรียกกัน

พระสมเด็จฯสองคลอง องค์ที่นำมาถ่ายทอดไว้คราวนี้ เป็นพระสมเด็จฯวัดระฆังพิมพ์ใหญ่กรุเก่าที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ให้ขรัวตาพลอยรวบรวมมาเพื่อให้ครบจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ตามพระธรรมขันธ์ ปัจจุบันพระสมเด็จฯสองคลองไม่ค่อยเป็นที่คุ้นตาเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากส่วนหนึ่งถูกเก็บเข้ากรุของผู้มีฐานะแบบถาวร อีกส่วนถูกนำไปล้างคราบกรุออกตามกระบวนการของแต่ละคนและถูกแลกเปลี่ยนออกไปเป็นสมเด็จฯวัดระฆัง เนื่องจากมีมูลค่าความต้องการสูงกว่านั่นเอง.


สมเด็จฯโต...อริยสงฆ์สยาม
........จันทร์พลูหลวง..........
*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี):ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามาบารมี”.2554.

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โถครามสมัยราชวงศ์หยวน


โถใต้เคลือบลายคราม 
พืชพันธุ์ไม้น้ำ มีเป็ดแวกว่าย 
ตอนบนเป็นหูจับมังกรทั้งสองข้าง
เป็นศิลปะเครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน พุทธศตวรรษที่ 19









*********


จีนปลุกภาพวาดพันปีให้กลับมามีชีวิต

               ภาพเขียนโบราณของจีน ถูกปลุกขึ้นมาชีวิตเคลื่อนไหวได้ราวกับพาผู้คนในสมัยปัจจุบัน ย้อนเวลากลับเข้าไปในภาพเขียนโบราณอันเป็นตำนานระดับมาสเตอร์พีซที่มีชื่อว่า “ชิงหมิงซ่างเหอถู่” ของ จางเจ๋อตวน จิตรกรผู้ได้รับการยกย่องว่าเขียนภาพวิถีชีวิตทัศนียภาพได้สวยงามและมีชีวิตชีวามากที่สุดคนของจีน ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ(ค.ศ.960-1127) เชื่อกันว่าเขาเขียนอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1111-1126 แสดงถึงวิถีชีวิตชาวจีนในเทศกาลเช็งเม้ง(ชิงหมิง) เมื่อร่วมพันปีก่อน




ภาพเขียนของ จางเจ๋อตวน ที่ถูกนำมาทำเป็นภาพเคลื่อนไหว


               ภาพเขียนที่มีชีวิตถูกบรรจงให้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนตั้งแต่รุ่งสาง ระหว่างวัน จวบจนย่ำค่ำ ของผู้คนในเมืองเปียงเหลียง (ไคฟง) เป็นความงดงามและแปลกตา นับเป็นผลงานยิ่งใหญ่อลังการของฮ่องกง ที่นำเทคโนโลยีไฮเทคมาถ่ายทอดไว้ในงานนิทรรศการ River of Wisdom ภาพเคลื่อนไหวนี้มี ๒ ตอน เชิญชมกันครับ.


ภาพเคลื่อนไหว ชิงหมิงซ่างเหอถู 1/2

https://youtu.be/FeK0DYHLWgE


ภาพเคลื่อนไหว ชิงหมิงซ่างเหอถู 2/2




*********


ขอขอบคุณ
-บทความเรื่อง “ตื่นตา!นิทรรศการไฮเทค ภาพเขียนชีวิตจีนโบราณ” โดยMGR Online
-บทความเรื่อง “ภาพเขียนโบราณของจีนออกมาเคลื่อนไหวได้แล้ว มีชีวิตชีวาสมจริง ๆ!!โดยสุรศักดิ์ ชวยานันท์
-https://youtu.be/6wpr7VwIZqE
-http://www.facebook.com/saintandywong


อริยสงฆ์สยาม ๕



 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์  
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
(พ.ศ.๒๔๖๕-๒๔๘๐)



พระรูปหล่อโลหะปิดทอง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ 
ขณะยังดำรงพระอิสริยยศเป็น "กรมหมื่น"ขนาด ๗ นิ้ว (ขอขอบคุณเจ้าของภาพ)


สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พระนามเดิม หม่อมเจ้าภุชงค์ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ กับหม่อมปุ่น ชุมพูนุช ประสูติเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๐๒ ในวัยเยาว์พระชนมายุ ๑๒ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ตามเสด็จในคราวเสด็จพระราชดำเนินประเทศอินเดีย เมื่อเรือพระที่นั่งไปถึงสิงคโปร์ จึงทรงโปรดฯให้ทรงเล่าเรียนที่โรงเรียนแรฟฟัล พร้อมกับหม่อมเจ้าพระองค์อื่น ๆอีกราว ๒๐ พระองค์ โดยทรงศึกษาอยู่เป็นเวลา ๙ เดือน

ในพ.ศ.๒๔๑๖ ทรงผนวชเป็นสามเณรขณะพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ประทับอยู่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จนพระชนมายุครบจึงทรงอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วเสด็จประทับ ณ วัดราชบพิธ จากนั้นทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม ได้เปรียญ ๕ ประโยค จนถึงปีพ.ศ.๒๔๓๐ ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ “พระสถาพรพิริยพรต” ทรงเป็นกรรมการชุดแรกของมหามกุฎราชวิทยาลัย และทรงมีบทบาทสำคัญในการบริหารให้เจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ

ปีพ.ศ.๒๔๓๘ เป็นราชาคณะผู้ใหญ่เสมอชั้นเทพ พ.ศ.๒๔๔๒ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม จนถึงปีพ.ศ.๒๔๔๔ พระองค์จ้าอรุณนิภาคุณากร เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ พระองค์แรกสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดฯให้ครองวัดราชบพิธสืบมา

พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงกรุณาโปรดฯให้สถาปนาเป็นพระราชาคณะที่ “พระพรหมมุนี” เจ้าคณะรองในคณะกลาง มีอิสริยยศเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” เมื่อเข้าสู่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ.๒๔๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดฯสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์” ดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง จนถึงปีพ.ศ.๒๔๖๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ” พร้อมทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปรินายก ในพ.ศ.๒๔๖๙ เลื่อนพระอิสริยยศเป็น “กรมหลวง”

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง สกลมหาสังฆปรินายกอยู่นานถึง ๑๖ ปีจึงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๐ พระชนมายุได้ ๗๘ พรรษา ๕๘.



จันทร์พลูหลวง...เรียบเรียง.


*********

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

กระปุกสีสมัยราชวงศ์หมิง


กระปุกสองสี
ตกแต่งใต้เคลือบมังกรสีครามตรงกลางพันรอบภาชนะ 
ตอนบนลายดอกไม้พืชพรรณสีแดงผสานทิวทัศน์ตรงส่วนคอ
เป็นศิลปะการรังสรรค์สมัยราชวงศ์หมิง ราวพุทธศตวรรษที่ 20-22







*********

อริยสงฆ์สยาม ๔



สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
(พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๔)





พระรูปหล่อโลหะ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรส ขนาด ๗ นิ้ว


สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๐๓ ในวันประสูติเกิดเหตุการณ์ฝนตกอย่างหนัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานพระนามว่า “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ” ทรงเปรียบเหตุการณ์วันประสูติ ดังพญานาคราชมาพ่นน้ำจนเนืองนอง 

            เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ และภาษาบาลี จนสามารถแปลพระธรรมบทได้ตั้งแต่พระชนมายุ ๘ พรรษา จนพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษาทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๒ เดือน จนถึงปีพ.ศ.๒๔๒๒ ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรงแปลปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่งได้เปรียญ ๕ ประโยค และได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสถาปนาพระอิสริยยศ เป็น "กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส" และเป็นเจ้าคณะรองในธรรมยุติกนิกายในปีพ.ศ.๒๔๒๔ จากนั้นพ.ศ.๒๔๓๔ พระองค์ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารสืบต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ในสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ

ด้านการพัฒนาพระศาสนามีอยู่มากมาย อาทิ ทรงจัดตั้ง มหามงกุฎราชวิทยาลัย ทรงออกนิตยสารธรรมจักษุ เป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาเป็นฉบับแรกของไทย ทั้งยังทรงใช้วัดเป็นพื้นที่ขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้นประถมศึกษาออกไปทั่วประเทศ ด้านการปกครองสงฆ์ เกิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับแรกของไทย จนเกิดคณะสงฆ์เป็น ๔ คณะคือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะธรรมยุติ และการจัดตั้ง มหาเถรสมาคมก็เกิดขึ้นในเวลานี้

ปีพ.ศ.๒๔๔๙ พระองค์ได้รับพระราชทานเลื่อนพระอิสริยยศเป็นกรมหลวง จนถึงปีพ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พร้อมทั้งทรงสถาปนาขึ้นเป็น“สมเด็จกรมพระยา” ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะใหญ่แห่งสงฆ์ทั้งพระนครและหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร พระองค์ทรงปรับปรุงพระศาสนาและคณะสงฆ์มาอย่างต่อเนื่องตลอดพระชนม์ชีพ จนสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ.๒๔๖๔ รวมพระชนมายุ ๖๒ พรรษา


จันทร์พลูหลวง...เรียบเรียง



เอกสารประกอบ: หนังสือ ๑๙ ปี แห่งการสถาปนา สมเด็จพระญาณสังวร ๒๑ เมษายน ๒๕๓๒-๒๕๕๑.


วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ย้อนเกร็ดประวัติศาสตร์ ๑



“เนะ สยํ กฺก”
ระวัง “สยามอันตราย”


ภาพการแกะสลักศิลานูนต่ำแสดงการเดินทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ริมระเบียงปราสาทหินนครวัด ส่วนที่เป็นกองทัพสยามเคยมีการจารึกไว้ว่า“ เนะ สยํ กฺก “(ปัจจุบันจารึกถูกลบออกไปแล้ว) เคยมีการเสนอว่าเป็นภาพแกะสลักแสดงถึงความไม่เป็นระเบียบหรือล้าหลังของทัพสยามหรืออาจเลยเถิดไปว่าชาวสยาม “เป็นคนเถื่อน” แต่หากพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล รูปแกะสลักนูนต่ำนี้มีบุคคลอยู่ ๒ กลุ่มหลักคือ กลุ่มทหารขอม และกลุ่มทหารสยาม


ริ้วขบวนทหารตอนกลางถึงส่วนหน้าเป็นทหารขอมที่ช่างแกะสลักออกแบบให้แตกต่างออกไป

กลุ่มทหารขอมมีตั้งแต่ระดับแม่ทัพที่ยืนอยู่บนหลังช้างในท่ากำลังเงื้อง่าง้างธนู  ลงมาด้านล่างทหารม้าประกบข้างขบวนง้างแขนแกว่งดาบราวกับเร่งให้เดินทัพ และทหารขอมอีกราว ๒๐ นายเดินนำหน้าขบวนทหารสยามที่เดินเป็นแถวยาวโดยมีนายกองทหารขอมปิดท้ายขบวน

ที่แยกแยะออกมาอย่างนี้ เพราะทหารขอมกับทหารสยาม มีลักษณะแตกต่างกัน หากเราสังเกตจะเห็นว่า เครื่องแต่งกายโดยเฉพาะผ้านุ่งลายริ้วเป็นเส้นแนวตั้งกับผ้ารัดเอวแทนเข็มขัดปล่อยชายตุ้งติ้งรอบเอวเป็นศิลปะเฉพาะสมัยนครวัด(พุทธศตวรรษ๑๗-๑๘)อันตรงกับสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ การสลักศิลานูนต่ำยังแยกลักษณะเฉพาะของทหารขอมที่แต่ละคนถือหอกปลายแฉกกับโล่ขนาดใหญ่แตกต่างกับทหารสยามที่เดินตามซึ่งนุ่งผ้าไม่มีลวดลายอกัปกิริยามือซ้ายยึดโล่ไว้กับอก มือขวาถือหอกตรงไม่มีแฉก  

ซ้ายทหารสยาม ส่วนที่นุ่งผ้าลายเป็นทหารขอมทั้งหมด

ทหารขอมที่เดินนำหน้าขบวนอยู่นี้ต่างมีท่าทีที่ระแวดระวังและเลิ่กลั่ก บางคนถึงกับหันหลังไปมองขบวนของสยาม จนทำให้เกิดภาพการเดินทัพที่ไม่มีระเบียบวินัย ก่อนหน้านี้หลายคนตีความว่าเป็น ทหารสยาม ทำนองว่าเป็น “คนเถื่อน” แต่เอาเข้าจริง น่าจะเป็นภาพที่แสดงอาการห่วงหน้าพะวงหลังเพราะความไม่ไว้วางใจทหารสยามเสียมากกว่า

“เนะ สยํ กฺก” จึงอาจมีความหมายว่า”ให้ระวังสยาม”มากกว่าจะถูกตีความแบบเหมารวมว่าทหารสยามเป็น”คนเถื่อน”

จะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม การตีความแบบคิดเอาเอง บางครั้งอาจส่งผลเสียต่อความรู้สึกของฝ่ายต่าง ๆ จะว่าไปแล้ว ทุกชนชาติรอบสยาม..ต่างก็ล้วนเป็นเครือเถาว์ญาติวงศ์กันทั้งนั้น.


ร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์อย่างปราศจากอคติ
...................วิญญู บุญยงค์....................
*********