โพสต์แนะนำ

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๖



พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ 



พระสมเด็จฯวัดระฆัง ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) มีการจัดสร้างอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งแจกจ่ายให้กับญาติโยมที่เดินทางมาวัดระฆังเพื่อนมัสการเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทั้งข้าราชบริพารในราชสำนัก รวมถึงเจ้าสัวต่าง ๆ ก็จะพากันมาทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม กันอยู่เนือง ๆ นอกจากนั้นกลุ่มค้าขายทางน้ำพวกเรือทราย เรือถ่าน เรือโอ่ง ที่ขึ้นเหนือล่องใต้มักจะแวะเวียนมาวัดระฆัง ถือเป็นจุดพัก และใช้โอกาสนี้เข้ากราบเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปพร้อมกัน

เล่ากันว่า คนส่วนใหญ่มักเสาะหาของมงคลจำพวกว่าน สมุนไพร หรือว่านมงคล บางคนนำยางจากต้นรัก ที่ใช้สำหรับทาเคลือบองค์พระให้มีความคงทนไม่สึกกร่อนง่าย ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯก็จะนำสิ่งของนั้นมาเป็นส่วนผสมสำหรับการสร้างพระสมเด็จฯในคราวต่อ ๆไป

ภาพเขียนสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)โดยขรัวอินโข่ง

สำหรับยางรักนั้น หากเป็นรักไทยหรือรักเขมรจะออกสีดำ รักจีนออกสีน้ำตาล และรักญี่ปุ่นออกสีแดงกับสีเปลือกมังคุด ซึ่งถ้าเลือกได้เจ้าประคุณสมเด็จฯและบรรดาศิษย์ที่ช่วยทำพระก็จะเลือกรักจีนหรือรักญี่ปุ่น เพราะมีคุณสมบัติแห้งเร็ว ทำให้ชุบหรือเคลือบได้หลายครั้งไม่เสียเวลามาก

สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง องค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ แบบเกศทะลุซุ้ม เป็นแบบพิมพ์ที่ได้รับความนิยมพิมพ์หนึ่ง โดยกระบวนการทำ หลังจากนำพระออกจากแม่พิมพ์ก่อนนำไปตากลมจนแห้งสนิทดีแล้ว จึงนำรักญี่ปุ่นมาทาเคลือบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ในบางตำแหน่งหากเนื้อพระเป็นหลุมหรือแอ่ง น้ำรักจะเข้าไปรวมอยู่ทำให้แลดูเข้มเป็นสีเปลือกมังคุด


ในพระสมเด็จฯวัดระฆัง องค์นี้ หลังจากทาเคลือบรักแล้ว ใช้แผ่นทองคำเปลวปิดทับอีกชั้นหนึ่ง ทำให้เกิดความสวยงาม ซึ่งเป็นความนิยมอีกอย่างหนึ่งในสมัยนั้น ว่ากันว่าพระสมเด็จฯที่ปิดทองนี้ มักแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพารที่เตรียมสิ่งของเหล่านี้มาถวายต่อเจ้าประคุณสมเด็จฯไว้ก่อนหน้านี้


สิ่งที่ควรพิจารณาในพระสมเด็จฯที่ลงรักปิดทองนี้  ให้สังเกตความเก่าของทองจะไม่แวววาวเหมือนทองใหม่แต่จะออกหม่นระเรื่อแดงเล็กน้อยเท่านั้น รวมถึงผิวทองจะปรากฏรอยย่นตามการหดตัวของรักที่อยู่ชั้นล่าง นอกจากนี้บนพื้นผิวทองจะมีลักษณะปูดขึ้นมาเป็นจุดบ้าง เป็นรอยเส้นไม่เป็นระเบียบบ้าง เพราะเกิดจากการดันของน้ำมันตังอิ้วภายในองค์พระออกมา นอกจากนั้น หากสังเกตด้านหลังจะพบว่ามีรอยแตกระแหงของรัก ซึ่งการแตกระแหงนั้นเนื้อรักจะยังคงติดกับเนื้อพระ หากจะร่อนหลุดก็หลุดออกไปเลย ไม่กระเดิดขึ้นมาแต่อย่างใด.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ


หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.




วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

รูปหล่อหลวงพ่อเงิน ๑



รูปหล่อหลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม
เนื้อโลหะทองผสมอายุกว่า ๑๐๐ ปี



พระเครื่องของหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ วัดบางคลาน มีอยู่เป็นจำนวนมากทั้งเนื้อดิน เนื้อโลหะ ที่ได้รับความนิยมมากเป็นเนื้อโลหะทองผสม  โลหะชนิดนี้มีส่วนประกอบได้แก่ ทองเหลืองแท่ง ทองเหลืองที่เป็นเครื่องใช้ได้จากชาวบ้านนำมาร่วมบุญจำพวก ขัน เชี่ยนหมาก  พาน และถาด นอกจากนั้นยังมีทองคำและนาครูปพรรณ เช่นสร้อย แหวน เข็มขัด หรืออื่น ๆ ที่มีผู้ศรัทธานำมา ช่างจะรวบรมนำมาหลอมรวมกัน ในแต่ละคราวเนื้อพระหรือสีของพระเครื่องจะมีความแตกต่างกันไปตามวัสดุที่นำมามากน้อยต่างกัน นอกจากนั้นยังมีการหล่อด้วยวัตถุดิบตั้งต้นของทองเหลือง คือทองแดง และสังกะสี  เมื่อนำมาหลอมรวมกันก็จะได้เป็นทองเหลือง


เนื้อพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน ที่ได้รับความนิยมเป็นเนื้อทองผสม ซึ่งส่วนผสมของทองคำ ทองเหลือง ทองแดง และสังกะสี สัดส่วนใดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการสร้างแต่ละครั้ง และด้วยเป็นพระหล่อที่ทำการสร้างมานานนับร้อยปี การนำไปอาราธนาใช้ และการเก็บรักษาก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้วรรณะของพระและการหดตัวของเนื้อโลหะมีความแตกต่างกันไป 



สิ่งสำคัญของงานหล่อพระโบราณเนื้อทองผสมที่จะสังเกตได้ด้วยตนเอง คือการหดตัวของเนื้อโลหะจะเป็นริ้วและหลุม รอยริ้วจะมีขนาดแนวยาวหรือสั้นก็ได้ บางส่วนของริ้วที่เป็นขนาดเล็กและสั้นจะเกิดขึ้นเป็นปื้นถี่ เรียกว่าเกร็ดกระดี่ การหดตัวของเนื้อพระบริเวณที่ต่ำ เช่นตามซอกที่ไม่ได้ถูกสัมผัสจะมีลักษณะเส้นตรงขวางสลับกันที่เรียกกันว่า ตามุ้งผิวขององค์พระจะเกิดสนิมอย่างน้อย 4 ชนิด คือสนิมออกแดงเหรื่อเกิดจากโลหะทองคำ สนิมออกคล้ำเกิดจากโลหะทองเหลือง สนิมออกเขียวเกิดจากโลหะทองแดง และสนิมฝ้าขาวจางเกิดจากโลหะสังกะสี



บนผิวองค์หลวงพ่อเงิน ทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นด้านบนที่ถูกสัมผัสบ่อยหรือตามซอก ทั่วทุกตารางอณูหากใช้กล้องส่องทำมุมรับกับแสงจะปรากฏรอยปลายเข็มตลอดทั่วทั้งองค์  รอยปลายเข็มนี้เกิดขึ้นจาก 2 กรณี คือการหดตัวเนื้อโลหะที่มีอายุนานนับร้อยปี และเกิดจากการแลกเปลี่ยนอิเลคตรอนระหว่างโลหะธาตุกับธาตุต่าง ๆในอากาศ ซึ่งรอยยุบย่นนี้เกิดโดยธรรมชาติ และยังไม่มีของทำเลียนแบบทำได้เหมือน.         

   

ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง.................

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

จานห้าสีสมัยราชวงศ์ชิง


จานรูปปลาห้าสี ขอบลายครามสองชั้น
ด้านหลังลายขอบห้าสี ตรงกลางเป็นรูปคน
เป็นที่นิยมสมัยราชวงศ์ชิง ราวพุทธศตวรรษที่ 23









By : Parot Samparn Photos.
*********



อริยสงฆ์สยาม ๘


หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
อำเภอเสนา พระนครศรีอยุธยา




หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เป็นพระอริยสงฆ์ผู้ทรงอภิญญา เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๑๘ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ในปีพ.ศ.๒๔๓๙ ณ วัดบางนมโค มีหลวงพ่อสุ่น วัดปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์อุ่ม วัดสาธุโภชน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “โสนันโท”

เมื่อเข้าสู่บรรพชิตเพศ ท่านได้เริ่มศึกษากับหลวงพ่อสุ่น พระอุปัชฌาย์ อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเดินทางเข้าศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดสระเกศ ในพระนครหลวง และยังศึกษาวิชาการต่าง ๆที่วัดเจ้าเจ็ด และวัดสังเวช จากนั้นท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย สุพรรณบุรี เล่าเรียนวิปัสสนากรรมฐานจนเป็นที่พอใจของพระอาจารย์ ท่านยังได้ศึกษาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อโหน่ง อินทสุวัณโณ แห่งวัดคลองมะดัน อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี และยังได้ศึกษากับพระผู้ทรงอภิญญาอีกหลายรูป

ในด้านวัตถุมงคล ท่านเรียนการสร้างพระเนื้อดินจากชีปะขาว เรียนพระคาถาจากพระอาจารย์แจง สวรรคโลก พระอริยะที่อยู่ร่วมในสมัยท่าน มีอยู่ด้วยกันมาก อาทิ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา สุพรรณบุรี, หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม, หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา, หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ, หลวงพ่อทองสุข วัดตะโหนดหลวง เพชรบุรี, หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ ระยอง, หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา นครปฐม, หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ธนบุรี และหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สุพรรณบุรี เป็นต้น

หลังจากหลวงพ่อปาน ร่ำเรียนวิชาการทุกแขนงมาตามลำดับ ท่านได้ย้ายกลับมาอยู่ที่วัดบ้านเกิดบางนมโค ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิหารกิจจานุการ” ดำเนินวัตรปฏิบัติตามกิจของสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันก็เป็นที่พึ่งให้กับญาติโยมที่เดินทางมานมัสการอย่างไม่ขาดสาย จนถึงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ท่านก็ละสังขาร รวมสิริอายุได้ ๖๓ ปี ๔๒ พรรษา.

สำหรับมรดกที่ท่านมอบให้ไว้แก่คนรุ่นหลัง มีพระเนื้อดินทรงสี่เหลี่ยมมุมตัดเป็นรูปพระพุทธองค์ประทับเหนือสรรพสัตว์ อาทิ ทรงครุฑ ทรงหนุมาน ทรงไก่ ทรงเม่น ทรงนก และทรงปลา นอกจากนั้นยังมีผ้ายันต์เกราะเพชร และพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์ เป็นต้น

พระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์

นะโม ๓ จบ แล้วว่า
บทนำ “พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ” (๑ จบ)
บทพระคาถา (ภาวนา ๓,๕,๗,๙ จบ ตามสะดวก)

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถีโย
พุทธัสสะ มานี มามะ พุทธัสสะ สวาโหม.

พระคาถามหาอำนาจ

นะโม 3 จบ แล้วว่า

เอวัง ราชะสีโห มะหานาทัง สีหะนาทะกัง
สีหะนะเม สีละเตเชนะ นามะ ราชาสีโห
อิทธิฤทธิ์ พระพุทธังรักษา สารพัดศัตรู อะปะราชะยัง
อิทธิฤทธิ์ พระธัมมังรักษา สารพัดศัตรู อะปะราชะยัง
อิทธิฤทธิ์ พระสังฆังรักษา สารพัดศัตรู อะปะราชะยัง.

หมั่นสวดเป็นประจำ หรือเสกน้ำล้างหน้า โบราณว่าประสิทธิ์นักแล.


จันทร์พลูหลวง...รวบรวม/เรียบเรียง.

โถเคลือบขาวแดงสมัยราชวงศ์หมิง


โถสองสีขาวแดง 
ใต้เคลือบมีเป็ดและพืชพันธุ์ไม้น้ำตอนบนหูจับเป็นมังกรทั้งสองข้าง
เป็นศิลปะในสมัยราชวงศ์หมิง มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 20-22







By Parot Samparn Photos
*********

พระสมเด็จฯ๕


พระสมเด็จฯเกศไชโย




พระเครื่องที่สร้างโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ได้รับการยอมรับมีอยู่ด้วยกัน ๓ แห่ง คือ พระสมเด็จฯวัดระฆังโฆสิตาราม ฝั่งธนบุรี พระสมเด็จฯวัดบางขุนพรหมใน(วัดใหม่อมตรส) ฝั่งพระนคร และสมเด็จฯวัดไชโยวรวิหาร เมืองอ่างทอง

พระสมเด็จฯวัดไชโย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สมเด็จเกศไชโย” แรกเริ่มเดิมทีมีการสร้างในระหว่างปีพ.ศ.๒๓๕๖-๒๓๖๐ เป็นแบบพิมพ์ที่แกะจากกลุ่มช่างอ่างทอง และกลุ่มช่างอู่ต่อเรือบางขุนพรหมนอก  ขณะที่เจ้าประคุณสมเด็จฯยังเป็น”พระมหาโต” แบบพิมพ์มีความสวยงามมากบ้างน้อยบ้าง แต่จัดว่าเป็นพระสมเด็จฯเกศไชโยยุคแรก

ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๐๓ สมัยล่าอาณานิคม ฝรั่งเศสยึดครองไซ่ง่อนและโคชินไชน่า(ญวนใต้/Cochin-Chaina)และกำลังเตรียมแผนการที่จะยึดครองเขมรซึ่งอยู่ในความปกครองของราชอาณาจักรสยาม สถานการณ์ในเวลานั้น สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี(นักองด้วง)กษัตริย์เขมรทรงว้าวุ่นพระทัยมาก ด้วยมีใจสัมพันธ์ต่อสยามมาแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงทรงอาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ(โต) เดินทางไปเทศนาธรรมเพื่อให้นักองด้วงและข้าราชบริพารราชสำนักเขมรคลายความกังวลลงไปได้บ้าง ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ฝรั่งเศสเห็นว่าสยามกับเขมรเป็นแผ่นดินเดียวกันทั้งผืนดินที่ติดต่อกันและเลื่อมใสนับถือในศาสนาเดียวกัน

ภาพเขียนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ที่ผนังพระอุโบสถวัดอินทรวิหาร
จากหนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี):ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี

การไปของเจ้าประคุณสมเด็จฯ(โต)ในคราวนั้น ได้สร้างความอิ่มเอมพระทัยต่อกษัตริย์เขมรเป็นอันมาก ทั้งได้ถวายกัณฑ์เทศ ถวายราชโอรสราชธิดา กับสิ่งของมีค่ามาพร้อมกัน ทำให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก และทรงปวารณาพระองค์ว่า หากเจ้าประคุณสมเด็จฯต้องการสิ่งใดก็จะทรงเป็นธุระให้

ในคราวนั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ(โต) จึงขอพระบรมราชานุญาตให้มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก ๘ วา ลงบนที่ดินวัดไชโย เมืองอ่างทอง พร้อมเขตอุปาจาร ซึ่งพระองค์ก็ทรงโปรดเกล้าฯให้ใบพระบรมราชานุญาตประทับตราแผ่นดินตามลำดับ

การสร้างพระใหญ่และพระอารามในคราวนั้นใช้เวลาอยู่ ๓ ปี เสร็จสิ้นในปีพ.ศ.๒๔๐๖ ในการนี้พระสมเด็จฯเกศไชโย มีการจัดสร้างขึ้นโดยกลุ่มช่าง ๑๐ หมู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม มีอยู่ด้วยกัน ๓ พิมพ์ทรง คือพิมพ์เจ็ดชั้น พิมพ์หกชั้นอกตัน และพิมพ์หกชั้นอกร่อง เมื่อสร้างแล้วเสร็จเจ้าพนักงานจึงลำเลียงลงเรือมายังวัดไชโย

มีเรื่องเล่าถึงการบรรจุกรุในครั้งนี้ว่า “ขรัวตาทองวัดเกตุไชโยว่า เคยเห็นเจ้าประคุณสมเด็จฯโต ฝังตุ่มใบใหญ่ไว้เหนือองค์พระ(พระมหาพุทธพิมพ์) แล้วเอาเงินใส่ไว้ ๑ บาทปิดทับด้วยกระเบื้องหน้าวัว หลังจากเสร็จสิ้นการสร้างแล้ว เจ้าประคุณสมด็จฯโต ได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระบนศาลา”

พระสมเด็จฯเกศไชโย ที่สร้างในปีพ.ศ.๒๔๐๖ นี้ มีทั้งที่บรรจุอยู่ในองค์พระมหาพุทธพิมพ์ และไม่ได้บรรจุแยกไว้แจกจ่ายญาติโยม และอีกส่วนหนึ่งพบว่ามีการนำไปบรรจุในกรุวัดบางขุนพรหมในช่วงปีพ.ศ.๒๔๑๓


สำหรับพระสมเด็จฯเกศไชโย ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพิมพ์ทรงเจ็ดชั้นนิยม  สร้างขึ้นตามตำรับเดียวกับพระสมเด็จฯวัดระฆัง มีเนื้อปูนเพชรเป็นหลัก ผสมด้วยผงวิเศษ ๕ ประการ และส่วนผสมอันเป็นมวลสารมงคลตามสูตรการสร้างของเจ้าประคุณสมเด็จฯ องค์พระปฏิมาตั้งแต่พระเพลา(ตัก)ขึ้นไปถึงวงพระพักตร์ออกแบบเป็นเส้นเรียวเล็กคล้ายปางพุทธทรมาน ปรากฏลำพระศอขึ้นไปจากพระอุระ พระพักตร์เล็กกลมคล้ายเข็มหมุด พระกรรณทั้งสองข้างเป็นโค้งวงพระจันทร์ ห่างจากพระพักตร์ทั้งสองด้าน เหนือขึ้นไปเป็นพระเกศโคนคอดก่อนจะค่อย ๆขยายคล้ายเปลวเพลิงด้านบนไปจรดเส้นซุ้ม

ฐานพระทั้งเจ็ดชั้นเป็นเส้นเรียวเล็ก ปลายทั้งสองด้านเรียวแหลม ขนาดความกว้างของฐานชั้นที่ ๗ เท่ากับความกว้างของพระเพลา ก่อนจะค่อย ๆขยายให้กว้างขึ้นมาถึงชั้นที่ ๑ ซึ่งในชั้นนี้ปลายฐานทั้งสองด้านเหยียดเป็นเส้นตรงปลายแหลมชนกับซุ้มครอบแก้ว ส่วนที่เป็นซุ้มครอบแก้ว เส้นยืนทั้งสองด้านตั้งจากเส้นกรอบล่างขึ้นเป็นเส้นตรงใกล้เคียงกันก่อนจะโค้งจนไปบรรจบกันตรงกันกลางพระเกศ

นอกซุ้มครอบแก้ว ปรากฏเส้นบังคับพิมพ์เป็นกรอบสี่เหลี่ยม แต่ช่างผู้ทำปล่อยให้เส้นกรอบนี้อยู่ตามเดิม แล้วขยับห่างออกไปอีกเล็กน้อยก่อนจะตัดเป็นกรอบนอกอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ในระหว่างที่นำพระออกจากแม่พิมพ์ใหม่ ๆ ก็ใช้นิ้วมือลูบเหลี่ยมทุกด้านให้โค้งมนรับกันทั้งสี่มุม ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระสมเด็จฯเกศไชโย


ด้านเนื้อหามวลสารของพระสมเด็จฯเกศไชโย  หากเป็นพระที่ไม่ผ่านการลงกรุ เนื้อพระจะเหมือนพระสมเด็จฯวัดระฆังทุกประการ มีรอยแตกลาน มีการระเหิดของน้ำมันตังอิ้วออกมาตามร่อง และเคลือบบาง ๆคล้ายฟิล์มในองค์พระที่ไม่ผ่านการใช้  ส่วนองค์พระที่ผ่านการบรรจุกรุจะคล้ายพระสมเด็จฯวัดระฆังที่นำไปบรรจุกรุวัดบางขุนพรหม(พระสองคลอง) คือมีเนื้อหนึกนุ่มอยู่ภายในและมีคราบติดแนบสนิทตามผิวพระมากบ้างน้อยบ้าง

ข้อสำคัญที่ควรพิจารณา องค์ที่ผ่านกาลเวลามากว่า ๑๐๐ ปี เนื้อพระต้องมีการหดตัวทั้งเส้นซุ้ม เส้นฐาน และองค์พระ บางตำแหน่งโดยเฉพาะด้านในใต้พระพาหา(ตั้งแต่ไหล่ลงมาแขน)ในพระบางองค์มีการหดตัวจนเนื้อพระม้วนเข้าไปด้านใน อันเป็นการยืนยันถึงองค์ที่ผ่านการสร้างมานานอีกทางหนึ่ง

ส่วนทางด้านหลัง มีลักษณะการหดตัวตามร่องรอยที่ยุบตัวบ้าง ตามรอยครูดบ้าง แต่เท่าที่สังเกตลักษณะด้านหลังพระสมเด็จฯเกศไชโย ส่วนใหญ่จะยุบตัวลงเป็นแอ่งตื้น ๆ ขอบทั้งสี่ด้านจะสูงกว่าเล็กน้อย

ว่ากันว่า การศึกษาพระเครื่องที่สร้างโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) นอกจากจะหมั่นหาความรู้อย่างสม่ำเสมอแล้ว การทำสมาธิ และสวดพระคาถาชินบัญชรเป็นประจำ ก็จะเป็นพลังหนุนนำให้มีโอกาสครอบครองด้วยอีกทางหนึ่ง.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.


วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จ ๔


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์




พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ เป็นอีกหนึ่งพิมพ์ที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) สร้างไว้เป็นมรดกแผ่นดินต่อชาวสยาม ตามปกติพิมพ์ทรงเจดีย์มีอยู่ด้วยกันราว ๔-๕ พิมพ์ ขนาดรูปทรงพระใหญ่เล็กลดหลั่นกันไปตามแต่ช่างผู้แกะแบบจะรังสรรค์ออกมา


สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ที่นำมาลงไว้นี้ กรอบนอกเป็นทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ถัดมาเป็นแนวเส้นบังคับพิมพ์ เส้นซุ้มครอบแก้วขึ้นเป็นเส้นตรงแนวเฉียงจากฐานกรอบล่างทางด้านขวาองค์พระก่อนตีโค้งคว่ำเป็นครึ่งวงกลมไปทางด้านซ้าย  แนวเส้นที่วิ่งลงไปด้านนี้ตั้งชันกว่าด้านตรงข้ามเล็กน้อย ลงไปจรดฐานกรอบล่าง

ฐานพระชั้นที่ ๑วางขนานฐานกรอบล่าง เป็นแผ่นยาวปลายทั้งสองด้านตัดเฉียงผายออกด้านล่าง ฐานชั้น ๒ เป็นคมขวานฐานสิงห์แต่ฐานจะเห็นชัดทางด้านขวามากกว่า แนวเส้นฐานโค้งลงเล็กน้อย รับกับฐานชั้นที่ ๑ ที่วางเป็นเส้นแนวโค้งเล็กน้อยไปรับกับพระเพลาขององค์พระ


บริเวณพระเพลาเห็นเป็นเส้นพระชง(แข้ง)ชัดเจน องค์พระขึ้นเป็นรูปตัววี ปรากฏสังฆาฏิ พระพาหา(แขน)ทั้งสองด้านวาดโค้งลงมาจรดพระหัตถ์ทั้งสองข้าง ส่วนบนพระอังสา(บ่า)ตอนบนกลืนหายไปในผนัง ไม่ปรากฏลำพระศอ เหนือขึ้นไปเป็นพระพักตร์เป็นรูปทรงกลมไข่ พระเกศโคนใหญ่ปลายเรียวจรดเส้นซุ้ม

สีของเนื้อพระ ออกขาวอมเขียวระเรื่อ แตกระแหงกระจายทั่วองค์ พื้นผิวบางส่วนปรากฏร่องแอ่ง บางส่วนโดยเฉพาะบริเวณพื้นผนังระหว่างแขนซ้ายกับเส้นซุ้มปรากฏชิ้นส่วนที่เป็นพืช(ออแกนิค)บางชนิดหดตัวแห้งติดลึกลงไปในพื้นผนัง


ด้านหลังองค์พระ มีร่องรอยการหดตัวเป็นเส้นแขนงตลอดรอบขอบองค์พระ บางส่วนของผิวปรากฏรอยครูดของเนื้อพระที่เรียกว่า”ปูไต่”และ “หนอนด้น” และส่วนผสมที่เป็นออแกนิคก็มีอยู่เช่นกัน ที่สำคัญเส้นร่องที่แตกแขนงทุกเส้นมีคราบน้ำมันตังอิ้วที่ระเหิดขึ้นมาแล้วปะปนกับฝุ่นละออง ทำให้เห็นเป็นเส้นเด่นชัดขึ้น นอกจากนั้นพื้นผิวทุกตารางอณูทั้งด้านหน้าและด้านหลังปรากฏรอยพรุนปลายเข็มทั้งองค์ อันเป็นธรรมชาติของพระสมเด็จฯที่ผ่านกาลเวลามานานร่วม ๒๐๐ ปี

พระสมเด็จฯวัดระฆัง ทุกพิมพ์ทรงที่สร้างโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) แม้จะเป็นงานที่ด้วยมือ แต่คงไว้ซึ่งความลงตัวในทุกส่วนอย่างน่าทึ่ง การพิจารณาควรศึกษาความเก่าให้กระจ่าง คราบต่าง ๆที่เห็นต้องแห้งสนิทแต่ดูแล้วหนึกนุ่ม และมีความลื่นอยู่ในตัวเอง.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.......จันทร์พลูหลวง............

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.









จานสองสีราชวงศ์หมิง


จานสองสี พื้นเขียวลายแดง
กลางจานเป็นนกกระเรียน
ด้านนอกสก้นจานเป็นลายเส้นรูปนกสีแดง
นิยมในสมัยราชวงศ์หมิง ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-22









By Parot Samparn Photos
*********

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อริยสงฆ์สยาม ๗


หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังราชวรวิหาร




พระภาวนาโกศลเถระ หลวงปู่เอี่ยม สุวณฺณสโร วัดหนัง บางขุนเทียน เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ  ตรงกับวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๓๗๕ ที่บ้านคลองบางหว้า บางขุนเทียน ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวัยเด็กท่านได้เรียนหนังสือที่สำนักหลวงปู่รอด และได้ศึกษาพระปริยัติธรรม จนอายุครบ ๒๒ ปีจึงเข้าอุปสมบท ณ วัดราชโอรสาราม อ.บางขุนเทียน จ.ธนบุรี โดยพระสุธรรมเทพเถระ(เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเจดีย์(จีน) และพระภาวนาโกศลเถระ(รอด) เป็นคู่กรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า “สุวณฺณสโร”

หลังจากอุปสมบท ท่านได้ศึกษาปริยัติธรรมควบคู่ไปกับวิปัสสนาธุระ กับพระภาวนาโกศลเถระ(รอด) ต่อมาพระอาจารย์ได้ย้ายไปวัดโคนอน ท่านก็ได้ย้ายตามไปปรนนิบัติ ซึ่งที่นี่ท่านได้ศึกษาสรรพวิชชาทั้งการสร้างพระเครื่อง เครื่องราง ของขลัง คาถาอาคม และมนตราต่าง ๆจนเชี่ยวชาญ จนถึงกาลมรณกรรมของพระอาจารย์ ท่านจึงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อมา

เมื่อท่านอายุได้ ๖๖ ปีพรรษาที่ ๔๔ ที่วัดหนังไม่มีเจ้าอาวาส ชาวบ้านจึงมาอาราธนาให้ท่านไปครองวัดแห่งนี้ ท่านจึงครองวัดหนังมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๔๑ และปฏิบัติกิจสงฆ์อย่างครบถ้วน ทั้งการอบรมบ่มนิสัยพระเณรในวัด การลงอุโบสถเป็นนิตย์ และปฏิบัติกิจในพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสำนักพระราชวัง

ในการเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หลวงปู่เอี่ยมได้ถวายพระคาถาและยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้าเพื่อปกป้องคุ้มครองพระองค์ท่าน จนกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

หลวงปู่เอี่ยม ท่านอยู่ร่วมสมัยกับพระอริยะองค์สำคัญของสยามมากมาย อาทิ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก นครปฐม, หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย สุพรรณบุรี, หลวงพ่อโต วัดเนิน ชลบุรี, หลวงปู่ภู วัดอินทร์ กทม., อาจารย์เปิง วัดชินวราราม ปทุมธานี, หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว, หลวงพ่ออยู่ วัดบางน้อย สมุทรสงคราม, หลวงพ่อทัพ วัดทอง ธนบุรี, หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ อยุธยา และหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม เป็นต้น

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่เอี่ยม มีอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก ที่รู้จักกันดีได้แก่ หมากทุย ปิดตาโลหะสำริดยันต์ยุ่ง พระผงหัวบานเย็น และเหรียญรูปเหมือน เป็นต้น หลวงปู่เอี่ยมดำรงสมณเพศมาจนถึงวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๙  ก็มรณภาพลงด้วยโรคชรา รวมสิริอายุ ๙๓ ปี ๗๑ พรรษา มีอายุยืนนานถึง ๕ แผ่นดิน.

คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า

นะโม ๓ จบ แล้วว่า

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ”

ใช้ได้ทุกกรณีตั้งแต่เสกน้ำล้างหน้า เดินทางไปแห่งหนใด หมั่นภาวนาให้ติดปาก เป็นมงคลแล.



จันทร์พลูหลวง...รวบรวม/เรียบเรียง.

*********







แจกันสมัยจักรพรรดิคังซี


แจกันเคลือบห้าสีทรงคอสูง 
หน้าต่างสองด้านภาพสตรีสองนางนั่งสนทนากัน
และอีกสองด้านตกแต่งด้วยลายไม้ดอก 
รัชสมัยจักรพรรดิคังซี แห่งราชวงศ์ชิง ค.ศ.1661-1722








By Parot Samparn Photos
**********

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อริยสงฆ์สยาม ๖



หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า






พระครูวิมลคุณากร หรือหลวงปู่ศุข เกสโร เกิดเมื่อวันจันทร์เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีวอก พ.ศ.๒๓๙๐ ที่บ้านมะขามเฒ่า ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ตรงกับปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนอายุได้ ๒๒ ปี ท่านได้เข้าอุปสมบทที่วัดโพธิ์บางเขน(วัดโพธิ์ทองล่าง) มีพระครูเชย จนฺทสิริ พระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงปู่ศุข เกสโร ได้ศึกษาพระธรรมวินัย วิปัสสนาธุระ และด้านวิทยาคม จากพระอุปัชฌาย์ ร่วมกับศิษย์สำนักเดียวกัน คืออาจารย์เปิง วัดชินวราราม และหลวงปู่เฒ่า วัดหงส์ นอกจากนั้นท่านยังเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และคุ้นเคยกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ที่ทรงอุปถัมภ์วัดชินวรารามมาโดยตลอด

ที่วัดชินวราราม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปทุมธานี ถือเป็นจุดนัดพบที่สำคัญ กล่าวได้ว่าทุกครั้งที่หลวงพ่อเงิน เดินทางมาจากพิจิตร มักจะแวะพักที่วัดแห่งนี้ก่อนจะเข้าเมืองหลวง หลวงปู่ศุข และพระสหธรรมิก ก็ได้ใช้โอกาสนี้ศึกษาวิชาต่าง ๆจากหลวงพ่อเงิน จนแตกฉานทั่วกัน และท่านยังแนะนำ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย

หลวงปู่ศุข ท่านยังเป็นพระชั้นศิษย์ของพระอริยะที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดี อาทิ หลวงปู่จีน วัดท่าลาด ฉะเชิงเทรา, หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้, หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก นครปฐม, หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี, หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย สุพรรณบุรี, หลวงพ่อโต วัดเนิน ชลบุรี, หลวงปู่ภู วัดอินทร์ กทม., และหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ธนบุรี เป็นต้น

ส่วนพระอริยะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบร่วมสมัยกับท่าน ประกอบด้วย หลวงพ่อทัพ วัดทอง ธนบุรี, หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ อยุธยา, หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม, หลวงปู่เขียน วัดถ้ำขุนเณร พิจิตร, หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม เพชรบุรี, หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน กทม., หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม, หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา และหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน สุพรรณบุรี เป็นอาทิ

ในช่วงที่มารดาของท่านเริ่มชราภาพมาก หลวงปู่ศุข จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา จำพรรษาที่วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า ต่อมาจึงย้ายมาที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เรียกว่าวัดปากคลองมะขามเฒ่าในปัจจุบัน 

ชื่อเสียงของหลวงปู่ศุข เริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ในคราวมารดาของท่านมรณกรรม ท่านได้สร้างพระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมีเนื้อตะกั่วเพื่อแจกให้ชาวบ้านที่มาร่วมฌาปนกิจ เมื่อได้รับแจกไปแล้วปรากฏว่ามีอภินิหารป้องกันเขี้ยวงาและอยู่ยงคงกระพัน เกิดคำเลื่องลือไปทั่วจนวัดปากคลองมะขามมีผู้คนแวะเวียนมาไม่ขาดสาย หลวงปู่ศุข ท่านก็สร้างพระแจกให้ไป โดยเฉพาะฝากไปให้เด็ก ๆ ท่านมักจะถามญาติโยมว่า มีลูกกี่คน ได้คำตอบแล้วท่านก็ให้ไปตามจำนวนนั้น ในระยะต่อมา หลวงปู่ศุข ได้สร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ทั้งพระเครื่องเนื้อโลหะและเนื้อผง ตะกรุด ผ้ายันต์ และอีกหลายอย่างนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นเกราะป้องกันภัยให้ผู้คนในสมัยของท่านมาโดยตลอด 

หลวงปู่ศุข เกสโร ท่านได้ละสังขารในเดือนอ้าย ปีกุน พ.ศ.๒๔๖๖ รวมสิริอายุได้ ๗๖ ปี ๕๔ พรรษา.


คาถาบูชาหลวงปู่ศุข เกสโร

ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่า

“โอม อิติอะระหังสุคะโต เกสโรนามะเต ประสิทธิเม อิหิอะโห นะโมพุทธายะ”

คาถาเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย

ตั้ง นะโม ๓ จบ แล้วว่า

“สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะอะอุ”




จันทร์พลูหลวง...รวบรวม/เรียบเรียง.

*********