โพสต์แนะนำ

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๑๔


พระสมเด็จฯบางขุนพรหม
พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร(ใหญ่)


พระสมเด็จฯ กรุวัดบางขุนพรหมใน(วัดใหม่อมตรส) พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร  เป็นพระพิมพ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวไม่แพ้พิมพ์อื่น ตามปกติสามารถจัดแบ่งพิมพ์ทรงได้เป็น ๓ ขนาด คือแบบพิมพ์ใหญ่ แบบพิมพ์กลาง และแบบพิมพ์เล็ก แต่ละแบบพิมพ์ก็มีแยกย่อยออกไปอีกอย่างละเล็กละน้อย

สำหรับองค์ที่นำมาลงนี้ เป็นพระสมเด็จฯบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร แบบพิมพ์ใหญ่ เป็นพระกรุเก่า ที่ยังไม่มีคราบกรุปกคลุมมากนัก ส่วนมากเป็นคราบฝุ่นละอองเกาะกลืนไปกับองค์พระ แต่ด้วยสภาพภายในกรุขององค์พระเจดีย์ที่เสมียนตราด้วงโยมอุปัฏฐากเจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างไว้ มีทั้งความร้อน ความเย็น ความชื้น และความอับ เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาในแต่ละปี จึงทำให้มวลสารอันเป็นมงคล ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ผุดขึ้นมาจากภายในองค์พระ




การผุดขึ้นของมวลสารนี้ นับเป็นจุดสำคัญยิ่งที่ควรพิจารณา เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นสภาพเย็นและมีฝนตก น้ำฝนบางส่วนแทรกซึมเข้าไปในองค์เจดีย์ทำให้เกิดความชื้นภายในกรุ สภาพอย่างนี้ก็คือระอุอยู่ในกรุนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็วนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์พระด้วยเช่นกัน กล่าวคือเนื้อหลักของพระสมเด็จฯบางขุนพรหม ทำมาจากเปลือกหอยกาบเผาแล้วโขลกตำให้ละเอียด เมื่อผ่านกระบวนการหมักจนได้ที่แล้วจึงนำมาโขลกและนวดเพิ่ม ในขั้นตอนนี้เจ้าประคุณสมเด็จฯจะนำผงวิเศษ ๕ ประการ พร้อมกับมวลสารอันเป็นมงคลตามสูตรของท่านใส่ลงไป ทั้งผงวิเศษและมวลสารนี้บางส่วนจะไม่กลืนกลายไปกับเนื้อปูนเปลือกหอย หากแต่ยังคงสภาพอยู่เช่นเดิม

มวลสารภายในองค์พระผุดขึ้นมาระหว่างพระพาหากับเส้นซุ้มด้านขวา


มวลสารที่ผุดขึ้นตามรอยแยกของขอบล่างองค์พระ

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการกดแบบพิมพ์ การตากจนแห้งได้ที่ และนำไปปลุกเสก เสร็จแล้วจึงอัญเชิญไปบรรจุภายในองค์พระเจดีย์ จนผ่านเวลาไปนานหลายปี เนื้อหลักที่เป็นปูนเปลือกหอยจะแห้งสนิท ขณะที่มวลสารบางส่วนยังคงสภาพอิสระอยู่ภายในองค์พระ จนองค์พระเกิดร่องรอยระแหงจากการหดตัว และสภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มวลสารที่อยู่ภายในจึงดันตัวออกมาตามร่องรอยที่อ่อนแอ ด้วยเหตุนี้ จึงพบว่าในพระสมเด็จฯบางขุนพรหม บางองค์จะปรากฏการผุดของมวลสารขึ้นมา บางท่านให้นิยามว่า เป็นพระธาตุผุดขึ้นมานั่นเอง

การพิจารณาพระสมเด็จฯ ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ทุกวัด ผู้สนใจสามารถนำปัจจัยทางธรรมชาติของแต่ละแหล่งที่ มาเป็นส่วนประกอบ หากเข้าใจในรูปแบบพิมพ์ทรง เนื้อหามวลสาร และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์พระจากสิ่งแวดล้อมนั้น ก็จะช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจครับ.


ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

พระสมเด็จฯ ๑๓


พระสมเด็จฯวัดระฆัง
พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม เป็นอีกแบบพิมพ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมจัดให้อยู่ในแบบพิมพ์ที่ ๔ มีเอกลักษณ์ที่การตัดขอบแบบกรอบกระจก หรือตัดปีกให้กว้างออกมาจากเส้นบังคับพิมพ์ องค์พระเป็นรูปทรงที่เรียกว่า อกวี เอวผาย 

ลักษณะโดยรวมของพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่องค์นี้ อยู่ที่การเก็บรักษามาเป็นอย่างดี เป็นพระที่ไม่ผ่านการใช้บูชา จึงทำให้สภาพของพระไม่มีร่องรอยเสียหาย ผิวองค์พระปกคลุมด้วยคราบฝุ่นละอองและการคลายตัวของน้ำมันตังอิ้วเป็นสีเข้มออกน้ำตาล กับความชื้นภายในเป็นจุดผดขึ้นมาประปราย


ธรรมชาติของพระสมเด็จฯที่ต้องมีและมีความสำคัญต่อการนำมาพิจารณาคือการหดตัว ยุบตัว ของเนื้อพระตามกระบวนการธรรมชาติ ในพระองค์นี้เห็นได้ชัดบริเวณฐานเส้นซุ้มซ้ายขวา การหดตัวม้วนเข้าด้านในของเส้นซุ้มตลอดแนว การหดตัวบริเวณซอกพระพาหาซ้าย และวงพระกรขวา นอกจากนั้นด้านข้างและด้านหลังก็มีการหดตัวยุบตัวให้เห็นอยู่ทั่วไป


สำหรับด้านหลังองค์พระ จะเห็นว่าเป็นเส้นของรอยไม้ที่ปาดลงไป บางทีเรียกว่า หลังกาบหมาก มีร่องรอยของเม็ดมวลสารครูดไปตามการปาด เมื่อผ่านเวลามานานเนื้อพระหดตัวรอยครูดก็จะเห็นชัดขึ้น เป็นรอยปูไต่ที่นิยมเรียกกัน การปาดนี้นอกจากจะทำให้ด้านหลังองค์พระเรียบแล้ว หากให้น้ำหนักดีจะช่วยให้เนื้อพระอัดแน่นมากขึ้น เมื่อแกะออกจากแบบพิมพ์แล้วองค์พระจะมีมิติลึกชัดเจนทุกเส้นสายรายละเอียดครับ.


ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

พระผงสุพรรณ ๑


พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่


พระผงสุพรรณ เป็นพระพิมพ์ที่ปรากฏอยู่ในจารึกลานทอง กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณบุรี ครั้งแผ่นดินสุพรรณภูมิ ตามปกติแล้วมีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ทรง แต่ที่ได้รับความนิยมมีอยู่ด้วยกัน ๓ พิมพ์ทรง คือพิมพ์หน้าแก่ หน้ากลาง และหน้าหนุ่ม

สำหรับพิมพ์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพิมพ์หน้าแก่ ประทับนั่งปางมารวิชัยบนฐานเขียง เป็นศิลปะสุพรรณภูมิ(อู่ทอง) พระผงสุพรรณ เป็นพระที่สร้างขึ้นจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์และผงเกสรอันเป็นมงคล มีอายุการสร้างถึงปัจจุบันร่วม ๗๐๐ ปี จึงเป็นวัตถุมงคลโบราณที่ต้องใช้หลายปัจจัยมาพิจารณาประกอบถึงความแท้

การที่พระผงสุพรรณถูกนำไปบรรจุไว้ภายในกรุพระสถูปใหญ่ กลางเมืองสุพรรณภูมิ ผ่านความร้อนอบอ้าว ความเย็น และความเปียกชื้นอยู่นานหลายศตวรรษ ย่อมมีผลให้องค์พระสุพรรณเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง




ท่านอาจารย์มนัส โอภากุล นักประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองสุพรรณ ได้ให้หลักในการพิจารณา ไว้เป็นอย่างดีแล้ว จึงขอนำมาถ่ายทอดด้วยความเคารพและยกย่อง ดังนี้

-เนื้อพระผงสุพรรณ มีความละเอียดเนียน หนึกนุ่ม มีความแห้งผาก อมความเก่าไว้ บางทีก็มีเชื้อราดำเกาะติด

-ความหนึกนุ่มของเนื้อพระผงสุพรรณ หากมองด้วยสายตาจะเห็นว่ามีความฉ่ำ เมื่อเอาสำลี หรือแปรงขนอ่อนปัดเบาเพียง ๒-๓ ครั้ง จะเกิดความมันขึ้นมาทันที ส่วนของปลอมนั้นสดตา เหมือนอิฐใหม่กับอิฐเก่า หรือเหมือนหม้อดินใหม่กับหม้อดินเก่า

-ความเหี่ยวย่นจากความหดตัวของมวลสารที่จับกันเป็นผนึก เมื่อถูกนำไปเก็บไว้ในกรุ ซึ่งมีความร้อนเย็นสลับกันไป ความชื้นในองค์พระจะถูกขับออก  จากการระเหยของความชื้นนี่เอง ทำให้เนื้อพระเหี่ยวหดลงได้...ขอให้สังเกตดูด้านหน้าขององค์พระส่วนที่เป็นผนัง เช่นที่ซอกพระพาหา-พระกร และซอกพระกรรณ หรือส่วนที่ไม่ใช่องค์พระปฏิมากร จะเห็นว่าเกิดความเหี่ยวย่นขรุขระเล็กน้อย เหี่ยวมากเหี่ยวน้อยไม่เป็นที่ยุติ

-ขอบข้างของพระผงสุพรรณเกือบทุกองค์ มีรอยตอกตัด ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรอยขีดยาวเป็นทิวลงไปในเนื้อพระ ลักษณะคล้ายตัดด้วยตอก โดยข้อเท็จจริงตามที่ข้าพเจ้า(อ.มนัส)สันนิษฐานคิดว่าไม่ใช่ตอกตัด น่าจะใช้ของมีคมหรือมีดตัด เมื่อเฉือนลงไปในเนื้อ เม็ดดินจะลู่ไปตามดิน ทำให้เกิดรอยขีดขึ้นได้ บางทีมีดที่ใช้ตัดนั้นแห้งเกรอะกรังไปด้วยดินลู่ลงไปในเนื้อ ทำให้เกิดรอยทิวขึ้น

-ผนังขอบข้าง นอกจากมีรอยตอกตัดแล้วยังมีรอยลึก เว้าเป็นแอ่งเหมือนหน้ากระดานแอ่น เบื้องต้นที่ใช้ของมีคมเชือดเฉือนเนื้อพระลงไป ขอบข้างนั้นตรงเรียบ เมื่อเกิดการหดตัวของมวลสารทำให้ขอบข้างนั้นยุบตัวเข้าไปได้
-ด้านหลัง ลายมือที่กดประทับนั้นเชื่อว่าเป็นของมหาเถระปิยทัสสะศรี ศรีสาริบุตร เพราะลานทองจารึกไว้เช่นนั้น แต่ก็อาจจะมีลายมือบุคคลอื่นผสมผสานเข้าไปด้วย เพราะเคยเห็นลายมือทั้งก้นหอยและมัดหวาย...เส้นลายมือหยาบและหยักเป็นคลื่นน้อย ๆเนื่องมาจากการหดตัวของมวลสาร

-คราบกรุพระผงสุพรรณมี ๓ สี คือ สีดำ สีขาว และสีเหลือง สีดำคาดว่าเกิดจากเชื้อราดำจับอยู่บนผิวเนื้อคล้ายจะร่อนออกมา เป็นสีดำหม่นไม่ใช่ดำสนิทเหมือนขนกาน้ำ


จากข้อสังเกตในการพิจารณาพระผงสุพรรณของท่านอาจารย์มนัส โอภากุล นี้ นับว่าให้รายละเอียดไว้เป็นอย่างดี และสามารถนำไปเป็นหลักเกณฑ์ตรวจสอบพระผงสุพรรณอย่างได้ผล 

นอกจากนี้ หากพบพระที่มีลักษณะคล้ายพระผงสุพรรณแต่พิมพ์แตกต่างออกไป อย่าเพิ่งวาง ควรพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆตามข้างต้นก่อน เพราะยังมีพระผงสุพรรณพิมพ์อื่นอยู่อีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่นิยม อาจมีจำนวนน้อยเกินไปจึงไม่ได้ถูกระบุให้เป็นพิมพ์นิยม บางทีอาจโชคดีได้พระผงสุพรรณแท้ ๆมาครอบครองก็ได้ครับ.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-มนัส โอภากุล.พระฯเมืองสุพรรณ.มนัสการพิมพ์.สุพรรณบุรี.๒๕๓๖:(๑๐๘-๑๐๙).

พระสมเด็จฯ ๑๒


พระสมเด็จฯวัดระฆัง
อกร่อง หูยาน ฐานแซม


เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ท่านเป็นอริยสงฆ์แห่งราชสำนักที่มีบทบาทสูงหลายด้านโดยเฉพาะด้านการศาสนาในรัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวได้ว่า มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วเมือง พระเครื่องของท่านจึงได้รับการออกแบบจากคนทุกกลุ่มที่มีความศรัทธาต่อท่าน แต่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบพิมพ์ที่สวยงามนั้นเป็นแบบของหลวงสิทธิ์ หลวงวิจารณ์เจียรนัย กลุ่มช่างหลวง หรือช่างสิบหมู่ เป็นต้น 

พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม องค์นี้เป็นพิมพ์ทรงที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือการแกะแม่พิมพ์จากช่างหลวง หรือช่างสิบหมู่ พิมพ์ทรงกรอบนอกเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก เส้นบังคับพิมพ์ปรากฏชัดนูนเด่นทั้งกรอบ ภายในช่างได้บรรจงแกะซุ้มครอบแก้วหนาใหญ่แบบเส้นขนมจีนหรือหวายผ่าซีก เส้นซุ้มด้านขวาองค์พระลาดเอียงกว่าด้านซ้ายเล็กน้อยตามสูตรของสมเด็จฯวัดระฆัง ภายในซุ้มครอบแก้วช่างได้ออกแบบให้องค์พระและฐานประทับอยู่กึ่งกลาง แต่ค่อนข้างชิดไปทางซ้าย


รายละเอียดขององค์พระ พระพักตร์(หน้า)เป็นรูปทรงมนไข่แบบสุโขทัย พระเกศโคนใหญ่เรียวขึ้นไปเอียงซ้ายเล็กน้อยก่อนชนเส้นซุ้ม พระหนุ(คาง)เรียวรับกับพระศอ(คอ)จรดองค์พระ พระกรรณ(หู)ทั้งสองด้านตอนบนใหญ่แล้วค่อย ๆเรียวลงไปจรดพระอังสา(บ่า)อันเป็นลักษณะของพระ“หูยาน” ลำพระองค์เอียงซ้ายเล็กน้อยเส้นสังฆาฏิพาดเป็นเส้นคู่จากพระอุระ(อก)ลงไปชนพระหัตถ์เป็นลักษณะของ “อกร่อง”  ลำพระองค์ทั้งสองด้านผายออก พระพาหา(ไหล่-แขนท่อนบน)หักลงแบบโค้งเล็กน้อย วงพระกร(แขนท่อนล่าง)ทั้งสองด้านบรรจบกันตรงกลาง  พระพาหาและวงพระกรด้านขวาแลดูหนากว่าด้านซ้าย ส่วนของพระเพลา(ตัก) พระชานุขวากลมมนใหญ่กว่าด้านซ้าย พระชงฆ์(แข้ง)ส่วนบนเว้าลงรับกับวงพระกร ส่วนล่างเป็นเส้นตรง

ฐานทั้ง ๓ ชั้น จากชั้นที่๑ เป็นฐานเส้นคู่หรือฐานร่อง ปลายทั้งสองด้านยาวเกือบชนเส้นซุ้ม เหนือขึ้นไปเป็นฐานชั้นที่ ๒ วางตัวแบบเว้าลงเล็กน้อยปลายฐานทั้งสองด้านปรากฏขาโต๊ะลาง ๆ ฐานชั้นที่๓ ใหญ่และยาวกว่าฐานที่ ๒ เล็กน้อย ระหว่างฐานที่ ๓ กับพระเพลา ปรากฏเส้นเรียวยาวปลายแหลมคั่นอยู่ เช่นเดียวกับระหว่างฐานชั้นที่ ๓ กับชั้นที่ ๒ ก็ปรากฏเส้นนี้เช่นกันแต่สั้นกว่า ลักษณะนี้เรียกกันว่าเป็นแบบพิมพ์ของ “ฐานแซม” สำหรับพื้นผนังโดยรวม ด้านนอกที่อยู่ระหว่างเส้นบังคับพิมพ์กับเส้นซุ้มครอบแก้วสูงกว่าพื้นผนังภายในซุ้มเล็กน้อย ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ

พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซมที่เป็นลักษณะนี้คนสมัยก่อนเรียกกันว่า “อกร่อง หูยาน ฐานแซม” เป็นคำที่ฟังแล้วแลดูขลังและเห็นภาพชัดเจน พระสมเด็จฯองค์นี้เป็นพระที่ไม่เคยผ่านการนำมาคล้องบูชา แต่ได้รับการรักษาไว้อย่างภายในตู้เซพโบราณ องค์พระจึงอยู่สภาพเดิม โดยเฉพาะผิวที่คราบแป้งกลืนลงไปในเนื้อพระอย่างแนบสนิททั้งองค์ เป็นลักษณะที่เรียกว่า”ผิวยังไม่เปิด”


เนื่องจากเป็นพระที่ผ่านการสร้างมานาน เอกลักษณ์ที่สำคัญคือส่วนของเส้นซุ้ม พระพาหา ตลอดจนวงพระกร  บริเวณที่เป็นส่วนสูงตั้งชันจะหดตัวจากด้านในม้วนเข้าไปใต้แนวเส้น ผิวขององค์พระทั้งองค์ปรากฏคราบน้ำมันตังอิ้วขึ้นมาประปราย ทั้งบริเวณใต้วงพระกรกับพระชานุซ้าย ร่องฐาน เส้นแซม ขอบมุมซ้ายขวา  และจุดอื่น ๆกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนด้านหลังองค์พระ จะเห็นได้มากบริเวณขอบมุมบนขวา และจากส่วนกลางลงมาล่าง  พื้นผิวโดยรวมทั้งองค์มีร่องรอยตามธรรมชาติครบถ้วน รวมถึงการกระจายตัวของมวลสารละเอียดที่เป็นจุดดำแดงส้มก็เป็นไปอย่างสมดุล

นอกจากนั้น ด้านหลังของพระสมเด็จฯองค์นี้ เป็นการปาดจากบนลงล่าง มีร่องรอยคลื่นตื้น ๆให้เห็นอยู่บ้าง ขอบพระถูกตัดแบบเข้าหาตัวผู้ตัด จึงปรากฏรอยแนวเฉียงลงของขอบทุกด้าน จัดเป็นพระสมเด็จฯวัดระฆังอีกองค์หนึ่งที่มีความสมบูรณ์ตั้งแต่แบบแม่พิมพ์ กระบวนการกดพิมพ์  การตาก และการเก็บรักษามาเป็นอย่างดีครับ.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ ๑๑


พระสมเด็จฯวัดระฆัง 
พิมพ์เจดีย์เล็ก


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก บางทีเรียก พิมพ์โย้ หรือชะลูด โดยรวมองค์พระที่เป็นสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก มีขนาดใกล้เคียงกับพิมพ์อื่น ๆ แต่อาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามการตัดขอบของผู้ทำที่มาช่วยเจ้าประคุณสมเด็จฯพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)

มีเรื่องเล่าจากบันทึกของขรัวตาคำ เจ้าอาวาสวัดบางหว้าน้อย(ปัจจุบันคือวัดอมรินทรารามวรวิหาร) ว่าในทุกคราวที่มีการสร้างพระ ชาวบ้านในละแวกกลุ่มต่าง ๆจะนัดแนะมาช่วยกันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ใครรับหน้าที่อะไรก็ทำกันไปตามนั้น ตั้งแต่เตรียมอุปกรณ์  โขลกปูน กดพิมพ์องค์พระ จนไปถึงวางเรียงตาก ในขั้นตอนการโขลกปูนเมื่อละเอียดได้ที่แล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ จะนำผงวิเศษและมวลสารต่าง ๆใส่ผสมลงไป 

ขรัวตาคำเล่าว่า ส่วนมากพวกกลุ่มผู้หญิงจะทำได้ละเอียดประณีตกว่า ส่วนพวกผู้ชายนอกจากมาช่วยงานวัดแล้ว การเฝ้าคอยเกี้ยวพาราสีสาวต่างบ้านดูจะเป็นงานหลักกว่าด้วยซ้ำ งานจึงออกมาหยาบ ๆ เพราะคอยแต่โขลกไปเกี้ยวไป  อาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง  เนื้อของพระสมเด็จฯวัดระฆัง จึงมีทั้งหยาบและละเอียดแตกต่างกันไป หรือบางทีช่วงตัดขอบพระตาก็คอยชำเลืองสาว ขอบพระบางองค์จึงชิดบ้าง ห่างบ้าง เฉียงบ้าง แต่ก็นับเป็นสีสันของบรรยากาศเมื่อกว่าร้อยปีก่อน


สำหรับพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก หรือชะลูดนี้ เป็นอีกแบบพิมพ์ทรงหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้พิมพ์อื่น ด้วยมีเอกลักษณ์ที่ดูแล้วบอบบางองค์พระมีขนาดเล็กน่ารัก เพราะได้รับการออกแบบให้องค์พระประทับนั่งแบบเอียงพระกฤษฎี(เอว)ไปทางซ้ายเล็กน้อย รับกับพระพักตร์(หน้า)ที่เอียงตามเล็กน้อยเช่นกัน

โดยรวมของพระสมเด็จฯพิมพ์นี้ พระเกศขึ้นตรงจากพระเศียรกลางเส้นพระเกศปรากฏปมเล็ก ๆก่อนวิ่งตรงสะบัดปลายไปชนเส้นซุ้ม วงพระพักตร์กลมรูปไข่ติดพระกรรณ(หู)ด้านซ้ายลาง ๆ  ใต้พระหนุ(คาง)ปรากฏพระศอ(คอ)แผ่วบางก่อนลงไปรับกับส่วนกลาง พระอุระกว้างสอบลงไปยังพระอุทร(ท้อง) เส้นสังฆาฏิพาดเฉียงจากพระอังสาซ้ายมาถึงพระอุระ(อก)แล้วลงเป็นแนวตรงสองเส้น พระอังสาทั้งสองด้านหลุบลงรับกับวงพระกร(แขน)ที่แลดูหุบเข้าเล็กน้อย ก่อนที่ข้อพระหัตถ์(มือ)จะชนกันตรงกึ่งกลาง วงพระกรด้านขวาเป็นแนวโค้งกว่าด้านซ้าย ซอกพระกัจฉะ(รักแร้)ด้านซ้ายแคบกว่าด้านขวา

พระเพลา(ตัก)แบบวางพระบาท(เท้า)ขวาทับพระชานุ(ข่า)ซ้ายเห็นเป็นเส้นวางซ้อนชัดเจน  พระชานุด้านขวาโค้งมน ส่วนด้านซ้ายเรียวแคบกว่า ล่างลงไปเป็นฐานชั้นที่ ๓ วางรับกับพระเพลา ปลายฐานด้านซ้ายอยู่ห่างกว่าด้านขวา ฐานชั้นที่ ๒ วางเป็นเส้นตรงขนาดบางกว่า ด้านขวาปรากฏขาโต๊ะ ฐานชั้นที่ ๑ ใหญ่หนากว่าทุกฐานปลายทั้งสองด้านปาดเฉียง แนวเส้นฐานไม่ตรงเสียทีเดียวแต่โค้งเว้าคล้ายลอนคลื่น


ฐานขอบซุ้มวางเป็นเส้นตรง ส่วนเส้นตั้งด้านขวาวางเอียงขึ้นไปรับซุ้มครอบแก้ว ก่อนจะวิ่งลงเป็นแนวชันกว่า ส่วนเส้นบังคับพิมพ์ด้านบนทั้งสองวิ่งลงมาชนกับเส้นฐานซุ้มครอบแก้วแล้วเลยลงไปจรดเส้นฐานบังคับพิมพ์ด้านล่างอีกชั้นหนึ่ง สำหรับพื้นผนัง โดยรวมด้านในซุ้มสูงกว่าด้านนอกเล็กน้อย

พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก แม้ภายนอกมีขนาดเท่ากับพิมพ์อื่น แต่ด้วยรูปทรงองค์พระตั้งแต่พระเกศลงมาถึงพระเพลา เส้นฐาน และเส้นซุ้ม แลดูอ่อนช้อยเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว จึงไม่เป็นการแปลกอันใดที่ได้รับความนิยมอีกพิมพ์หนึ่ง .



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

พระสมเด็จฯ ๑๐


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์เจดีย์(ใหญ่)


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ มีอยู่ด้วยกันหลายขนาดพิมพ์ทรง ปรมาจารย์ตรียัมปวายกำหนดแบบกว้าง ๆไว้เป็นขนาด “เขื่อง ย่อม สันทัด ชะลูด” โดยแต่ละขนาดก็มีรายละเอียดแยกย่อยกันไป เพราะต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า พระสมเด็จฯวัดระฆังผ่านการสร้างมานานกว่าร้อยปี การสร้างแต่ละครั้งมีมวลสารแตกต่างกัน ทั้งความเหลวของเนื้อพระก่อนนำลงไปกดในแบบพิมพ์ ตลอดจนการตาก และการเก็บรักษาของผู้ที่ครอบครองอยู่ จึงมีผลอย่างมากต่อพระสมเด็จฯแต่ละองค์ จะเห็นได้ว่าบางกรณีพระสมเด็จฯ ๒ องค์ สร้างในวาระเดียวกัน แต่เมื่อผ่านมาถึงปัจจุบันก็ยังมีความแตกต่างให้เห็น


สำหรับพระสมเด็จฯ วัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ องค์ที่นำมาลงนี้ เป็นพิมพ์ทรงใหญ่ มีสัดส่วนลงตัว ตั้งแต่การตัดกรอบด้านข้างตามแนวเส้นบังคับพิมพ์ที่ลากตรงจากด้านบนลงมาจรดขอบล่าง เส้นฐานของซุ้มครอบแก้ววางขนานเส้นบังคับพิมพ์ล่าง เส้นซุ้มด้านขวาองค์พระตั้งชันกว่าด้านซ้าย

ฐานชั้นที่ ๑ เป็นฐานหมอน ปลายทั้งสองด้านเป็นแนวเฉียงขึ้นไปรับฐานชั้นที่ ๒ ที่เป็นแบบขาโต๊ะหรือคมขวานฐานสิงห์ ในฐานนี้ปลายทั้งสองด้านหนาเห็นขารำไรแล้วค่อย ๆลดขนาดลงไปในกลางฐาน จัดเป็นฐานขนาดบางที่สุด เหนือขึ้นไปเป็นฐานที่ ๓ หนากว่าฐานที่๒ ปลายทั้งสองด้านโค้งขึ้นรับกับแนวพระเพลา (ตัก)

ส่วนของพระเพลา (ตัก) ด้านข้างทั้งสอง บริเวณพระชานุ(เข่า)โค้งมน ด้านขวากว้างกว่าด้านซ้าย ส่วนกลางด้านบนของพระเพลาเว้าลงปรากฏพระบาท(เท้า)ขวาวางบนพระชานุซ้ายลาง ๆ  เหนือขึ้นไปเป็นพระหัตถ์(มือ)และวงพระกร(แขน)ห่างพระเพลาเล็กน้อย วางวงโค้งแบบตัวยูขึ้นไปรับพระอังสา(บ่า,ไหล่)อย่างสมดุล

พระอุระ(อก)กว้าง ค่อย ๆสอบลงมา โดยมีเส้นสังฆาฏิวางเฉียงลงมาจากพระอังสาซ้าย แล้วปล่อยชายลงมาเป็นสองเส้นจรดพระพระหัตถ์ พระกฤษฎี(เอว)ผายทั้งสองด้าน พระกัจฉะ(รักแร้)ด้านซ้ายแคบกว่าด้านขวา ในแบบพิมพ์ทรงนี้ ไม่ปรากฏลำพระศอ(คอ) พระพักตร์กลมมนปรากฏพระกรรณ(หู) ด้านซ้ายแนบพระปราง(แก้ม) พระเกศขึ้นเป็นเส้นตรงก่อนสะบัดปลายไปทางซ้ายชนกับซุ้ม  พื้นผนังภายในซุ้มเป็นระดับสูงต่ำไม่สม่ำเสมอ แต่ต่ำกว่าพื้นด้านนอก


ด้านหลังองค์พระ ปาดเรียบ พบรอยปาด รอยครูด การหดตัวของมวลสาร และหลุมแอ่งครบถ้วน เนื้อหามวลสารแก่ปูน แต่มีส่วนผสมมวลสารหลากหลาย รวมถึงชิ้นส่วนของพระแตกหักป่นผสมลงไป

พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์องค์นี้ผ่านการลงรักน้ำเกลี้ยงเป็นรักจีนออกสีน้ำตาลเข้ม  เมื่อผ่านเวลามานานส่วนที่สูงกว่าผิวพื้นถูกสัมผัส ทำให้เห็นเป็นเนื้อขาวหม่นนุ่มขององค์พระตัดกับสีรักจนดูเด่น จัดเป็นพระสมเด็จฯวัดระฆังอีกองค์หนึ่ง ที่มีความสมบูรณ์ทั้งรูปแบบ เนื้อหา และพิมพ์ทรง.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********

ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.