โพสต์แนะนำ

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร สุโขทัย


พระยืนประทานพร
กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุโขทัย
              พระร่วงสุโขทัย แตกกรุในปีพ.ศ.๒๔๙๓ ด้วยศิลปะการสร้างและสถานที่พบคือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ(ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดพระปรางค์) ยืนยันว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เมื่อนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๖๑) พระร่วงสุโขทัย จึงมีอายุการสร้างอยู่ในราว ๘๐๐ ปี


               พระร่วง มีพุทธลักษณ์เป็นศิลปะบายน เกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๒)ทรงเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนามหายาน-วัชรยานตันตระ เพื่อเอื้อให้พระองค์ดำรงภาวะ”ธรรมราชา”ในคติพุทธ และพิธีบรมราชาภิเษกเป็น“เทวราชา”ตามคติพราหมณ์ฮินดู กลายเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต พระพุทธรูปในรัชสมัยพระองค์จึงทรงอาภรณ์และเครื่องประดับตามคติความเชื่อที่ผสมผสานกัน ซึ่งพระร่วงก็เป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของการสร้างพระพุทธรูปในสมัยนี้

ด้านหลังในร่องรางปืนปรากฏรอยเสี้ยนของวัสดุที่กดลงไปในแบบพิมพ์

               พระร่วง หรือพระยืนปางประทานพร พระหัตถ์ขวายกทาบพระอุระเหยียดพระหัตถ์ปรากฏเป็นข้อนิ้วพระหัตถ์ชัดเจนทั้ง ๕ นิ้ว พระพาหาซ้าย(ไหล่-แขนท่อนบน)วางแนบลำพระองค์จนถึงพระกัประ(ศอก)แล้วค่อย ๆผายออกด้านข้างก่อนจะเหยียดพระหัตถ์ลงล่างเป็นแนวตรงรับกับชายจีวร องค์พระประดิษฐานภายในซุ้มเรือนแก้ว ตอนบนทรงเครื่องเทริด(กระบังหน้า) สวมมงกุฎทรงกรวย พระพักตร์ก้มต่ำทำให้ดูเหมือนพระเนตรเหลือบต่ำลง ริมพระโอษฐ์ทั้งสองด้านยุบตัว เรียกกันว่า”ยิ้มแบบบายน”ประดับกรองศอ(สร้อย)พระกฤษฎี(เอว)คอด ผายออกรับพระโสณี(สะโพก) ขอบสบงคาดรัดประคดใต้พระนาภี(สะดือ)กึ่งกลางมีประจำยามหนึ่งดวง รอยจีบหน้าสบงยาวลงไปถึงพระชงฆ์(หน้าแข้ง) จีวรแนบองค์พระปล่อยชายลงมาทั้งสองด้านยาวเหนือขอบล่างสบง

รอยร่องรานที่สนิมกินจากภายในองค์พระ
มักจะพบในพระที่วางอยู่ในตำแหนงโพรงหรือรูรั่วในกรุ
              เนื้อพระร่วงสร้างขึ้นจากดีบุกและตะกั่วเป็นหลักมีปรอทเป็นส่วนผสม เมื่อผ่านกาลเวลามานานกว่า ๘๐๐ ปี ทำให้เนื้อโดยรวมแปรสภาพเป็นสนิม เรียกว่า “สนิมแดง” ออกสีเหลืองน้ำตาลอ่อนเข้มทั่วองค์พระ เหนือสนิมแดงเป็นสนิมไข มีคราบสนิมแป้ง หากสนิมแป้งหลุดออกไปจะทำให้องค์พระเกิดความมันวาว และปรากฏรอยรานทั่วทั้งองค์พระ บางตำแหน่งหากรอยรานแตกจะเห็นสนิมภายในเนื้อองค์พระอย่างชัดเจน

              ธรรมชาติของพระร่วงสนิมแดง หากไม่ได้นำองค์พระไปกัดล้างด้วยน้ำยา วรรณะส่วนใหญ่จะแลดูกระดำกระด่าง ไม่เป็นสีเรียบเสมอทั้งองค์ หากพิจารณาย่างถ้วนถี่ก็จะรอยเปิดของผิวพระ ตั้งแต่ชั้นแรกที่เป็นเนื้อสนิมแดงซึ่งนอกจากจะมีรอยรานแล้วยังปรากฏรอยพรุนปลายเข็มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีรอยริ้ว รอยคลื่น รอยขีด รอยหยัก และเส้นเสี้ยน อันเกิดจากการหดตัวของเนื้อโลหะทั้งด้านหน้าและด้านหลังในร่องรางปืน เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการพิจารณาพระร่วงเนื้อตะกั่วสนิมแดง

              อย่างไรก็ดี พระร่วงรางปืน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุโขทัย เป็นพระที่ขึ้นจากกรุจำนวนน้อย และได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งของพระตระกูลยอดขุนพลเบญจภาคีเนื้อชิน ดังนั้นโอกาสที่จะพบเห็นทั่วไปนับเป็นเรื่องยากเต็มที แต่ก็มีพระเครื่องในตระกูลนี้อยู่อีกมากมายหลายกรุกระจายอยู่ทั่วประเทศ ก็ใช้บูชาแทนพระกรุหลักครอบคลุมพุทธคุณทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม ได้เช่นกัน ครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********


วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระยืนประทานพร กรุเนินวิหาร


พระยืนประทานพร
กรุเนินวิหาร สุพรรณบุรี


              พระยืนประทานพร กรุเนินวิหาร เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า“พระร่วงสองพี่น้อง”พบในแหล่งเนินดินปนทรายบริเวณย่านชุมชนเก่าแก่เรียกกันมาแต่เดิมว่า“บ้านเนินวิหาร”ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามวัดอัมพวัน(คลองมะดัน) อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี เชื่อกันว่าเคยเป็นที่ตั้งวัดและชุมชนโบราณ ในอดีตตามพื้นดินมีทั้งพระเครื่อง พระพุทธรูป ศิวลึงค์ดินเผา ลูกปัดแก้ว หยก  และเศษภาชนะดินเผา กระจัดกระจายเต็มพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ใกล้กันเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำจระเข้สามพันที่แยกตัวจากบริเวณบ้านนาลาวไปทางทิศตะวันออกไปจนถึงบ้านคลองมะดันก่อนจะไหลไปชนกับคลองสองพี่น้องที่มีต้นทางมาจากแม่น้ำจระเข้สามพันทางตอนบน

ด้านหน้าพิมพ์พระร่วงลพบุรี แสดงถึงสนิมแต่ละชั้นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

               เนินวิหาร บริเวณคลองมะดันจึงมีความเจริญมาแต่โบราณจากอิทธิพลที่ทางน้ำไหลผ่าน จากหลักฐานโบราณวัตถุที่มีการพบอย่างต่อเนื่อง ยืนยันได้ว่าบริเวณดังกล่าวเคยมีการอยู่อาศัยของชุมชนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูและพุทธ โดยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพุทธมหายาน-วัชรยานตันตระ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แห่งอาณาจักรเขมรโบราณ ยืนยันได้จากการพบพระร่วง กรุเนินวิหาร(สองพี่น้อง)นับตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๑๓

               พระร่วงกรุเนินวิหาร(สองพี่น้อง)ที่พบ มีอยู่ด้วยกัน ๒ แบบพิมพ์ๆ แรกเป็นพระร่วงยืนศิลปะท้องถิ่นปางประทานพร มีขนาดความสูง ๗ ซ.ม.กว้าง ๒ ซ.ม.มีกรอบพิมพ์เป็นลายเกลียวเชือก ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และได้รับความนิยมจากบรรดานักสะสม ส่วนอีกพิมพ์หนึ่งเป็นศิลปะลพบุรี มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยคือสูง ๗.๔ ซ.ม.ฐานกว้าง ๒.๓ ซ.ม.เป็นแบบมาตรฐานที่เรียกว่า”พระร่วงลพบุรี”ที่พบในแถบจังหวัดลพบุรีและสุโขทัย ผู้ที่เคยได้ครอบครองจึงนิยมนำไปทำความสะอาดคราบกรุออกเพื่อลบร่องรอยความเป็นกรุสุพรรณไปเป็นกรุลพบุรีหรือสุโขทัยแทน เพราะมีอัตราการแลกเปลี่ยนที่สูงกว่านั่นเอง

ด้านหลังเป็นแอ่งตื้นกว้าง หรือหลังกาบหมาก ปกคลุมด้วยคราบสนิมแป้ง
               พระร่วงลพบุรี กรุเนินวิหาร(สองพี่น้อง)ที่นำมาลงไว้นี้ อยู่ในการครอบครองของคนตระกูลหนึ่งในอำเภอสองพี่น้อง และได้รับการเก็บรักษามาอย่างดีโดยไม่ผ่านการลอกผิวหรือทำลายคุณค่าที่แท้จริงขององค์พระ พุทธลักษณ์เป็นพิมพ์ยืน เรียกว่า”พิมพ์ปางประทานพร” หรือ “วรมุทรา”

               พระพักตร์คว่ำเล็กเรียวแบบหน้านาง สวมอุณหิต(มงกุฎ) ยอดพระเกศคว่ำส่วนบนแหลม ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นแนบพระอุระ พระพาหาซ้าย(แขนท่อนบน)ปล่อยลงแล้วค่อย ๆผายออกตั้งแต่ช่วงพระกัประ(ข้อศอก)ลงไปถึงปลายพระหัตถ์ ลำพระองค์ผอม พระกฤษฎี(เอว)บาง ผายออกรับกับพระโสณี(สะโพก) คาดรัดประคดกึ่งกลางเป็นประจำยามหนึ่งดวง ยึดจีบสบงปล่อยลงไปถึงพระชงฆ์(แข้ง) ปลายจีวรทั้งสองด้านแนบบางได้สัดส่วนลงตัว ประทับยืนบนเส้นฐานล่างสองเส้น ด้านหลังองค์พระเป็นเป็นร่องกว้างแบบกาบหมาก จัดเป็นพระร่วงที่มีความสวยงามอย่างลงตัวแบบพิมพ์หนึ่ง

ลักษณะการแตกรานใต้สนิมแป้ง 

สังเกตได้ว่าการแตกรานเป็นไปอย่างไม่เป็นระเบียบ

                การพิจารณาสภาพพื้นผิวและเนื้อขององค์พระนั้น ไม่ถือว่ายากจนเกินไป หากเข้าใจถึงธรรมชาติของพระเนื้อชินตะกั่วที่มีอายุนานกว่า ๗๐๐ ปี จะพบว่าผิวชั้นนอกที่เห็นมีกรวดขนาดเล็กเกาะกุมบนพื้นสนิมขาวขุ่นเรียกว่า“สนิมแป้ง” เป็นสนิมที่ผุดขึ้นมาจากสนิมไข ใต้สนิมไขถูกคั่นด้วยสนิมแดงเข้มจนเกือบดำ ในพระเก่าที่ได้อายุผิวของสนิมแดงจะเกิดร่องรานอย่างไม่เป็นระเบียบ เนื้อภายในที่เป็นโลหะตะกั่วจะกลายสภาพเป็นสนิมทั้งองค์พระ หากเผลอทำตกลงพื้นแข็ง องค์พระจะแตกกระจายทันที เนื่องจากโมเลกุลภายในเนื้อโลหะได้แยกตัวเป็นอิสระไม่ยึดเกาะกันเหมือนโลหะที่มีอายุน้อย พิจารณาดูภาพประกอบที่นำมาลงไว้จะเข้าใจง่ายขึ้น 



               ในพระร่วงปลอมที่มีระบาดกันอยู่มานานแล้ว แม้จะหล่อจากเนื้อตะกั่วแล้วทำสนิมด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ โดยมากจะใช้มือบิดองค์พระให้มีรอยร่องราน แต่รอยนั้นจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แตกต่างจากพระเก่าอย่างสิ้นเชิงครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ซุ้มกอหล่อโบราณ


ซุ้มกอพิมพ์ใหญ่
เนื้อตะกั่วสนิมแดง


เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในบรรดาพระเครื่องตระกูลเบญจภาคี พระสมเด็จฯวัดระฆัง เป็นเนื้อปูนปั้น (Stucco) ส่วนพระซุ้มกอ นางพญา ผงสุพรรณ และพระรอด เป็นพระเนื้อดินผสมมวลสารศักดิ์สิทธิ์โดยเป็นการรับรู้กันอย่างกว้าง ๆ แต่แท้ที่จริงแล้วพระเครื่องในตระกูลนี้มีทั้งการสร้างด้วยเนื้อโลหะทองคำ เนื้อชินเงิน เนื้อชินตะกั่ว หรือแม้แต่เนื้อว่าน ซึ่งไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันมากนัก อาจเป็นเพราะมีพระเป็นจำนวนน้อยไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือไม่ได้รับการเผยแพร่เท่าที่ควรจึงทำให้อยู่ในความสนใจของคนทั่วไปน้อยกว่าที่ควรจะเป็น


สำหรับ พระเครื่ององค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ กรุวัดหนองพิกุล เนื้อชินตะกั่ว คือสร้างจากโลหะตะกั่วเป็นประธาน มีส่วนผสมของปรอทที่เป็นตัวนำให้เนื้อตะกั่วแล่นเข้าแม่พิมพ์ง่ายขึ้น จากการพิจารณาพบว่า ใช้แบบพิมพ์เดียวกับพระที่สร้างด้วยเนื้อดิน แต่เมื่อผ่านกาลเวลามานาน การหดตัวของเนื้อโลหะจะทำให้องค์พระมีขนาดย่อมลงกว่าพระเนื้อดินเล็กน้อย ขณะเดียวกันรายละเอียดเส้นสายที่เป็นกนกและองค์พระก็จะยิ่งรัดตัวชัดเจนมากขึ้น


การเทเนื้อโลหะไปยังแบบแม่พิมพ์นั้น เป็นการคว่ำให้ด้านหน้าองค์พระอยู่ด้านล่าง เมื่อเทจนเต็มพื้นด้านบนจะแลดูราบเรียบ ก่อนจะค่อย ๆยุบตัวเป็นแอ่ง เนื่องจากเนื้อโลหะภายในเซ็ทตัวมากขึ้น ลักษณะของด้านหลังแบบนี้ เราจะพบเห็นได้ในพระท่ากระดานซึ่งมีอายุใกล้เคียงกัน มีการยุบตัวเป็นแอ่งเช่นกัน


จากการสังเกตด้านข้างพบว่ามีการหดตัวของเนื้อโลหะเป็นสองชั้น จึงสันนิษฐานได้ว่าช่างผู้ทำการหล่อเทเนื้อโลหะที่ผ่านจุดหลอมละลายไปยังแม่พิมพ์สองครั้ง  ในครั้งแรกเป็นการเทลงไปครึ่งแบบแม่พิมพ์เพื่อให้เนื้อโลหะไหลไปยังส่วนหน้าขององค์พระให้เต็มก่อน จากนั้นจึงเทซ้ำอีกครั้งเพื่อเติมให้เนื้อโลหะเต็มแบบแม่พิมพ์  อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการหล่อจำนวนมากในแต่ครั้งละ โดยวางแม่พิมพ์เรียงติดต่อกันแล้วเทลงไปประมาณครึ่งแบบแม่พิมพ์จนครบทุกองค์ จากนั้นจึงเวียนมาเทซ้ำอีกครั้งให้เต็มนั่นเอง


สำหรับสภาพพื้นผิวของพระซุ้มกอ เนื้อชินตะกั่วนี้ เมื่อผ่านเวลามานานหลายร้อยปี เนื้อโลหะจะทำปฏิกิริยากับสภาพความอบอ้าวและความชื้นภายในกรุเจดีย์ จนปรอทที่เกาะกุมผิวพระเปลี่ยนสภาพเป็นดำคล้ำ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นสนิมแดง จากนั้นสารภายในองค์พระได้ขับตัวออกมาจนเกิดเป็นสนิมไขหุ้มสนิมแดงอีกชั้นหนึ่ง ในพระบางองค์หากอยู่ในอุณหภูมิที่ร้อนและชื้นสูง จะมีการขับสารออกมาคลุมเนื้อพระอีกชั้นหนึ่งเรียกว่าสนิมแป้ง ซึ่งสนิมต่าง ๆในแต่ละชั้น เป็นเสมือนปราการป้องกันองค์พระไปในตัว

พระซุ้มกอ เนื้อตะกั่วสนิมแดง แม้จะมีมูลค่าการแลกเปลี่ยนไม่สูงมาก เนื่องจากเกิดความนิยมในพระเนื้อดินมากกว่า แต่เป็นพระเครื่องที่ทรงคุณค่าอันเปี่ยมล้น เพราะสร้างเป็นจำนวนน้อย อีกทั้งกระบวนการสร้างโดยฤาษี ปลุกเสกจากมหาเถระผู้ทรงอภิญญา โดยพระยาลิไททรงเป็นองค์อุปถัมภ์ จึงไม่ต้องอธิบายถึงพลังพุทธคุณ หากมีโอกาสพบพิจารณาให้มั่นใจก่อน  เพราะของปลอมก็มีแพร่ระบาดมานานแล้วนั่นเอง.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๒๑


สมเด็จฯวัดระฆัง
พิมพ์เจดีย์ (เล็ก)


พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก เป็นอีกหนึ่งพระพิมพ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ที่ได้สร้างไว้ เพื่อแจกจ่ายบรรดาศิษยานุศิษย์ตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงขุนนางข้าราชบริพาร สำหรับองค์ที่นำมาลงไว้นี้ มีความพิเศษตรงที่ลงรักทั้งองค์แล้วปิดทองด้านหน้าอย่างสวยงาม เชื่อกันว่าแจกจ่ายให้บุคคลระดับสูง



พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์เจดีย์เล็กองค์นี้ มีจุดพิจารณาเนื้อหาค่อนข้างน้อย เนื่องจากรักที่ถูกทาปิดทับทั้งองค์ และโดยเฉพาะด้านหน้ายังปิดแผ่นทองคำทับอีกชั้นหนึ่ง หากผู้ที่ศึกษาเฉพาะเนื้อหามวลสารพระมาพบแบบนี้ก็อาจเกิดความไม่มั่นใจว่าจะพิจารณาอย่างไร


อันที่จริงการพิจารณาพระลงรักปิดทองที่มีอายุกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว ให้สังเกตเฉพาะส่วนที่เป็นรักก่อน เนื้อรักที่ถูกทาลงบนเนื้อพระจะบ่งบอกถึงสภาพเนื้อพระที่อยู่ภายในว่าผ่านกระบวนการมาอย่างไร เช่นหากพระที่ผ่านการกดพิมพ์แล้วนำไปตากภายในร่มด้วยอุณหภูมิปกติ เนื้อพระจะเรียบตึง หลังจากนำมาทารัก ผ่านเวลามาถึงปัจจุบัน เนื้อรักจะแนบสนิทกับองค์พระและมีรอยหดตัวไปตามเนื้อพระภายใน จนสังเกตได้ว่าผิวรักจะเป็นหลุมแอ่ง แต่หากพระที่ถอดออกจากแม่พิมพ์ถูกนำไปตากในอุณหภูมิที่ร้อนเกินไป ผิวด้านนอกจะเกิดรอยแตกระแหง เมื่อนำมาทารัก จนผ่านเวลามานาน เนื้อรักก็จะแนบสนิทกับเนื้อพระเช่นกัน แต่จะพบร่องรักที่แนบไปตามเนื้อพระที่แตกระแหงภายในนั่นเอง


ส่วนแผ่นทองที่ปิดทับด้านหน้า เมื่อเวลาผ่านมานานกว่า ๑๐๐ ปี เนื้อทองก็จะหดตัวไปตามเนื้อรัก นอกจากจะเป็นแอ่งร่องตามเนื้อรักแล้ว ด้วยคุณสมบัติของทองจะทำให้เกิดเป็นริ้วลายน้ำขึ้นอย่างเป็นอิสสระทั่วทั้งบริเวณของแผ่นทอง สิ่งนี้ถือเป็นจุดสังเกตของพระสมเด็จฯที่ลงรักปิดทอง


อย่างไรก็ตาม พระสมเด็จฯทุกองค์ แม้จะผ่านการลงรักปิดทองมาทั้งองค์ ก็ย่อมมีรักและทองส่วนใดส่วนหนึ่งหลุดกะเทาะออกไปบ้าง และการหลุดของเนื้อรักหรือทองจะหลุดออกขาดไปอย่างเด็ดขาด ไม่เกาะยื้อหรือทำท่าจะหลุด เพราะคุณสมบัติที่แห้งและเปราะของรักนั่นเอง หลังจากนั้นหากพิจารณาอย่างจริงจังก็จะพบเห็นเนื้อใน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจอีกขั้นตอนหนึ่ง  คือมีความหนึกนุ่ม ซึ้งตา ไม่แห้งฟ่ามเหมือนพระที่มีอายุเพียงไม่กี่สิบปีครับ.



ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
...........จันทร์พลูหลวง............

*********

ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ“สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ๒๐


พิมพ์เจ็ดชั้น หลังปิดตา
หลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร


หลวงปู่ภู หรือพระครูธรรมานุกูล (ภู จนฺทเกสโร) แห่งวัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหมนอก) ท่านเป็นศิษย์เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) มีอายุยืนนานถึง ๑๐๔ ปี ๘๓ พรรษา ด้วยวัตรปฏิบัติและศีลาจารวัตรอันงดงาม ทำให้ท่านได้รับการยอมรับในฐานะอริยสงฆ์ต้นรัตนโกสินทร์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

หลวงปู่ภูได้สร้างพระเครื่อง ให้ลูกศิษย์และประชาชนทั่วไปได้ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ทรง มีลักษณะเนื้อหามวลสารคล้ายกับพระเครื่องตระกูลพระสมเด็จฯ แต่มีความแตกต่างกันที่รูปแบบพิมพ์ทรง เพราะท่านจะไม่สร้างพระพิมพ์ที่ลอกเลียนแบบของพระอาจารย์  


พระพิมพ์เจ็ดชั้นหลวงปู่ภูที่นำมาลงไว้นี้ จัดเป็นพิมพ์พิเศษมีการสร้างน้อยเป็นที่เสาะแสวงหา จึงมีของปลอมระบาดมาเนิ่นนาน พุทธลักษณ์โดยรวม องค์พระประทับนั่งบนฐานเจ็ดชั้นภายในซุ้มครอบแก้ว พระพักตร์กลม พระกรรณห้อยลงมาใกล้พระอังสาเรียกกันว่า “หูติ่ง” วงพระเพลาและพระกร โอบโค้งคล้ายทรงกลม เรียกกันว่า “แขนกลม” ด้วยลักษณะเฉพาะนี้ผู้คนจึงตั้งนามพิมพ์นี้ว่า “เจ็ดชั้น หูติ่ง แขนกลม”


 ทั้งองค์พระ ฐาน และซุ้ม เป็นเส้นเรียวบางคล้ายพระสมเด็จฯพิมพ์เส้นด้ายของกรุบางขุนพรหม ส่วนด้านหลังโดยทั่วไปเป็นพื้นเรียบ แต่สำหรับองค์นี้เป็นพระปิดตาประทับนั่งแบบขัดสมาธิเพชรบนฐานสามชั้น ลอยเด่นอยู่กึ่งกลางกรอบสี่เหลี่ยม



พระพิมพ์เจ็ดชั้นหูติ่งแขนกลมหลังพระปิดตา ของหลวงปู่ภูองค์นี้ สร้างโดยวิธีนำเนื้อพระที่ผ่านกระบวนการต่าง ๆแล้วมากดลงในแม่พิมพ์ที่แกะแบบลึกให้เป็นกรอบในตัว พระทุกองค์ในพิมพ์นี้จึงมีความหนาประมาณ ๓ มิลเท่ากันทุกองค์ และเนื่องจากเป็นพระที่ผ่านการสร้างมาเป็นเวลานานนับศตวรรษ ขอบขององค์พระจึงยุบตัวเป็นแอ่งร่องยาวตลอดแนวทุกด้าน


นอกจากนั้น การพิจารณาพระของหลวงปู่ภู นอกจากพิมพ์ทรงถูกต้องชัดเจนแล้ว ให้ดูที่เนื้อหามีความหนึกนุ่ม จากส่วนผสมที่เป็นน้ำตั้งอิ้วค่อนข้างมาก ในองค์พระที่ไม่ผ่านการใช้จะพบคราบแป้งรองพิมพ์เป็นฝ้าบาง ๆปกคลุมทั้งองค์ มีคราบน้ำมันตั้งอิ้วขึ้นมาแซมกระจายอยู่ทั่วไป หากสัมผัสมือจะพบว่ามีความลื่นอยู่ในตัวเองเช่นเดียวกับพระตระกูลพระสมเด็จฯวัดระฆังครับ.

ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
...........จันทร์พลูหลวง............

*********

ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือ“สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.



พระสมเด็จฯ๑๙


พระสมเด็จฯวัดระฆัง
พิมพ์ใหญ่(ประธาน)


พระสมเด็จฯวัดระฆัง ที่สร้างโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) องค์นี้เป็นพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์พระประธาน วรรณะทั้งองค์ออกขาวข้น สะอาดตา องค์พระประทับนั่งบนฐาน ๓ ชั้น พระเกศปลายสะบัดชนขอบซุ้ม  พระพักตร์กลมเรียวปรากฏพระกรรณ(หู)ลาง ๆทั้งสองด้าน พระกรรณด้านซ้ายบางกว่าและสูงกว่าพระกรรณขวาเล็กน้อย พระหนุ(คาง)สอบลงรับกับพระศอ(คอ)ที่เรียวลงไปชนส่วนกลาง พระอังสา(บ่า,ไหล่)ซ้ายสูงกว่าด้านขวา ซอกพระกัจฉะ(รักแร้)ซ้ายสอบลึกสูงกว่าด้านขวา พระพาหา(แขนท่อนบน)ซ้ายตั้งตรงลงมาถึงพระกัประ(ข้อศอก)ที่หักลงไปชนกับพระกรขวา



องค์พระประทับนั่งในท่าสมาธิราบ ปรากฏพระชงฆ์(แข้ง)ซ้ายเป็นเส้นคมวางพาดมาด้านขวาอย่างเด่นชัด ปลายพระบาทซ้ายวางลงใต้พระชานุ(หัวเข่า)ขวา เผยให้เห็นร่องลาง ๆจากปลายพระบาทซ้ายเป็นแนวเฉียงขึ้นไปยังพระเพลา(ตัก) ใต้องค์พระปรากฏเส้นแซมใต้พระชงฆ์ลาง ๆ ก่อนถึงฐานชั้นที่ ๓ เป็นฐานหมอน และใต้ฐานชั้นนี้ก็ปรากฏเป็นเส้นแซมเช่นกัน ฐานชั้นที่ ๒ มีลักษณะเป็นขาโต๊ะที่เรียกว่าคมขวานฐานสิงห์ชัดเจน ส่วนชั้นที่ ๑ เป็นฐานแผ่นใหญ่หนาสมบูรณ์ กลางแผ่นปรากฏรอยแอ่งตื้น ๆตลอดแนว


เส้นซุ้มแบบผ่าหวาย เป็นการกดพิมพ์ได้ลึกจนเผยให้เห็นพื้นผนังภายในซุ้มมีร่องรอยไม่ราบเรียบเสมอกัน อันเป็นลักษณะเฉพาะของพระสมเด็จฯวัดระฆัง กรอบบังคับพิมพ์ทั้งสี่ด้านเป็นไปตามมาตรฐานพิมพ์นิยม ส่วนกรอบนอกเป็นการตัดห่างออกจากกรอบบังพิมพ์เล็กน้อย จึงทำให้องค์พระโดยรวมมีลักษณะโดดเด่น เมื่อประกอบกับเนื้อหามวลสารบางส่วนที่ไม่ละเอียดเป็นเป็นเนื้อเดียวกับผงประธาน จึงทำให้เห็นการหดตัวของมวลสารอยู่ทั่วไป


ในพระสมเด็จฯวัดระฆัง องค์นี้ยังมีความสวยงามอย่างโดดเด่นจากด้านหลัง ที่มีการปาดแบบเฉียงจากขอบมุมบนขวาลงมาทางซ้าย  เนื้อพระขณะทำการปาดค่อนข้างเหลว เมื่อผ่านกาลเวลา จึงทำให้เห็นการหดตัวโดยรวมอย่างชัดเจน ทั้งมวลสารเม็ด และร่องรอยที่เรียกว่า ปูไต่ หนอนด้น รากผัก มีอยู่อย่างครบถ้วน

พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงใหญ่ หรือพิมพ์พระประธาน องค์นี้จึงจัดเป็นจักรพรรดิพระสมเด็จฯอีกองค์หนึ่ง ที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ ทั้งด้านการกดพิมพ์ เนื้อหามวลสาร และวรรณะออกขาวดุจงาช้างโบราณ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
...........จันทร์พลูหลวง............
*********
ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือ“สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.