โพสต์แนะนำ

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เหรียญหล่อหลวงพ่อทา

เหรียญหลวงพ่อทา

วัดพะเนียงแตก รุ่น ๒


หลวงพ่อทา โสณุตฺตโร วัดพะเนียงแตก จังหวัดนครปฐม เป็นพระอริยสงฆ์ต้นรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อปีพ.ศ.๒๓๖๖ มีอายุยืนนานถึง ๙๖ ปี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สุดท้ายที่ "พระครูอุตรการบดี" ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะแขวงรองเมืองนครไชยศรี และพระอุปัชฌาย์ทางตอนเหนือขององค์พระปฐมเจดีย์ในสมัยรัชกาลที่ ๕


หลวงพ่อทา ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ รอบรู้ในปริยัติธรรม วิปัสสนา กัมมัฏฐาน ทั้งคาถาอาคม และมนตรา เล่ากันสืบเนื่องมาว่า สมัยก่อนพวกนักเลงเสือร้ายชุกชุม มักจะชอบมารวมตัวกันในงานวัด ดังคราวหนึ่งวัดพะเนียงแตกสมัยนั้นยังมีชื่อว่าวัดปทุมคงคามีงานประจำปี บรรดานักเลงเกิดมีเรื่องวิวาทกัน หลวงพ่อทาจึงเดินไปเอามือปิดกระบอกพลุขณะที่มีผู้จุดชนวนไว้ ปรากฏว่าพลุระเบิดคากระบอก แต่หลวงพ่อทากลับไม่เป็นอะไร  เหล่าเสือร้ายนักเลงเถื่อนจึงต่างยอมศิโรราบและเกรงกลัวท่านมาก ถึงกับขนานนาม “หลวงพ่อเสือ” แต่นั้นมาวัดนี้ก็ถูกเรียกขานเป็น วัดพะเนียงแตก


หลวงพ่อทา เป็นพระแห่งราชสำนักจึงเข้าร่วมพระราชพิธีครั้งสำคัญเสมอมา เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระพุทะเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างมาก ท่านมีอายุอยู่ร่วมสมัยกับพระอริยสงฆ์องค์สำคัญหลายรูป ที่อาวุโสกว่าท่านก็เห็นจะเป็น เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) วัดระฆัง ธนบุรี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๘ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร หลวงปู่จีน วัดท่าลาด ฉะเชิงเทรา หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้ นครปฐม และหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี



ส่วนพระอริยสงฆ์ที่มีอายุรุ่นคราวเดียวหรือใกล้เคียงกับท่าน องค์สำคัญ และเป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ หลวงพ่อม่วง วัดบ้านทวน กาญจนบุรี และหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการ เป็นต้น ส่วนพระชั้นศิษย์ได้แก่ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูด  นครปฐม หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก สุพรรณบุรี และหลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม กาญจนบุรี

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อทา ได้สร้างไว้มีทั้งพระเครื่อง และเครื่องรางของขลัง ปัจจุบันใครมีต่างก็เก็บรักษาไว้อย่างหวงแหน ส่วนใครที่ยังไม่มีต่างก็พยายามไขว่คว้าให้ได้ แต่ถึงทุกวันนี้หากจะได้มาก็ต้องแลกเปลี่ยนด้วยมูลค่าที่สูงมาก พระเครื่องที่ท่านสร้างเป็นเหรียญหล่อรุ่นแรก ออกที่วัดบางหลวง ในราวปีพ.ศ.๒๔๔๐ ซึ่งครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั่น และสร้างอีกครั้งเป็นเหรียญหล่อรุ่น ๒ ที่วัดพะเนียงแตก นอกจากนั้นยังมีพระปิดตามหาอุตม์ และเครื่องรางต่าง ๆอีกเป็นจำนวนมาก


สำหรับเหรียญหล่อที่นำมาลงไว้นี้ เป็นเหรียญหล่อรุ่น ๒ ออกที่วัดพะเนียงแตก ในราวปีพ.ศ.๒๔๕๐ ห่างจากเหรียญหล่อรุ่นแรกราว ๑๐ ปี เหรียญรุ่นนี้มีทั้งแบบหูในตัวและไม่มีหู ในที่นี่เป็นแบบหูในตัว เป็นเหรียญหล่อรูปทรงชะลูดคล้ายห้าเหลี่ยมตอนบนขยักเป็นซุ้มมีหูในตัว ด้านในมีเส้นซุ้มอีกชั้นวิ่งขนานตามแนวซุ้มนอก ด้านบนจึงมีลักษณะคล้ายประภามณฑล องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานสองชั้น  ด้านหลังเป็นเส้นซุ้มเช่นเดียวกับด้านหน้า ตรงกลางเป็นอักขระขอม “อุ” และ “มิ”


เหรียญหล่อรุ่น ๒ สร้างแบบการหล่อโบราณจากเบ้าประกบหน้าหลัง เนื้อโลหะทองผสม บางองค์แก่ทองคำ พื้นรอบองค์พระด้านหน้า และรอบตัวอักขระด้านหลัง ไม่ราบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ในพระที่ไม่ผ่านการใช้จะปรากฏคราบขึ้นมาปกคลุม วรรณะภายนอกจึงคล้ำไปทางน้ำตาลเข้ม อาจมีสนิมเขียวแซมประปราย แต่หากถูกสัมผัสมือจะเกิดความมันวาวขึ้นมาอันเป็นธรรมชาติของพระโบราณอายุกว่า ๑๐๐ ปี นอกจากนั้นทุกส่วนขององค์พระแม้จะมีรอยขรุขระมากน้อยเพียงใด แต่จะไม่มีความคมเกิดขึ้นเลย เมื่อสัมผัสเหรียญหล่อจะค่อนข้างลื่นมือจากการคลายตัวของสารโลหะในเนื้อพระที่ออกมาคลุมองค์พระนั่นเอง ลักษณะนี้จึงคล้ายกับพระสมเด็จฯที่มีการคลายตัวของน้ำมันตังอิ้ว นอกจากนี้หากใช้กล้องส่องที่มีกำลังขยายสูงจะพบว่าพื้นผิวทุกส่วนของเหรียญหล่อมีรอยยุบย่นขรุขระอยู่ทุกอณู ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “การแลกเปลี่ยนอิเลคตรอนระหว่างเนื้อโลหะกับธาตุอากาศ” จึงทำให้เกิดลักษณะพื้นผิวอย่างนี้

ปัจจุบัน เหรียญหล่อรุ่น ๒ ของหลวงพ่อทา ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก บางท่านให้ความสำคัญมากกว่าเหรียญรุ่นแรก ด้วยเหตุที่เหรียญรุ่นนี้สร้างที่วัดพะเนียงแตกเป็นครั้งแรกโดยตรง จึงเรียกกันว่าเป็นเหรียญรุ่นแรกของวัดพะเนียงแตก และด้วยความนิยมที่ทวีมากขึ้นตามลำดับ จึงมีการสร้างเลียนแบบออกมาเป็นจำนวนมาก ผู้สนใจจึงควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆด้วยตนเอง ทั้งจากตำรา และผู้ที่มีความรอบรู้เชื่อใจได้ จึงจะมีโอกาสครอบครองพระเครื่องอันทรงคุณค่า ที่หลวงพ่อทาได้มอบไว้เป็นสมบัติทางพุทธศาสนาแก่ลูกหลานในวันนี้ครับ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
..........จันทร์พลูหลวง..........

*********

พระกำแพง ๒


พระซุ้มกอดำ พิมพ์ใหญ่


ตามปกติพระตระกูลกำแพงเพชรที่พบกันอยู่ทั่วไป มีเนื้อหลักอยู่ ๒ สี คือ สีแดง และสีดำ และเมื่อเอ่ยถึงพระซุ้มกอดำจะคิดไปถึงพระซุ้มกอที่ไม่มีกนก เหตุผลก็เพราะส่วนใหญ่แล้วพระกำแพงซุ้มกอที่ไม่มีกนกมักเป็นสีดำ แต่ในความเป็นจริงมีทั้งสีดำและสีแดงอิฐ เช่นเดียวกับพระพิมพ์ที่มีกนกก็มีทั้งสองสีนี้อยู่ด้วยเช่นกัน รวมถึงยังมีสีแยกย่อยออกไปอีกหลายโทน

พระกำแพงพิมพ์ซุ้มกอสีดำที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระพิมพ์ใหญ่ นิยม มีความแตกต่างไปจากพระซุ้มกอมีกนกอย่างสิ้นเชิงทั้งองค์พระปฏิมาและรายละเอียดในพิมพ์ทรง จัดเป็นพุทธศิลป์เชียงแสนที่มีต้นเค้าค่อนไปทางลังกาตามศิลปะโปโลนนารุวะ ด้วยเหตุที่ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงอาราธนาพระสงฆ์จากลังกาเข้ามา จึงคาดว่าอิทธิพลของศิลปะจะเข้ามาทางนี้ในรัชสมัยของพระองค์

พระซุ้มกอดำ พบพร้อมกับพระซุ้มกอมีกนกและพระกำแพงพิมพ์อื่น ๆ จากกรุพระบรมธาตุ ตั้งแต่คราวที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) มากำแพงเพชรในปีพ.ศ.๒๓๙๒ และต่อมาพบอีกหลายกรุในบริเวณทุ่งเศรษฐี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งของวัดสายอรัญญิก หรือวัดที่เน้นไปทางวิปัสสนากรรมฐาน


การที่พระกำแพงซุ้มกอดำมีพุทธศิลป์แบบเชียงแสนลังกาวงศ์  องค์พระประธานจึงได้รับการออกแบบให้ผึ่งผายใหญ่ล่ำ เหนือพระเศียรเป็นรัศมีตั้งขอบขึ้นแล้วลาดเอียงเข้าหาพระพักตร์ เช่นเดียวกับขอบด้านนอกทุกส่วนลาดเอียงเข้าหาองค์พระเช่นกัน พุทธลักษณ์โดยรวม พระเกศทรงดอกบัวตูม ลงมาเป็นพระเมาลี พระเศียร และหน้ากระจัง พระพักตร์เกลี้ยงกลมมนทรงไข่ พระอังสา(บ่า)แผ่กว้าง พระอุระกว้างสอบลง ลำพระองค์ทั้งสองด้านเฉียงออกเล็กน้อยชนกับผนังใน  พระพาหา(ไหล่-แขนท่อนบน)หนาคล้ายมีกล้าม วางผายออก ถัดไปเป็นวงพระกร(แขนท่อนล่าง)ลดขนาดลงแต่มีความหนาเช่นกัน ก่อนเป็นพระหัตถ์นูนเด่นกลางพระองค์เหนือพระเพลา ประทับนั่งแบบขัดสมาธิราบบนฐานเขียง ความโดดเด่นของพระซุ้มกอดำ จึงอยู่ที่รายละเอียดของพระประธานที่มีความสง่างามจากการออกแบบให้เป็นนูนต่ำในตำแหน่งกึ่งกลางเหนือผนังโดยรอบ


เมื่อพิจารณาสภาพผิวสีดำของพระซุ้มกอแล้ว พบว่าไม่เป็นสีดำสนิท หากแต่ดำหม่นปนเทา ซึ่งน่าจะเกิดจากการคลายตัวของน้ำว่านมงคลบางชนิดออกมาเคลือบองค์พระ ในพระซุ้มกอดำบางองค์ที่พบหากสภาพสึกจะเห็นเนื้อในแห้งคล้ายสีกะลา ดังนั้นสีดำที่เห็นจึงน่าจะเป็นสีจากปฏิกิริยาทางธรรมชาติ ส่วนเนื้อพระซุ้มกอดำเป็นพระเนื้อละเอียดและแน่น พื้นผิวโดยรวมมองดูเรียบ แต่หากใช้กล้องส่องดูก็จะพบความเหี่ยวทั้งเป็นริ้วและขรุขระทั่วทั้งองค์ นอกจากนั้นบริเวณที่เป็นส่วนลึกเช่นซอกพระพาหา จะพบราดำเกาะตัวเหนือคราบกรุน้ำตาล

นอกจากพระซุ้มกอดำ พิมพ์ใหญ่แล้ว ยังมีขนาดกลางอีกพิมพ์หนึ่ง ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน นอกจากนั้นยังพบในพระซุ้มกอขนาดเล็กที่ด้านหลังเป็นพิมพ์พระปางเปิดโลก และแบบหลังก้นหอย อาจมีน้อยจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่หากมีโอกาสพบและพิจารณาสภาพธรรมชาติเป็นแบบเดียวกันก็จะถือว่าโชคดี เพราะไม่ว่าจะเป็นพระพิมพ์แบบใด นิยมหรือไม่ แต่เป็นพระที่สร้างขึ้นในเวลาเดียวกัน มีอายุความเก่าเท่ากัน โดยเฉพาะพุทธคุณด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม และคงกระพัน มีเหมือนกันทุกประการ นั่นเองครับ.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********



วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระนางพญา ๑


นางพญา พิมพ์เข่าโค้ง


พระนางพญา เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนเมื่อคราวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลกในปีพ.ศ.๒๔๔๔ เพื่อทรงหล่อพระพุทธชินราชจำลองไปประดิษฐานยังวัดเบญจมบพิตร ในคราวนั้นทางวัดนางพญาได้จัดเตรียมสร้างพลับพลาที่ประทับ พระกรุนางพญาจึงแตกขึ้นมาขณะขุดหลุมเตรียมปักเสา เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนิน ทางวัดจึงทูลเกล้าฯถวายไปเป็นจำนวนมาก

ต่อมามีการพบเพิ่มเติมแต่ผู้คนสมัยนั้นไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก เพราไม่มีค่านิยมนำพระหรือของวัดเข้าบ้าน พระที่พบจึงถูกนำไปกองไว้ตามพระเจดีย์เก่า หรือใส่ไหฝังไว้ตามไร่นาไม่นำเข้าบ้าน อาจมีนัยยะที่ต้องการให้พระคุ้มครองอาณาบริเวณพื้นที่ก็เป็นได้ ในระยะต่อมาจึงมีการพบพระนางพญาบรรจุในไหอยู่ตามท้องนาบ้าง โคนต้นไม้บ้างนั่นเอง


พระนางพญาที่พบนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ ได้แก่ พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์อกนูนเล็ก พิมพ์สังฆาฏิ และพิมพ์เทวดา เป็นต้น นอกจากนั้นในพระนางพญาทุกแบบพิมพ์ยังมีอยู่หลายเนื้อแบ่งเป็น ๓ ประเภทหลักคือ เนื้อหยาบ เนื้อละเอียด และเนื้อละเอียดปนหยาบ  ส่วนสีของพระนางพญายังมีอยู่ด้วยกันหลากหลายแตกต่างกันไปตามความแรงอ่อนของไฟที่เผาเช่น สีออกเขียวมีเขียวตับเป็ดหรือเขียวตากบ เขียวหินครก เขียวมะกอก ส่วนสีอื่นเช่น สีดอกพิกุล สีหัวไพล สีอิฐ สีแดง  สีขมิ้นชัน สีน้ำตาลเข้ม และสีดำ เป็นต้น


การพิจารณาพระนางพญา ต้องเข้าใจถึงอายุพระที่มีตำนานเล่าขานมาว่าสร้างโดยพระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และทรงเป็นพระราชมารดาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระนางพญาจึงมีอายุอยู่ในราว ๔๐๐ ปีโดยประมาณ ตามศิลปะแบบอยุธยา ดังนั้น ทั้งเนื้อหา พิมพ์ทรง และร่องรอยต่าง ๆ ต้องมีความเป็นธรรมชาติสมเหตุผลกับกาลเวลา

พระนางพญา นอกจากรูปทรงสัณฐานเป็นสามเหลี่ยมมีความหนา องค์พระสามารถตั้งบูชาได้ ส่วนเนื้อหานอกจากมวลสารอันเป็นมงคลเช่น ว่าน และเกสรดอกไม้ตามสูตรการสร้างแล้ว เนื้อหลักเป็นดินและกรวด จึงทำให้พระนางพญามีความแข็งแกร่งจากกรวดที่เข้าไปเสริมให้โครงสร้างพระแข็งแรง และมีความหนึกนุ่มจากเนื้อดินและว่านเกสร โดยเฉพาะองค์พระที่ผ่านการใช้บูชา ส่วนกรวดที่พบในองค์พระมีสัณฐานทั้งกลม รี และเหลี่ยมไม่แน่นอน แต่จะไม่มีความคม มีทั้งสีน้ำตาล ขาวใส ขาวขุ่น และดำ


สำหรับองค์ที่นำมาลงนี้ เป็นพระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง สีออกเขียวคล้ำ เนื้อละเอียดปนหยาบ มีความเงาวาวอันเนื่องมาจากผ่านการใช้บูชา  ด้านข้างขององค์พระและด้านล่างมีรอยตัดแบบชิดทั้งองค์ รอยตอกเป็นเส้นใหญ่มีระยะห่าง  องค์พระลอยตัวไม่มีฐาน ประทับนั่งปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาพาดลง พระหัตถ์ซ้ายวางโค้งเหนือพระเพลาที่โค้งรับอยู่ด้านล่าง

ส่วนสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม คือคราบกรุของพระนางพญาที่มีความแตกต่างกันใน ๒ แบบ คือกลุ่มแรก พระนางพญาที่พบอยู่ตามพื้นดินบริเวณวัดนางพญา พระกลุ่มนี้จะมีคราบกรุเหมือนคราบดินออกน้ำตาลอ่อนและเข้มสลับกันไป เป็นคราบที่เกาะติดฝังแน่นไม่สามารถล้างออกได้ง่ายและคราบนี้ยังมีความยุบย่นเป็นริ้วอยู่ทั่วไป ใต้คราบกรุยังพบราดำ มีข้อสังเกตว่าราดำที่พบตามซอกจะมีมิติเหนือพื้นผิว แต่บริเวณที่เนื้อพระถูกสัมผัส ราดำจะแนบสนิทลงไปในเนื้อ และมีส่วนให้ผิวของเนื้อเข้มขึ้นไปตามสีของราดำด้วยเช่นกัน


ส่วนอีกกลุ่ม เป็นพระนางพญาที่พบอยู่ในไห พระกลุ่มนี้จะมีความสมบูรณ์มากกกว่า เนื่องจากไม่ผ่านการใช้งาน สภาพขององค์พระยังดูชัดเจนสวยงามทุกส่วน แต่มีจุดที่พิจารณาได้คือคราบกรุที่เป็นฝ้าละอองหรือที่เรียกว่าคราบแคลเซียม เหนือคราบนี้เป็นราดำกระจายอยู่ทั่วไป เห็นได้จากบริเวณซอก หรือตามหลุมแอ่งตลอดทั่วทั้งองค์พระ นอกจากนั้นสภาพพื้นผิวทั้งองค์จะปรากฏรอยผดขนาดเล็ก

พระนางพญา เป็นพระเครื่องอันทรงคุณค่า ว่ากันว่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้งอำนาจทางการทหารและการทูตการค้ากับต่างชาติ ส่วนหนึ่งมาจากพระนางพญา ที่บรรดาเหล่าข้าราชการในพระองค์อาราธนาเป็นอำนาจบารมีทั้งแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และเมตตามหานิยม.


ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

.............จันทร์พลูหลวง................

*********

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๑๗


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม


พระสมเด็จฯวัดระฆัง ที่สร้างโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) องค์นี้จัดอยู่ในแบบพิมพ์ฐานแซม วรรณะขาวอมเหลือง ผ่านการใช้บูชามาบ้างจึงเห็นถึงความหนึกนุ่มฉ่ำใส ที่เกิดจากสภาพอากาศภายนอกแทรกตัวเข้าไปในเนื้อพระ ประกอบกับความร้อนและเหงื่อจากผู้ที่นำไปบูชาย่อมทำให้องค์พระเกิดความฉ่ำยิ่งขึ้น

พระองค์ในภาพ กรอบนอกองค์พระตัดแบบชิดเส้นกรอบบังคับพิมพ์ แต่ยังเห็นแนวเส้นกรอบด้านขวาองค์พระลงมาจากมุมบนวางแนบคู่กับเส้นซุ้มด้านล่าง ส่วนเส้นบังคับซ้ายลงมาชนเส้นซุ้มระดับปลายฐานชั้นที่ ๒ เส้นซุ้มโดยรวมหนาใหญ่แบบเส้นผ่าหวาย สำหรับองค์พระ เส้นฐาน และเส้นแซม เป็นไปตามแบบพิมพ์นิยม มีส่วนที่พิเศษเพิ่มขึ้นคือประทับนั่งแบบขัดสมาธิเพชร  


ในพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซมองค์นี้ สภาพผิวพระโดยรวมยุบตัวทั่วทั้งองค์ บ่งบอกว่าเนื้อพระก่อนนำลงกดในแบบพิมพ์ค่อนข้างเหลว ส่วนเนื้อหามวลสารมีการกระจายตัวทั้งเศษผงถ่าน เกสรดำ ส้ม น้ำตาล ด้านหลังปรากฏรอยปูไต่ หนอนด้น แอ่งรอบมวลสารเก่า หลุม และโพรงเกสร ตามลักษณะธรรมชาติของพระสมเด็จฯวัดระฆัง


ส่วนด้านข้างทั้งสอง ด้านบน และด้านล่าง เป็นรอยตอกตัด ครูดกับเนื้อพระ ทำให้ผิวด้านขอบมีรอยลู่และช่องอากาศเกิดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปนานเกิดการหดตัวยุบตัว จึงเห็นรอยแอ่งรอยเว้าและรอยลู่ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นสภาพื้นผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปรากฏรอยพรุนปลายเข็มทั่วทุกอณูเช่นกัน



ในอดีตมีความพยายามของผู้นิยมเสาะหาพระสมเด็จฯวัดระฆัง เมื่อได้มาก็นำองค์พระมาถูกกับเหงื่อไคลตามผิวหน้า หรือบางครั้งหนักไปกว่านั้นก็นำใบตองแห้งมาขัดให้เกิดความมัน จนปัจจุบันองค์พระที่ถูกนำไปกระทำอย่างนั้น กลายเป็นพระดูยากไปเลย พระสมเด็จฯที่สวยงามอย่างแท้จริงดูกันที่ความเป็นธรรมชาติ ผิวขององค์พระที่ผ่านมานานย่อมมีร่องรอยปรากฏให้เห็น แต่การถูกนำไปขัดถูกย่อมทำให้ร่องนั้นตื้นหรือจนกระทั่งหายไป


การพิจารณาพระสมเด็จฯวัดระฆัง นอกจากเนื้อหามวลสาร และพิมพ์ทรงแล้ว ในส่วนของร่องรอยธรรมชาติที่ผ่านกาลเวลา จึงย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาครับ.


ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********
ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

พระกำแพง ๑


พระซุ้มกอ กรุทุ่งเศรษฐี


พระซุ้มกอ เป็นพระเครื่องในตระกูลพระกำแพงเพชร มีประวัติความเป็นมาชัดเจนจากต้นทางในจารึกใบเสมา หรือที่เรียกกันว่า จารึกหลักที่ ๓ นครชุม พบที่วัดพระบรมธาตุ อำเภอเมืองกำแพงเพชร ระบุข้อความว่า “...พญาลิไท ได้ประดิษฐานพระศรีรัตนมหาธาตุและได้ปลูกพระศรีมหาโพธิซึ่งได้มาจากลังกาทวีป...”(1) เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๐

ส่วนการพบพระบรมธาตุ และพระเครื่องต่าง ๆภายในบริเวณนี้ ปฐมบทเกิดจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)ขณะมีพระชนม์ได้ ๖๑พรรษา เดินทางมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร เมื่อปีระกาเอกศก จุลศักราช ๑๒๑๑ ตรงกับปีพ.ศ.๒๓๙๒ ในเอกสารประวัติเจ้าเมืองกำแพงเพชรครั้งรัชกาลที่๑-๕(2) ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ในคราวนั้นเจ้าประคุณสมเด็จฯได้มาร่วมงานปลงศพท่านผู้หญิงแพง ซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าของท่าน เสร็จแล้วก็ไปยังที่ต่าง ๆจนถึงวัดเสด็จ  ท่านสังเกตเห็นจอมปลวกอยู่บริเวณมณฑปพระพุทธบาทจึงยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสั่งให้คนขุดไปที่จอมปลวกก็พบเสมาจารึก เมื่ออ่านและแปลข้อความจารึกจึงสดับว่ามีพระธาตุอยู่ฝั่งตะวันตก จึงรวบรวมผู้คนถากถางพื้นที่บริเวณดังกล่าวจึงพบซากปรักของพระเจดีย์โบราณ ๓ องค์ ในจำนวนนี้พระเจดีย์องค์กลางมีขนาดใหญ่ที่สุด

ในครั้งนั้นกระเหรี่ยงแซงพอหรือพญาตะก่า คหบดีชาวกระเหรี่ยงที่ร่ำรวยจากสัมปทานไม้สักในกำแพงเพชร ได้ขออนุญาตรื้อพระเจดีย์ทั้งสามองค์ แล้วสร้างพระเจดีย์ทรงมอญองค์ใหญ่ขึ้นแทน แต่ยังไม่แล้วดีก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน ต่อมาพะโป้ น้องชายพญาตะก่า ผู้ได้รับผลประโยชน์มากมายจากสัมปทานเช่นกันจึงขอบูรณะต่อจนแล้วเสร็จ


ด้านหน้าพระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ มีกนก

พระพักตร์กดพิมพ์ติดชัด พระเนตรสองชั้นไม่พบบ่อยนัก

ในการรื้ออิฐเก่าและบูรณะพระเจดีย์ขึ้นใหม่ พบพระบรมธาตุ ในพระเจดีย์องค์กลาง พร้อมพระเครื่องอยู่มากมายทั่วบริเวณ  รวมถึงจารึกลานเงิน ข้อความระบุถึงมูลเหตุการสร้างพระเครื่อง ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงนำตำนานที่นายชิด มหาดเล็กเวร คัดลอกไว้มาลงในเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ มีข้อความว่า

ตำบลเมืองพิษณุโลก  เมืองกำแพงเพชร เมืองพิชัยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณบุรี  ว่ายังมีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่สามตน ตนหนึ่งฤาษีพิลาไลย  ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตางัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย  จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งนี้ จะเอาอะไรให้แก่พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้งสาม จึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์  ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทอง ไว้ฉะนี้ฉลองพระองค์ จึงทำเป็นเมฆพัด  อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษี ประดิษฐานในถ้ำเหวน้อยใหญ่ เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณาจารย์เจ้าไปถ้วน ๕๐๐๐ พระพรรษา   ฤาษีตนหนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งหลายว่า ท่านจงไปเอาว่านทั้งหลาย อันมีฤทธิ์เอามาได้สัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกสรไม้อันวิเศษที่มีกฤษณาเป็นอาทิให้ได้ ๑๐๐๐  ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดาทั้งปวงให้ช่วยกันบดยาทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่ง เมฆพัดสถานหนึ่ง  ฤาษีทั้งสามองค์จึงให้ฤาษีทั้งปวง ให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อนประดิษฐาน ด้วยมนตร์คาถาทั้งปวงให้ประสิทธิทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้นเอาเกสรและว่านมาประสมกันดี เป็นพระให้ประสิทธิแล้ว  ด้วยเนาวหรคุณ  ประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่งถ้าผู้ใดถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด  ให้ระลึกถึงคุณพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด”(3)

ด้านหลังเรียบ ปรากฏรอยยุบตามกาลเวลา

ประปรายด้วยราคำและว่านดอกมะขาม


ในจำนวนพระเครื่องที่พบนั้น มีอยู่มากมายหลายพิมพ์ทรง เดิมพิมพ์ลีลา หรือที่เรียกกันว่า กำแพงเม็ดขนุน ได้รับความนิยมมาก ต่อมาเมื่อตรียัมปวาย (พ.อ.(พิเศษ)ประจน กิตติประวัติ) จัดอันดับให้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่เป็นหนึ่งในพระชุดเบญจภาคี ความนิยมในพระซุ้มกอจึงมีมากกว่าพระลีลาเม็ดขนุน

พระซุ้มกอ และพระกำแพงเพชรแบบพิมพ์ต่าง ๆ ไม่ได้มีเพียงกรุวัดบรมธาตุเท่านั้น หากแต่วัดใกล้เคียงกันในบริเวณที่เรียกว่าทุ่งเศรษฐีก็มีอยู่ด้วยกันหลายวัด ตั้งแต่วัดพระบรมธาตุ วัดหนองพิกุล วัดฤาษี วัดซุ้มกอ วัดบ้านเศรษฐี วัดน้อย วัดหนองลังกา วัดเจดีย์กลางทุ่ง และวัดหัวยาง ทั้ง ๙ วัดนี้ได้รับความนิยมทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่อยู่บริเวณแหล่งย่านอันเป็นชื่อมงคล”ทุ่งเศรษฐี” และเป็นสถานที่ที่พบจารึกลานเงินนั่นเอง

คราบกรุและราดำแสดงถึงการไม่ผ่านการใช้

เอกลักษณ์ของพระซุ้มกอ ทุ่งเศรษฐี เป็นพระที่ใช้เนื้อหลักเป็นดินทุ่งเศรษฐี ผสมกับว่านรวมทั้งเกสรมงคลนานัปการ จึงทำให้เนื้อละเอียดนุ่ม ในพระที่ไม่ผ่านการใช้เนื้อจะแห้งสนิทมีราดำเกาะติดทั่วทั้งองค์ โดยเฉพาะบริเวณที่ไม่ถูกสัมผัสเช่น ตามซอกต่าง ๆ จะเห็นราดำทั่วทุกซอก ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่นำมาพิจารณา ที่สำคัญราดำที่ว่ามองแล้วต้องไม่เป็นปื้น แต่จะเป็นลักษณะจุดเล็ก ๆมาเกาะรวมกันและมีมิติที่สูงกว่าพื้นผิวเล็กน้อย ไม่แนบสนิทเหมือนนำหมึกไปทา หากเนื้อพระสัมผัสกับน้ำจะแห้งอย่างรวดเร็ว และส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่นาน

ซอกพระพาหาลึก การกระจุกและกระจายตัวของราดำมีมิติ ไม่ราบเรียบ

อย่างไรก็ดี หากต้องการเสาะหาพระซุ้มกอไปบูชา ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นพระซุ้มในกรุทุ่งเศรษฐีเพียงอย่างเดียว เพราะนอกกรุทุ่งเศรษฐีที่เรียกว่า กรุเมืองกำแพงเพชร หรือบริเวณฝั่งอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ก็มีพระซุ้มกอขึ้นด้วยกันหลายกรุ เช่น วัดพระแก้ว วัดอาวาสใหญ่ วัดอาวาสน้อย วัดช้างล้อม วัดสี่อิริยาบถ วัดช้าง วัดเชิงหวาย วัดกำแพงงาม วัดกะโลทัย วัดพระธาตุ วัดนาคเจ็ดเศียร และวัดพระนอน เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ เพราะเป็นพระที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง.


ศึกษาอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.....จันทร์พลูหลวง.....
**********


อ้างอิง
(1)จารึกนครชุม.ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร(องค์การมหาชน).
(2)ใบบอกเมืองกำแพงเพชร.http://sunti-apairach.com/06N/06NZX.htm
(3)จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “เสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่5,” D-Library | National Library of Thailand, accessed 27 พฤษภาคม 2018, http://164.115.27.97/digital/items/show/941

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๑๖


พระวัดพลับ พิมพ์ยืนถือดอกบัว


พระวัดพลับ พิมพ์ยืนถือดอกบัว หรือเรียกอีกอย่างว่า พิมพ์วันทาเสมา เป็นพระที่สร้างขึ้นจากผงวิเศษโดยสมเด็จพระสังฆราช(สุก ไก่เถื่อน) พระอาจารย์ผู้สอนธุดงควัตร และการสร้างพระด้วยสูตรผงวิเศษ ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เนื้อพระออกวรรณะเหลืองขุ่นมีความฉ่ำหนึกนุ่ม ซึ่งเนื้อพระลักษณะนี้ก็มีอยู่พระสมเด็จฯวัดระฆังเช่นกัน



สาระสำคัญ

เชื่อกันว่าสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช(สุก ญาณสังวร) หรือสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน สร้างพระวัดพลับ(วัดราชสิทธารามวรวิหาร) ในระหว่างปีพ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๖๓ นับถึงปัจจุบันพระวัดพลับมีอายุอยู่ระหว่าง ๑๙๘-๒๓๖ ปี เมื่อสร้างแล้วสร็จส่วนหนึ่งลงรักปิดทองไว้แจกจ่ายบุคคลชั้นเจ้านายและข้าราชบริพารในราชสำนักสยาม อีกสวนหนึ่งบรรจุไว้ในพระเจดีย์ภายในวัดเรียกว่ากรุกระรอกเผือก พุทธคุณเด่นทางเมตตามหานิยมแคล้วคลาด และโชคลาภ

คาถาเมตตามหานิยม

นะโม ๓ จบ แล้วว่า
เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา
สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ.



ศึกษาอนุรักษ์วัตถุโบราณ

.....จันทร์พลูหลวง.....

*********

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๑๕


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม


ในบรรดาพระสมเด็จฯวัดระฆัง ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) พระพิมพ์เกศบัวตูม จัดเป็นพิมพ์หนึ่งที่อยู่ในความนิยม ด้วยพุทธปฏิมาที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัว และเป็นพระที่หายาก ทำให้เป็นที่เสาะแสวงหาด้วยมูลค่าการแลกเปลี่ยนที่สูงแซงกว่าหน้าพิมพ์อื่น ๆ

เอกลักษณ์ของพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม อยู่ที่วงพระพักตร์(หน้า)กลมมนรูปไข่นูนเด่นปรากฏพระนาสิก(จมูก)รำไร เหนือพระนลาฏ(หน้าผาก)เป็นพระเมาลี(มวยผม)ต่อด้วยพระเกศรูปทรงคล้ายดอกบัวตูม จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ พระกรรณ(หู)ด้านขวาองค์พระเป็นเส้นบางเรียวคมโค้งออกตอนบนแล้วค่อย ๆเรียวลงปลายผายออกเล็กน้อย ด้านซ้ายพระกรรณตอนบนหนาและทำวงโค้งเว้าเข้าใกล้พระปราง(แก้ม)ส่วนล่างผายเล็กน้อย


จากพระหนุ(คาง)ลงมา ปรากฏพระศอ(คอ)เลือนรางก่อนราบไปกับพื้นผนัง พระอังสา(บ่า)ด้านขวาสูงและหนากว่าด้านซ้าย ลำพระองค์ตั้งแต่พระอุระ(อก)ลงมาปรากฏเส้นเฉียงจีวรลงไปชนด้านล่างพระพาหาขวา และจากพระอุระยังมีสังฆาฏิวางตัวเป็นเส้นโค้งคู่พาดผ่านพระอุทร(ท้อง)ไปจรดข้อพระหัตถ์(มือ) พระพาหา(ไหล่-แขนท่อนบน)ด้านซ้ายเล็กบางและผายออกมากกว่าด้านขวา วงพระกร(แขนท่อนล่าง)ขนาดใกล้เคียงกันวางวงโค้งลงมารับกับพระเพลา(ตัก) ระหว่างใต้ข้อพระกรขวากับพระชานุ(เข่า)ขวา ปรากฏเนื้อเกินเป็นขีดเล็กอันเป็นจุดพิจารณาจุดหนึ่งสำหรับแม่พิมพ์นี้ พระชานุ(เข่า)ด้านซ้ายสูงกว่าด้านขวา ใต้พระชานุขวาปรากฏปลายพระบาท(เท้า)ซ้าย

ฐานทั้ง ๓ ชั้น คล้ายกับพระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ มีเส้นแซมปรากฏขึ้น ๒ เส้น เส้นแรกอยู่ระหว่างใต้พระเพลา(ตัก)กับฐานชั้นที่ ๓ เส้นนี้มีลักษณะเป็นเส้นตรงหนาจนดูเหมือนช่างผู้ออกแบบจงใจจะให้เป็นเส้นอาสนะ(ผ้ารองนั่ง)มากกว่าจะเป็นเส้นเกิน ดังเช่นเส้นแซมระหว่างฐานชั้นที่ ๓ กับชั้นที่ ๒ เป็นลักษณะเส้นครีบ ฐานชั้นที่ ๒ เป็นแบบคมขวานฐานสิงห์ ขาทั้งสองข้างวางลงบนฐานชั้นที่ ๑ที่เป็นฐานใหญ่ที่สุด

ส่วนซุ้มครอบแก้ว ตั้งแต่ฐานล่างขึ้นไปเป็นซุ้มทั้งหมด มีลักษณะเดียวกับซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ คือใหญ่หนาแบบเส้นขนมจีนหรือเส้นผ่าหวาย ด้วยการออกแบบอย่างอิสระของซุ้มครอบแก้วที่ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดผูกพันอยู่กับด้านใน จึงทำให้องค์พระตลอดจนเส้นฐานและเส้นแซม ลอยเด่นอย่างชัดเจนและลงตัว


สำหรับด้านหลังองค์พระ เป็นแบบหลังเรียบ เมื่อผ่านเวลามานาน จึงปรากฏรอยยุบตัว ทำให้สภาพโดยรวมมีความสูงต่ำ หลุม แอ่ง และโพรงเกสร นอกจากนั้น ความหนึกนุ่มตาจากความเนียนฉ่ำของเนื้อหายังบ่งบอกว่าพระองค์นี้มีการใช้ส่วนผสมของน้ำมันประสานในอัตราที่เหมาะสม

พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม ที่นำมาลงไว้นี้ ทั้งเนื้อหา มวลสาร ร่องรอยธรรมชาติ การหดตัวของเนื้อพระโดยเฉพาะด้านในของเส้นซุ้มและซอกพระพาหา ตลอดจนวรรณะ คราบแป้งรองพิมพ์ และการคลายตัวของน้ำมันตังอิ้ว เป็นไปอย่างสมดุล สอดคล้องกับช่วงเวลาการสร้างองค์พระที่มีอายุสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน.


ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
.............จันทร์พลูหลวง................

*********
ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.