โพสต์แนะนำ

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระปิดตา ๕


 พระปิดตาหลวงปู่ไข่
วัดบพิตรภิมุขวรวิหาร


พระปิดตาที่ได้รับความนิยมของเมืองไทยทั้งปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด ปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว และปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดบพิตรภิมุข หรือวัดเชิงเลน  ทุกสำนักต่างมีสูตรการสร้างคล้ายคลึงกัน แตกต่างที่รายละเอียดตามแต่ละสำนักจะเน้นพุทธคุณให้เด่นไปทางด้านใด ในที่นี่จะกล่าวเฉพาะพระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน

หลวงปู่ไข่ อินฺทสโร พื้นเพท่านเป็นชาวแปดริ้ว เกิดเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๐๒อยู่กับวัดมาตั้งแต่เด็ก เพราะบิดามารดาคือนายกล่อมนางบัว พาไปฝากฝังให้เป็นศิษย์หลวงพ่อปานวัดโสธร ได้เล่าเรียนและบรรพชาเป็นสามเณร จากนั้นได้ย้ายไปศึกษาอีกหลายวัด จนอายุครบ ๒๐ ปี จึงอุปสมบทที่วัดลัดด่าน แม่กลอง สมุทรสาคร

พระปิดตาหลวงปู่ไข่ เนื้อในสีน้ำตาลคล้ำหม่น

หรือสีกะลา เนื้อพระเหี่ยวย่นตามกาลเวลา


หลังจากอุปสมบทท่านได้เดินทางไปศึกษากัมมัฏฐานจากพระอาจารย์ท่านหนึ่งแถบเมืองกาญจน์ บางช่วงก็กลับมาที่วัดลัดด่านบ้างเมื่อได้เวลาก็กลับไปอีก บันทึกเล่าว่าท่านปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในถ้ำเมืองกาญจน์นานถึง ๖ ปี และที่นี่ได้ทำให้หลวงปู่ไข่แก่กล้าทั้งทางจิตและวิทยาคม ระยะหลังจึงออกธุดงค์อย่างจริงจัง รวมเวลานานถึง ๑๕-๒๐ ปี เป็นการธุดงค์แบบไม่มีจุดหมาย ค่ำที่ไหนก็ปักกลดจำวัดที่นั่น มีโอกาสก็ศึกษาสรรพวิชชาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์สำนักต่าง ๆ รวมทั้งสร้างปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั่วไป พร้อมกับโปรดญาติโยมทั้งช่วยรักษาแก้อาการและเป็นแบบอย่างการยึดมั่นถือคุณธรรมความดี จนเป็นที่เคารพรักศรัทธาต่อทุกคนที่พบเห็น ต่อมามีผู้ศรัทธาอาราธนาท่านมาอยู่ที่วัดบางยี่เรือ ธนบุรี ได้ราว ๑ ปี จากนั้นจึงธุดงค์ต่อไปอีก

ในราวปีพ.ศ.๒๔๕๕-๒๔๖๑ ท่านเข้ามาจำพรรษาที่วัดเชิงเลน บำรุงพุทธศาสนาและโปรดญาติโยมอยู่ที่นี่เรื่อยมา มีบรรดาศิษย์จากทุกชนชั้นปวารณาตัวเข้ามารับใช้ไม่ขาดสาย และที่นี่หลวงปู่ไข่ ได้สร้างพระและเครื่องรางของขลังไว้แจกจ่ายแก่บรรดาสาธุชนที่เข้ามาได้แก่พระปิดตา เหรียญ พระกลีบบัว ตะกรุด และธง ซึ่งแต่ละอย่างล้วนมีพุทธคุณช่วยเหลือให้ผู้คนที่นับถือศรัทธาแคล้วคลาด ปราศจากโรคภัย จนถึงเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในชีวิต จนถึงวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๕ ท่านจึงละสังขาร รวมอายุได้ ๗๔ ปี ๕๔ พรรษา

ในพระองค์นี้ชุบด้วยรักจีนมักจะชุบหนาเพราะเนื้อรักแห้งเร็ว

หากเป็นรักไทยน้ำรักแห้งช้าจึงนิยมชุบเพียงครั้งเดียว


สำหรับพระปิดตา ได้รับการออกแบบขึ้นอย่างง่าย ๆมีแม่พิมพ์ด้านเดียว กดพิมพ์แล้วกดแต่งด้านหลังให้นูนอูม ท่านสร้างจากเนื้อว่านและส่วนผสมมวลสารอันเป็นมงคลตามหลักวิชชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา เป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก เนื้อในออกสีน้ำตาลคล้ำแล้วชุบรักมีทั้งรักไทยและรักจีน  ปัจจุบันได้รับความนิยมมาก และเป็นหนึ่งในห้าของสุดยอดพระปิดตาเมืองไทย.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

********* 
ข้อมูลประกอบบทความ

-หนังสือ วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร ประวัติและ เกียรติคุณหลวงปู่ไข่ อินทสโร,พิมพ์ครั้งแรก, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๔๒.



ศรีวิชัย ๒


เทวอรรถนารีศวร
ศิลปะสมัยศรีวิชัย
(Srivijaya)




เทวอรรถนารีศวร หล่อด้วยโลหะสำริด กะหลั่ยทอง
ปฏิมากรรมที่พระศิวะและพระอุมาอยู่ในร่างดียวกัน
อยู่ในอิริยาบถฟ้อนรำเอียงสะโพกตริภังค์ ศิลปะสมัยศรีวิชัย
มีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘

*********
ที่มา : Album Parot Samparn/Parotboonta



วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระกริ่ง ๕

พระกริ่งน้ำท่วม
เจ้าคุณศรี(สนธ์) ๒๔๘๕



พระกริ่ง ๒๔๘๕  จัดสร้างโดยเจ้าคุณศรีสัจจญาณมุนี(สนธ์)ตามตำรับของสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เททองในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๕ เป็นเวลาเดียวกับเกิดอุทกภัยน้ำท่วมทั่วกรุงเทพมหานคร คนทั่วไปจึงเรียกพระกริ่งชุดนี้ว่า “พระกริ่งน้ำท่วม”



พระกริ่งน้ำท่วม เทหล่อตามฤกษ์ที่ต้องคำนวณฤกษ์ยามอันเป็นมงคล ในฤกษ์เช้าได้พระกริ่ง ๘๐๐ องค์ เนื้อพระออกสีเหลือง ฤกษ์บ่ายได้พระกริ่ง ๕๐๐ องค์ เนื้อออกแดง ยังมีเนื้อดำซึ่งเป็นเนื้อพิเศษอีกจำนวนหนึ่ง


พระกริ่งน้ำท่วม จัดเป็นพระกริ่งที่มีความสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะ หากได้รับการตกแต่งด้วยก็จะมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และแม้ว่าจะเป็นการจัดสร้างครั้งแรกของเจ้าคุณศรี(สนธ์) แต่สมเด็จพระสังฆราช(แพ)ก็ทรงเป็นองค์ประธานตลอดพิธีการ เป็นที่ยอมรับในพุทธคุณและความเข้มขลังไม่แตกต่างไปจากพระกริ่งสมเด็จพระสังฆราช(แพ)



สำหรับองค์ที่นำมาลงไว้นี้ มีขนาดความกว้าง ๒ ซ.ม. ความสูงจากฐาน ๓.๓ ซ.ม.เป็นพระกริ่งเปียกทองที่แต่งโดยช่างประสาร(ศรีไทย) ตอก ๒ โค๊ด ใต้พระกรขวา ๑ โค๊ด และบนฐานด้านขวาอีก ๑ โค๊ด ด้านล่างจารด้วยลายมือเจ้าคุณศรี(สนธ์) มอบให้ศิษย์และผู้ใกล้ชิดที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในงาน 




พระกริ่งชุดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยจำนวนการสร้างที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป จึงทำให้พอมีหมุนเวียนออกมาให้เห็นกัน แต่การทำเลียนแบบก็มีอยู่มากเช่นกัน สำหรับพระกริ่งเปียกทอง ควรพิจารณาจากองค์พระที่ผ่านกาลเวลามานาน ทำให้พื้นผิวโดยรวมปรากฏรอยพรุนปลายเข็มทุกอณู นอกจากนั้นในองค์ที่ผ่านการแต่ง จะมีความคมชัดทุกตำแหน่ง ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการพิจารณาครับ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............


*********

ศรีวิชัย ๑

พระโพธิสัตว์
ศิลปะสมัยศรีวิชัย
(Srivijaya)



พระโพธิสัตว์ หล่อด้วยโลหะสำริด กาหลั่ยทอง
ประทับยืนตริภังค์ท่าร่ายรำบนฐานดอกบัว
ศิลปะสมัยศรีวิชัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-16

*********
ที่มา : Album Parot Samparn/Parotboonta.

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระกริ่ง ๔


ครอบน้ำมนตร์-พระชัยวัฒน์
(สำหรับผู้ปฏิบัติราชการเชียงตุง)


ต่อเนื่องจาก"พระกริ่ง ๓"
ในปี ๒๔๘๖ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากทรงจัดสร้างครอบน้ำพระพุทธมนตร์ พร้อมประดิษฐานพระกริ่งไว้ภายในและบนส่วนยอดแล้ว ในการนี้ยังได้ทรงจัดสร้างครอบน้ำมนตร์ประดิษฐานพระชัยวัฒน์ ซึ่งเป็นพระขนาดเล็กไว้ภายในและส่วนยอดด้วยเช่นกัน

 พระชัยวัฒน์ประดิษฐานส่วนยอดของฝาครอบน้ำพระพุทธมนตร์

ด้านข้างครอบน้ำพระพุทธมนตร์ มีการจารอักษรภาษาไทย ระบุข้อความว่า
ที่ระลึก
เพื่อให้พระเถระและข้าราชการ
ผู้ไปปฏิบัติราชการเชียงตุ(ง)
พ.ศ.๒๔๘๖
วัดสุทัศน์เทพวราราม

พระชัยวัฒน์ สร้างจากเนื้อโลหะสำริดแก่ทอง มีขนาดฐานกว้าง ๑.๐ ซ.ม.ความสูงจากฐาน ๑.๘ ซ.ม.ประทับนั่งปางสมาธิเหนืออาสนะบนฐานสูง องค์พระค่อนข้างเกลี้ยง พระกรรณ(หู)เล็ก พระพักตร์ปรากฏพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ชัดเจน เหนือพระนลาฏ(หน้าผาก)เป็นกระจังต่อด้วยพระเมาลี ชายสังฆาฏิพาดเฉียงมาจากพระอังสา(ไหล่)ซ้ายมาจรดพระอุระ(อก) ปล่อยชายเป็นแฉกแซงแซว ด้านหลังสังฆาฏิพาดลงมาเกือบจรดพื้นอาสนะ


 ด้านหน้าและด้านหลังของพระชัยวัฒน์
สร้างตามแบบอย่างของพระชัยวัฒน์หุ้มก้น แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย



โดยรวมมีลักษณะคล้ายกับพระชัยวัฒน์หุ้มก้น ที่พระองค์ทรงสร้างไว้ในสมัยทรงสมณศักดิ์พระพรหมมุนี ระหว่างปีพ.ศ.๒๔๕๕-๒๔๖๖ ต่อมาในคราวสร้างครอบน้ำพระพุทธมนตร์และพระกริ่งสำหรับพระเถระและข้าราชการผู้ไปปฏิบัติงานที่รัฐเชียงตุง จึงนำพระชัยวัฒน์แบบเดิมมาปรับปรุงสร้างขึ้นอีกวาระหนึ่ง  จัดเป็นพระชัยวัฒน์ที่มีขนาดกำลังดีไม่เล็กจนเกินไป และเป็นที่เสาะแสวงหาสำหรับบรรดาผู้นิยมพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ฯเป็นอย่างมาก.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********


คันธาราฐ ๔

พระศากยะมุนี
ศิลปะแบบคันธาราฐ
(Gandhara)






พระศรีศากยะมุนี หล่อด้วยโลหะสำริด สนิมหยก
เป็นปฏิมากรรมขนาดเล็ก ประทับนั่งบนบัลลังก์บัวสองชั้น 
ด้านหลังมีรัศมีเสมาธรรมจักร ศิลปะแบบคันธาราฐ(Gandhara
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๖-๘ 
พบในดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

*********

คันธาราฐ ๓

พระศากยะมุนี
ศิลปะแบบคันธาราฐ
(Gandhara)

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

ในภาพอาจจะมี 1 คน

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

พระศรีศากยะมุนี หล่อด้วยโลหะสำริดกะหลั่ยทองขนาดเล็ก
ประทับนั่งบนบัลลังก์บัวสองชั้น ด้านหลังมีรัศมีเสมาธรรมจักร
ศิลปะแบบคันธาราฐ(Gandhara) อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๖-๘
พบในดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

*********

ที่มา : Album Parot Samparn/Parotboonta

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระกริ่ง ๓


ครอบน้ำมนตร์-พระกริ่ง 
(สำหรับผู้ปฏิบัติราชการเชียงตุง)
  

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไทยกับญี่ปุ่นลงนามเป็นพันธมิตรร่วมกัน จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผู้นำรัฐบาลไทยขณะนั้น ได้ส่งพลตรีผิน ชุณหะวัณ เป็นแม่ทัพในนามกองทัพพายัพ เข้ายึดเชียงตุงในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๘๕ มาเป็นส่วนหนึ่งของไทยในนาม”สหรัฐไทย” จากนั้นรัฐบาลไทยได้ทูลเชิญเจ้าฟ้าสิริสุวรรณราชยศ พรหมลือ โอรสของเจ้าก้อนแก้วอินแถลง มาเป็นเจ้าครองเมืองเชียงตุง โดยมีพลตรีผิน เป็นข้าหลวงใหญ่

ในปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๘๖ รัฐบาลได้จัดให้ข้าราชการและพระสงฆ์ เดินทางไปประจำยังเชียงตุง  เวลานั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงทรงจัดสร้างครอบน้ำพระพุทธมนตร์และพระกริ่งเพื่อให้บรรดาข้าราชการและพระสงฆ์ในคณะนี้ได้นำไปสักการะบูชาป้องกันโรคภัย

ด้านข้างครอบน้ำพระพุทธมนตร์ มีการจารอักษรภาษาไทย ระบุข้อความว่า
ที่ระลึก
เพื่อให้พระเถระและข้าราชการ
ผู้ไปปฏิบัติราชการเชียงตุ(ง)
พ.ศ.๒๔๘๖
วัดสุทัศน์เทพวราราม

ครอบน้ำพระพุทธมนตร์ สร้างจากเนื้อโลหะสำริด  เป็นแบบเดียวกับ “ขันปทุมโลหิต”ขนาดย่อมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ นิ้ว สูง ๑๐ นิ้ว ส่วนของฐานเป็นกลีบบัวคว่ำรอบ ตอนบนเหนือคอฐานเป็นกลีบบัวหงายรอบ ฝาครอบเป็นกลีบบัวคว่ำรอบ บนสุดเป็นดอกบัวตูม(ปทุม) ยอดของดอกบัวประดิษฐานพระกริ่ง ๑ องค์ และภายในครอบน้ำพระพุทธมนตร์อีก ๑ องค์


ด้านหน้าและด้านหลัง
พระกริ่งแบบที่ ๑ ตกแต่งด้วยการตอกตาไก่


ลักษณะของพระกริ่ง เป็นเนื้อสำริด มีอยู่ด้วย ๒ แบบ แบบที่ ๑ พระพักตร์แบบกริ่งจีน ประดิษฐานบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย ๗ กลีบ ความกว้างประมาณ ๒.๓ ซ.ม.ความสูงจากฐานถึงยอดพระเกศ ๓.๘ ซ.ม. ประทับนั่งปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือวัชระ ด้านล่างบรรจุเม็ดกริ่งแปะแผ่นปะก้น ส่วนแบบที่ ๒ พระพักตร์แบบกริ่งปวเรศ ประทับนั่งปางมารวิชัยเช่นกัน แต่พระหัตถ์ซ้ายถือคล้ายหม้อยาทรงกลมป้อม ความกว้าง ๒.๓ ซ.ม.ความสูง ๔ ซ.ม.


 ด้านหน้าและด้านหลัง
พระกริ่งแบบที่ ๒ ใช้เหล็กแบนตอกแต่งเส้นจีวรเป็นแนวขวาง


พระกริ่งทั้ง ๒ แบบ จัดเป็นพระกริ่งทางคติมหายานที่มีพุทธลักษณ์สวยงามตามแบบ แห่งสำนักวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และมีความสำคัญในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งรัฐเชียงตุงได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของไทย จนเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม สหรัฐไทยนี้จึงตกไปเป็นของอังกฤษ และภายหลังเมื่อพม่าได้รับเอกราช เชียงตุงจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน ประเทศพม่า นับตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๑ .


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

........จันทร์พลูหลวง............

*********


วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระสมเด็จฯ ๑๘

พระสมเด็จฯวัดระฆัง

พิมพ์ใหญ่ เกศทะลุซุ้ม



พระสมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม จัดอยู่ในแบบพิมพ์ที่ ๔ ปกติจะมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ สำหรับองค์ที่นำมาลงนี้ กดพิมพ์ได้ลึก จึงปรากฏเส้นสายทุกตำแหน่งชัดเจน เส้นบังคับพิมพ์ด้านซ้ายองค์พระลงมาจรดเส้นซุ้มบริเวณกลางพระพาหา(แขนท่อนบน) ส่วนเส้นบังคับพิมพ์ขวาลงไปจรดปลายเส้นซุ้มด้านล่าง เส้นซุ้มใหญ่หนาแบบผ่าหวาย ด้านในเนื้อหดตัวเข้าใต้เส้น 



พระพักตร์แบบสุโขทัย พระกรรณ(หู)ซ้ายขวาติดรำไร โคนพระเกศใหญ่ ขึ้นตรงเบี่ยงซ้ายเล็กน้อยไปจรดเส้นซุ้มทะลุออกไปเพียงเล็กน้อยบริเวณกึ่งกลางเส้นบังคับพิมพ์บนกับขอบซุ้มด้านนอก พระศอ(คอ)ปรากฏให้เห็น พระอังสา(บ่า)ด้านซ้ายบางและสูงกว่าด้านขวา  ซอกพระพาหาลึก ลำพระองค์ทรงกระบอกเอวผาย ปลายพระกัประ(ข้อศอก)ซ้ายมีเส้นชายจีวรลากลงไปจรดพระชานุ (เข่า) พระเพลา(ตัก)เว้าลงตามแนวพระชงฆ์(แข้ง)ซ้ายวางแนบด้านหน้า ปลายพระบาทซ้ายจรดด้านล่างพระชานุขวาเป็นร่องเฉียง




ฐานชั้นที่ ๓ วางตรงขนานกับพระเพลา ปลายด้านซ้ายเอียงสูงขึ้น ชั้นที่ ๒ วางขนานด้านบน ปลายด้านซ้ายยกสูงขึ้น ตอนล่างปรากฏขาโต๊ะชัดเจนกว่าด้านขวา ฐานชั้นที่ ๑ วางนอนปลายทั้งสองด้านเฉียงลงเล็กน้อย ตรงกลางเป็นแอ่งขนานกับฐาน พื้นภายในซุ้มลึกกว่าภายนอกเล็กน้อย ส่วนสภาพพื้นผิวพระโดยรวมออกสีขาวอมเหลือง ผิวเนียนนุ่มแนบสนิท บางส่วนปรากฏรอยหลุมจากการหดตัวของเนื้อพระตามธรรมชาติ




            ด้านหลัง ปรากฏร่องรอยธรรมชาติ ตามการหดตัวของเนื้อทั้งปูไต่ หนอนด้น รากผักชี  ร่องรอบเม็ดมวลสาร และโพรงเกสร การคลายตัวของน้ำมันตังอิ้วด้านบนลงมาถึงกลางมากกว่าด้านล่างเล็กน้อย เนื้อพระจัดว่าละเอียดและขาว ทำให้ธรรมชาติโดยรวมแลดูสะอาดตา



ด้านข้างกรอบทุกด้าน ปรากฏร่องรอยการปาดเฉียง ที่ทำให้เม็ดมวลสารครูดไปกับเนื้อตลอดแนว จนเนื้อพระหดตัวเป็นหลุมแอ่งโดยทั่วไป จัดเป็นพระสมเด็จฯวัดระฆัง ที่เนื้อหามวลสาร การกดพิมพ์ลึก  และการตัดขอบพิมพ์เป็นไปอย่างพอดี ควรค่าต่อการศึกษาอีกองค์หนึ่งครับ.


ศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ
........จันทร์พลูหลวง............

*********

ข้อมูลประกอบบทความ
-หนังสือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) : ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามหาบารมี”.2554.



พระกริ่ง ๒


พระกริ่งบาเก็ง(เล็ก)
ขนาดย่อม วรรณะเหลือง

เรื่องราวของพระกริ่งบาเก็ง ได้นำมาลงไว้แล้วใน “พระกริ่ง ๑” ท่านผู้สนใจหากต้องการความต่อเนื่อง ก็สามารถย้อนกลับไปดูได้ในตอนแรก ซึ่งได้กล่าวถึงพระกริ่งบาเก็งใหญ่มีวรรณะสีดำขนาดใหญ่กว่าวรรณะสีเหลือง  ซึ่งในที่นี่จะกล่าวถึงเฉพาะวรรณะสีเหลือง

พระกริ่งบาเก็ง หรือ กริ่งปทุมสุริยวงศ์ ที่เป็นต้นแบบการสร้างพระกริ่งในสยาม มีอยู่ ๒ แบบ ตามที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์เรื่องราวของพระกริ่งไว้ใน “นิราศนครวัด” โดยตอนหนึ่งทรงระบุถึงสมเด็จพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยลงกรณ์ ได้ทรงอธิบายว่า





“...เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ พระอมรโมลี(นพ)วัดบุบผาราม ลงมาส่งมหาปานราชาคณะธรรมยุติในกรุงกัมพูชาองค์แรก ซึ่งต่อมาได้เปนสมเด็จพระสุคนธ์นั้น มาได้พระกริ่งขึ้นไปให้คุณตา (พระยาอัพภันตริกามาตย์) ท่านให้แก่เราแต่ยังเปนเด็กองค์หนึ่ง เมื่อเราบวชเณรนำไปถวายเสด็จพระอุปัชฌาย์(สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) ทอดพระเนตร์ ท่านตรัสว่า เปนกริ่งพระเจ้าปทุมสุริวงศแท้ และทรงอธิบายต่อไปว่าพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริวงศนั้นมี ๒ อย่าง เปนสีดำอย่าง ๑ เปนสีเหลืององค์ย่อมลงมากว่าสีดำอย่าง ๑ ...”


พระกริ่งบาเก็งนอกจากจะพบที่เขาพนมบาแค็งแล้ว ในพื้นที่ประเทศไทยก็พบเช่นกันตามกรุในวัดต่าง ๆ หลายแห่งอาทิวัดที่สร้างมาก่อนสมัยอยุธยา คือวัดมเหยงค์ และวัดสมณโกฏฐาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดที่สร้างสมัยอู่ทองคือ วัดท่ากระดาน จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนวัดที่สร้างในสมัยอยุธยา คือวัดปราสาทสวนสวรรค์ หรือวัดปากน้ำภาษีเจริญ  กรุงเทพมหานคร จึงเป็นที่เชื่อถือกันว่าแรกเริ่มการสร้างพระกริ่งของไทยมีอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมขอมโบราณ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากต้นทางในอินเดีย จีน และทิเบต


สำหรับพระกริ่งองค์ที่นำมาลงไว้นี้ เป็นพระกริ่งบาเก็ง องค์ขนาดย่อมลงมา เนื้อในเป็นสีเหลืองทอง ถูกปกคลุมด้วยคราบกรุสีน้ำตาลเข้ม และคราบดำ รวมถึงคราบสนิมเขียว แต่ได้ทำความสะอาด จนคราบสนิมเขียวน้อยลงไปมาก พระกริ่งบาเก็งชนิดที่ ๒ วรรณะเหลืองนี้ ต่อมาได้กลายมาเป็นพระต้นแบบการสร้างพระกริ่งปวเรศ แห่งวัดบวรนิเวศ พระกริ่งสมเด็จพระสังฆราช(แพ) โดยเฉพาะพระกริ่งแบบที่นำมาลงไว้นี้ต่อมาพระมงคลราชมุนี ท่านเจ้าคุณศรี (สนธ์ ยติธโร) ศิษย์เอกของเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) นำมาสร้างเป็นพระกริ่งอุบาเก็งอีกหลายรุ่นนั่นเอง.



ร่วมกันศึกษาเพื่อการอนุรักษ์วัตถุโบราณ

.............จันทร์พลูหลวง................


*********